THAIAIRSOFT.GUN :

นิตยสาร บทความ และหัวข้อที่อยู่ในความสนใจของชาว BB GUN => บทความน่าสนใจ => ข้อความที่เริ่มโดย: winggo ที่ สิงหาคม 17, 2013, 03:55:16 PM



หัวข้อ: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: winggo ที่ สิงหาคม 17, 2013, 03:55:16 PM
คำนำ

จากสยุมภู  ทศพล  ถึงท่านผู้อ่านที่เคารพ

       พ็อคเก็ตบุ๊คของผมขาดหายไปจากท้องตลาดเกือบสี่เดือนเต็มๆ  อุบัติเหตุที่หนองคายทำให้ผมต้องหยุดการเขียนไปชั่วคราว บัดนี้ผมมีสภาพจิตใจพร้อมที่จะรับใช้ท่านผู้อ่านอย่างเดิมแล้ว  ผมขอสัญญาคราวนี้ผลงานของผมจะทยอยออกสู่ท้องตลาดอย่างสม่ำเสมอเหมือนเช่นเคย   กำลังใจจากผู้อ่านที่เมตตาต่อผมงานของนักเขียนเล็กๆ เช่นผม  จนกระทั่งสามารถลืมตาอ้าปากอยู่ในวงการขีดเขียนกับเขาได้คนหนึ่ง  ทำให้ผมบังเกิด “ไฟ”  ขึ้นมาอย่างมากมาย
       เคยมีคนถามผมซึ่งๆ หน้าว่าจุดยืนของคุณในการเขียนหนังสือคืออะไร ?
       ถ้าผมดัดจริตตอบออกไปว่า   จุดยืนของผมก็คือการสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น   บางทีผมอาจจะได้รับคำวิจารณ์จากคอลัมนิสต์บางท่านอย่างสวยหรู
       ขอโทษครับ  ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น  จุดยืนของผมก็คือ  “เงิน”   ทุกวันนี้ผมต้องเขียนหนังสือเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   ขอถามจริงๆ เถอะครับ  ถ้าผมไม่มีเงินสังคมต่างๆ จะช่วยเหลือและเหลียวแลอะไรผมบ้างไหม  สังคมทุกวันนี้ทุกคนล้วนแต่ปากกัดตีนถีบ  บางทีเผลอๆ ก็ยังแกล้งถีบผู้ที่กำลังจะโงศีรษะขึ้นมาก็เคยมี
       อดีตที่ระยำของผมสอนให้รู้ว่า  ในโลกนี้จะหาความจริงใจระหว่างคนด้วยกันเหมือนจะยากเต็มที  ทุกๆ คนตักตวงผลประโยชน์ให้แก่ตัวเองอย่างเต็มที่  รัฐบาลแต่ละชุดก็ผลัดกันขึ้นมากอบโกยอย่างหน้าด้าน ๆ แล้ว  ผมจะงอมืองอเท้าอยู่ทำไมกัน
       ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับ บางคนด่าเขาปาวๆ ว่า  “คอร์รัปชั่น”   แต่พอตัวเองมีโอกาสเข้าไปบริหารงานระดับนั้นบ้าง  กลับโกงกินวินาสสันตะโรยิ่งกว่าเขาไปอีก
       ไอ้ผมก็เช่นกันที่ผมด่ารัฐบาลว่าผลัดกันขึ้นมากอบโกยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  ก็เพราะผมยังไม่มีช่องทางแบบพวกเขานี่ครับ  ลองผมเป็นใหญ่เป็นโตมีใครเอาเงินมากองให้ฟรี ๆ  ซักสามสี่ล้านก็ขี้คร้านจะนั่งสั่นเป็นเจ้าเข้าทรงไปเท่านั้นเอง ครับผม
       ผมบ้าน้ำลายมาตั้งนาน  ก็เห็นจะกล่าวคำสวัสดีกันเสียทีนะครับ
                                                                                                                     
                                                                                                                                    ขอได้รับความปรารถนาดีจากผม
                                                                                                                                                         สยุมภู ทศพล
 
เลือดไทยไหลหลั่งรินปกป้องธรณินทร์ไทย

---------

จากสำนักพิมพ์


ระยะนี้ข่าวสารบ้านเมืองที่ได้พบมักหนีไม่พ้นเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศชาติในแง่ของการรักษาความมั่นคง  และการแทรกซึมบ่อนทำลายของผู้คิดร้ายต่อแผ่นดิน  ซึ่งเรียกกันสั้นๆ ว่า
          พวกหนักแผ่นดิน !
       ขอบันทึกไว้ ณ  ที่นี้ด้วยว่า  คำว่า  ‘หนักแผ่นดิน’   ได้กลายเป็นคำที่ฮิตที่สุด  อย่างรวดเร็วที่สุด  แพร่มาจากเพลงเดียวกันนี้
       และก่อให้เกิดปฏิกิริยามากมาย
       เป็นปฏิกิริยาทั้งในทางบวกและทางลบ
       บ้างก็ขอให้ระงับการเผยแพร่เพลงนี้  โดยมีเหตุผลว่า  จะทำให้เกิดการแตกร้าวแบ่งแยกกันขึ้นในหมู่ประชาชนชาวไทยด้วยกัน
       แต่อีกกระแสเสียงหนึ่งสนับสนุนเพลงนี้อย่างหนักแน่น  เพราะเล็งเห็งว่า  เป็นเพลงที่ปลุกเร้าให้คนไทยรักชาติ  และสำนึกในความกตัญญูต่อชาติอันเป็นบ้านเกิดเมืองมารดร 
       และแน่นอนที่สุดก็คือ  คนไทยอีกกลุ่มหนึ่งต้องยอกแสลงใจเมื่อได้ฟังเพลงนี้  อันมีเนื้อความว่า
“คนไทยใช้ชื่อไทยอยู่
กายก็ดูเหมือนไทยเช่นกัน
ได้อาศัยโพธิ์ทองแผ่นดินของราชันย์
แต่ใจมันยังเฝ้าคิดทำลาย
คนใดเห็นไทยเป็นทาส
ดูถูกชาติเชื้อชนถิ่นไทย
แต่ยังเฝ้าทำกินกอบโกยสินไทยไป
       เหยียดคนไทยเช่นทาสของมัน
คนไทยยุยงปลุกปั่น
ไทยด้วยกันหวังให้แตกกระจาย
ปลุกระดมมวลชนให้สับสนวุ่นวาย
เพื่อคนไทยแบ่งฝ่ายรบกันเอง
คนไทยหลงคนชาติอื่น
ชาติเดียวกันเขายืนข่มเหง
ได้สินทรัพย์เจือจานก็ประหารไทยกันเอง
ทีชาติอื่นเกรงดังญาติของมัน
คนใดขายตนขายชาติ
ได้โอกาสชี้ทางให้ศัตรู
เข้าทลายพลังไทย  ให้สลายทางสู้
เมื่อศัตรูโจมจู่เสียทีมัน
คนใดคิดร้ายราวี
ประเภณีของไทยไม่ต้องการ
เกื้อหนุนอคติเชื่อลัทธิอันธพาล
แพร่นำมันมาบ้านเมืองเรา”

(ผู้ประพันธ์เนื้อเพลงคือ  พ.ต. บุญส่ง  หักฤทธิ์ศึก)
       
       เราขอบัญทึกไว้เพื่อเป็นพยานว่าในยุคนี้สมัยนี้  มีอะไรบ้านเกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย
       หน่วยราชการ  และประชาชนบางกลุ่มบางคณะต่างผนึกกำลังกันเรียกร้องความรักชาติบ้านเมือง  ด้วยความหวงแหนในเอกราชของบ้านเมือง
       และไม่ปรารถนา  “ลัทธิ”  อื่นใดนอกจาก   ‘ประชาธิปไตย’   ที่เราใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศอยู่ในปัจจุบันนี้
       เรากลับมาสู่เรื่องราวของงานเขียนของ  สยุมภู  ทศพล  อดีตทหารรับจ้างเดนตาย  ได้รับการต้อนรับจากนักอ่านล้นหลาม
       เป็นประวัติการณ์!
       ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ?
       น่าจะประมวลได้ว่า  เหตุผลที่  สยุมภู  ทศพล  ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและมากมาย  ก็เพราะว่าเขาเขียน  ถึงชีวิตการสู้รบในสมรภูมิอันดุเดือดเลือดพล่าน  ท้ามฤตยูอยู่ตลอดเวลา และเหตุการณ์เหล่านั้นมันแสนจะท้าทายความสนใจใคร่รู้ของลูกผู้ชาย
       การต่อสู้เป็นชีวิตจิตใจของลูกผู้ชายทุกคน
       แม้ไม่มีโอกาสจับปืนทะยานเข้าสู่สนามรบเอง
       แต่ได้อ่านจากหนังสือ  หรือชมจากภาพยนตร์ก็เอาดี !
       ฝ่าย สยุมภู  ทศพล  ผู้เขียนละ ?
       เข้าเป็นทหารับจ้างที่ผ่านการรบมาแล้วหลายปี หลายสมรภูมิ  เจียนตายก็หลายครั้งหลายหน
        สิ่งที่เขาเขียนออกมา  มันจึงสะท้อนออกมาจากความเป็นจริงส่วนหนึ่งที่เขาเห็นมาจากสนามรบสนามเลือดที่ท้าเดิมพันกับพระยามัจจุราชอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก
       เหมือนกับเขายกสนามรบออกมาไว้ในหน้ากระดาษ
       หรือใช้หน้ากระดาษและหยดหมึกจูงผู้อ่านเข้าไปสู่ดงสงคราม
       เมื่อก่อนเขาเป็นทหารรับจ้าง  ที่ทำงานแลกเงิน
       โดยไม่หวั่นหวาดต่อความเจ็บ  ความตาย  หรือภยันตรายใด ๆ
       บ้าดีเดือด !
       เพราะในสนามรบไม่ใช่อู่นอนของคนขี้ขลาด
       บุกไปหาข้าศึก !
       เพราะเป็นภาระหน้าที่  ที่รับผิดชอบ
       มีบ้างละ  ในการถอนกำลังถอยจากแนวปะทะ
       … ในเมื่อรู้ว่ากำลังอ่อนแอ  สู้ไม่ไหว
      แต่พอพักฟื้น  เลียแผลแล้ว  เขาและเพื่อนร่วมตายก็ต้องโลดแล่นเข้าตะปบศัตรูอีก
       ศัตรูเหล่านั้นเป็นศัตรูของแผ่นดิน
       เป็นพวกหนักแผ่นดิน !!!
       ซึ่งเขาจะไว้ชีวิตไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว
       แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงทหารรับจ้างออกรบ
       แต่เขาก็เป็นคนไทย
       เลือดไทยไหลพล่านทั้งกายและใจ
       มันร้อนฉ่า  ฉีดเร็วจัด   เมื่อเห็นข้าศึกศัตรูที่คิดร้ายต่อแผ่นดินของเขา
       สยุมภู  ทศพล  คิดอย่างนั้นในส่วนลึกของหัวใจ
       แม้ว่าปากของเขาจะพูดอยู่ตลอดเวลาว่าเขาอยากรบเพราะต้องการเงิน !
       เรายอมรับว่า   เขาต้องการเงิน
       แต่เงินอย่างเดียวคนเราจะยอมแรกกับความตาย  และความพิการละหรือ
       ท่านลองคิดดูเถอะ
                                                                                                                                                                       
สำนักพิมพ์บรรณกิจ

  ด่านนรก  โดย สยุมภู  ทศพล   อดีตทหารรับจ้างเดนตาย

ขออนุญาตเผยแพร่เนื้อหาในหนังสือเก่าเล่มนี้  ให้กับท่านที่สนใจ อยากจะรู้ อ่าน ค้นคว้า เพื่อไม่ให้หายสาบสูญไป




หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: winggo ที่ สิงหาคม 19, 2013, 02:11:24 AM
ตอนที่  ๑.
       ผมกระตุก .45  ออกมา  พร้อมกันกระชากครอบปืนขึ้นลำดัง  “แคร้ง”   ให้ตายซิครับ   ทั้งๆ ที่อาการ  “ไอ้หำ”   เข้าขั้นโคม่ามันก็ยังมีอาการสะดุ้งขึ้นสุดตัวอันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ที่รู้ว่าตัวเองใกล้จะตาย
       ผมถอยหลังออกมา  ยกปืนขึ้นจ้องไปยังร่างของมันด้วยจิตใจที่แทบจะไม่เป็นของตัวเอง  นิ้วชี้ที่อยู่ในโกร่งไกดูเหมือนจะอ่อนเปลี้ยแทบจะไม่มีแรงดึงไกที่เบาหวิวนั้นอีก
       ไอ้หำเหลือบตาข้างเดียวที่เหลืออยู่มองขึ้นไปบนต้นไม้เหมือนกับจะพยายามส่งอาณัติสัญญาณให้ผมทราบถึงเหตุการณ์อะไรบางอย่าง...  แต่มันไม่ทันการณ์เสียแล้ว
       “ปัง”
       ร่างของโคร์สกี้  ซึ่งยืนอยู่ทางขวามือของผมผงะล้มคว่ำลงทันที
       พร้อมๆกันนั้นร่างของผมก็โดนกระแทกอย่างรุนแรงจนล้มคะมำลงไปข้างล่าง  สัญชาตญาณการฝึกที่จำเจทำให้ผมใช้มือข้างหนึ่งยันพื้นเอาไว้ได้ทันท่วงที...   ยังไม่ทันที่จะเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อปฏิบัติสิ่งหนึ่งสิ่งใดต่อไปประสาทหูของผมก็ได้ยินเสียง  “M-16”   คำรามขึ้นอย่างหูดับตับไหม้  ปลอกกระสุนกระเด็นฉิวเข้ามากระทบหลังของผมกราวใหญ่
       “เฮ้ย...ไอ้แกว...บนต้นไม้”
       แจ๊ฟฟี่ตะโกนขึ้นมาสุดเสียง  ผมพลิกตัวกลับขึ้นมานอนหงาย  มือขวาซึ่งกำคอปืนอยู่ถูกยกวาดขึ้นมาเป็นมุมสี่สิบห้าองศา  ที่หมายก็คือ  คบไม้เหนือศีรษะที่ผมนอนแอ้งแม้งอยู่นั้น  พร้อมๆ กับได้ยินเสียงหนักๆ  ตกลงมากระแทกพื้นดินดังป้าบใหญ่  พอสิ้นเสียงก็มองเห็นร่าง  มนุษย์ในชุดพรางร่วงจากคบไม้  ลงมานอนนิ่งอยู่เบื้องหน้าไม่ห่างจากพวกเรานัก  และเมื่อผมชำเลืองไปทางด้านซ้ายมือก็มองเห็น  “สตรองแมน”  (ไอ้โล้น)   นอนหงายส่ายปืน  “M-16”  ยิงขึ้นไปบนต้นไม้ซึ่งเรียงรายเป็นแถวยาวเหยียดเหมือนกับมีใครมาปลูกเอาไว้ด้วยระบบอัติโนมัติเต็มตัวอย่างเมามัน
       “เร็ว....ลูกพี่....คลานเข้าไปหลบอยู่หลังโคนต้นไม้ที่ไอ้หำถูกมัดอยู่โน่นก่อน...  พวกมันอยู่บนต้นไม้จมหูเลย”
       “สตรองแมน”  ยิงไปปากก็พูด ตะโกนกับผมเป็นภาษาอังกฤษด้วยน้ำเสียงที่ไม่แสดงถึงอาการตื่นเต้นแม้แต่นิดเดียว
       แทบไม่ต้องพูดอะไรกันมาก  แจ็ฟฟี่  เบอร์รูตี้   และเบอร์นาร์ด   ซึ่งนอนหมอบระเกาะระกะอยู่ข้างๆ ผม  ต่างก็ตาลีตาเหลือกคลานอย่างเร็วจี๋  เข้าไปนอนหมอบอยู่หลังโคนต้นไม้มะยมป่าต้นที่ไอ้หำโดนมัดอยู่อย่างชนิดลืมตาย  พวกที่ปรึกษาอเมริกาเหล่านั้นลืมแม้กระทั่ง  “โคร์สกี้”   เพื่อนร่วมทีมซึ่งแม้ขณะนี้นอนคว่ำหน้าลงกับพื้นในอากัปกิริยาที่ดูเหมือนกับหมดลมหายใจลงอย่างสิ้นเชิง
       “สตรองแมน”   กราดกระสุดนัดสุดท้ายขึ้นไปบนต้นไม้แล้วพลิกตัววูบเข้าไปหาร่าง  “โคร์สกี้”  มือข้างที่ว่างคว้าหมับเข้าไปที่คอเสื้อปากก็พูดออกมาอย่างร้อนรน
       “-เร็วลูกพี่   ช่วยลากไอ้ห่าจิกนี่เข้าไปหลังโคนต้นไม้โน่นก่อน... ผมคนเดียวไม่ไหวแน่”
       กว่าจะลากร่างของพนักงานดักข่าวสัญชาติอเมริกัน-รัสเซีย  เข้าไปหลังโคนต้นไม้ซึ่งเป็นชัยภูมิแห่งเดียวที่อับกระสุนได้  ก็เล่นเอาผมกับสตรองแมนต้องหอบแฮ่ก ๆเหมือนกับสุนัขบ้าแดดเลยทีเดียว
       “สตรองแมน”    พลิกร่างของโคร์สกี้ขึ้นมานอนพิงกับโคนต้นไม้  หมอเบอร์นาร์ดคลานพรวดเข้ามาจับข้อมือของโคร์สกี้ด้วยท่าทางรีบร้อน  เขานิ่งไปชั่วอึดใจก็อุทานออกมาค่อนข้างดัง  “มายก็อด  ชีพจรโคร์สกี้เต้นอ่อนเต็มที.... อะไรวะบาดแผลขนาดนี้ไม่น่าทนอยู่ได้ถึงขนาดนี้เลย... หัวหน้า  น่ากลัวจะหมดหวังเสียแล้วละครับ”
       ประโยคสุดท้ายหมอเบอร์นาร์ดหันไปพูดกับแจ๊ฟฟี่เบาๆ  แล้วหันกลับมาใช้มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในบาดแผลที่หน้าช่องท้องปากก็พึมพำออกมาไม่ขาดระยะ
       “ลูกกระสุนอะไรของมันวะ   รูบาดแผลมันถึงได้บานเบอะขนาดนี้... ไอ้หอก  เคราะห์ร้ายจริงๆ  เพื่อนกูหมดลมแล้วครับ... หัวหน้า”
       ในขณะที่พูดหมอเบอร์นาร์ดก็เอื้อมมือขึ้นไปปิดดวงตาที่เหลือกค้างโพลงของพนักงานดักข่าวผู้เคราะห์ร้ายให้ปิดสนิทลง  ต่ดจากนั้นก็ดึง  “ด็อกแท็ค”   (ป้ายแจ้งหมายเลขประจำตัวของผู้ตาย)   จากข้อมือข้างหนึ่งของโคร์สกี้ขึ้นมาถือเอาไว้ในอุ้งมือ   สายตาจ้องเขม็งไปยังเส้นทางเดินซึ่งขนาบด้วยต้นไม้สูงลิบด้วยความหวาดระแวงและความกริ่มเกรงจนสังเกตเห็นได้ชัด
       “ทัศนวิสัยสว่างโล่งแบบนี้ถ้าขืนเคลื่อนที่ผ่านออกไปมีหวังโดนหน่วยซุ่มยิงมันจวกเอาแน่ๆ  เส้นทางอื่นก็ไม่มีเสียแล้ว  รึจะลองเสี่ยงบุกเข้าไปในดงระเบิดข้างๆเส้นทางนี้ดู”
       หัวหน้าแจ็ฟฟี่  กล่าวขึ้นมาอย่างเครียดขรึมพร้อมกับขยับตัวเข้าไปใกล้ศพโคร์สกี้แล้วล้วงกระเป๋าหยิบซองพลาสติกซึ่งหุ้มกระเป๋าใส่เอกสารส่วนตัวของผู้ตายออกมาเปิดดูอย่างลวกๆ แล้วโยนไปให้  “เบอร์รูตี้”  ปากก็พึมพำออกมาเบาๆ
       “สมุดรหัส....เก็บเอาไว้ด้วย   สำหรับเอกสารส่วนตัวของโคร์สกี้  ถ้าพวกเรามีโอกาสรอดออกไป  ลื้อรีบส่งกลับไปให้ครอบครัวของเขาด่วนที่สุด”
       เบอร์รูตี้  รับซองเอกสารเข้าไปเก็บเอาไว้ในกระเป๋าแล้วขยับตัวปลดวิทยุ  PRC-77  ซึ่งสะพายอยู่บนหลังออกมาวางที่พื้น  สตรองแมนซึ่งหมอบอยู่ข้างๆ เอื้อมมือออกไปหมุนสายอากาศซึ่งหมุนโค้งอยู่ด้านข้างให้ตั้งฉากกับตัวเครื่อง   แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งผลักสวิทซ์   เปิด-ปิด                                   ให้เครื่องวิทยุทำงานด้วยอาการคล่องแคล่วว่องไว
       เบอร์รู้ตี้ยก   “ปากพูดหูฟัง”   ส่งให้ผมพร้อมกับส่ายศีรษะด้วยท่าทางอิดหนาระอาใจ
       “บิ๊กแมนช่วยติดต่อผู้พันวรรณาให้ผมด้วยครับ..... ซวยระยำทั้งกองพันไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้เลยซักคน”
        “วรรณา  จาก  บิ๊กแมน...เปลี่ยน”
       ไม่มีเสียงตอบจากผู้พันวรรณา  ผมหายใจวาบ   ลองเรียกขานนามสถานีกองร้อยอื่นๆ  ดูอีกก็ไม่มีเสียงตอบ... “ฟรีเค็นซี่” (ความถี่วิทยุ)  ที่เคยใช้งานเป็นประจำ  ว่างเปล่าปราศจากคลื่นสัญญาณใดๆ ทั้งสิ้น
       เหตุการณ์ดังกล่าวเหมือนกับจะ  “ซ.ต.พ. ”  ได้ว่า กองพันทหารของลาว  บนยอดภูดอนสวรรค์ได้ถึงกาลหายนะแล้ว
       ผมหันมาสบตากับ  “เบอร์รูตี้”  เขม็ง...  วิทยุเลือดอิแทเลี่ยนยักไหล่  แบมือทั้งสองข้างแล้วยกมือข้างหนึ่งขึ้นปาดลูกกระเดือก  อันเป็นการแสดงในๆ ให้ผมทราบว่า ตัวเขาเองก็สามารถเดาเหตุการณ์ดังกล่าวได้เช่นกัน
       มีเสียงขยับตัวอยู่ที่โคนต้นไม้ด้านหน้าพร้อมๆ กับปรากฏเสียงอึกอัก  เหมือนกับคนที่พยายามจะเปล่งเสียงพูดออกมาอย่างลำบากยากเย็น   ผมสะดุ้งขึ้นมาอย่างสุดตัว   เหตุการณ์ที่ฉุกละหุก   ทำให้ผมและพรรคพวกพากันลืมคิดถึง  “ไอ้หำ”  ไปอย่างถนัดใจ
       “บลูเซี๊ยด...   “ซาเย่นท์หำ”  ยังไม่ตาย  ปล่อยเอาไว้สภาพนี้ทรมานตายห่า  ลื้อช่วยสงเคราะห์  “อิทสเมอซี่ คิลลิ่ง”  หน่อยวะบิ๊กแมน”
       หัวหน้าแจ๊ฟฟี่หันมาพูดกับผมดื้อๆ  ผมใจหายวาบความรู้สึกนึกคิดที่ฟุ้งขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วนก็คือมีความเวทนา  “ไอ้หำ”   อย่างจับจิตจับใจยิ่งกว่าทุกครั้ง   คำว่า  “อิทสเมอซี่ คิลลิ่ง”  แปลว่า  การฆ่าเพื่อเอาบุญ  หรือฆ่าเพื่อให้พ้นทรมานนั่นเอง
          แต่ให้ตายเถอะครับ...จิตใจของผมขณะนี้มันไม่มีความแข็งแกร่งพอเพียงที่จะฆ่าลูกน้องคนสนิทได้  ความผูกพันความสนิทสนมระหว่างไอ้หำกับผมเท่าที่เคยคลุกคลีกันอยู่บนแนวทำให้ผมรักและเวทนาทหารลาวผู้นี้เป็นพิเศษ... แม้ขณะใกล้จะตายอยู่รอมร่อ  ไอ้หำก็ยังมีกระใจส่งสัญญาณให้พวกผมหลบออกไปจากพื้นที่ดังกล่าว  แล้วผมจะไปฆ่ามันได้ลงคอเชียวหรือนี่ ?
       ในขณะที่ผมพะวักพะวนเหมือนกับคนฝันร้ายอยู่นั้น  หมอเบอร์นาร์ดก็ล้วงกระเป๋าหยิบยาฉีดสำเร็จรูปออกมาเข็มหนึ่ง  แล้วค่อยๆ  ดึงยางที่หุ้มปลายเข็มฉีดออกด้วยมือที่สั่นเทา   ต่อจากนั้นก็คลานเข้าไปที่โคนต้นไม้แล้วกระแทกปลายเข็มเข้าไปยังข้อมือของไอ้หำที่ถูกผูงโยงอ้อมอยู่หลังต้นไม้นั้นด้วยท่าทางรีบร้อน
       “ยาวิเศษอะไรของลื้อวะ...หมอ ?”
       เบอร์รูตี้ หันไปถามอย่างเคลือบแคลงใจ
       “ไซยาไนด์...  เพื่อน...  อั๊วไม่มีทางที่ดีไปกว่านี้...  อย่าว่าแต่ลื้อเลย... บิ๊กแมน...  เป็นอั๊วก็ยิงมันไม่ลง”
       ประโยคสุดท้าย  หมอเบอร์นาร์ดหันมาพูดกับผมในทำนองเห็นอกเห็นใจ   แล้วปักปลายเข็มทิ้งเอาไว้ที่โคนต้นไม้นั่นเอง
       หมอเบอร์นาร์ดหาทางออกให้ผมอย่างวิเศษที่สุดด้วยอำนาจของ   “ไซยาไนด์”   ไอ้หำก็อำลาโลกไปอย่างเงียบๆ  โดยปราศจากอาการทรมานใดๆ ทั้งสิ้น
       “ขอให้ไปดีเถิดเพื่อนยาก  ชีวิตของแกพบกับความสุขบั้นปลายแล้ว....  อีกไม่นานเกินรอเราอาจจะได้พบกัน”  ผมรำพึงอยู่ในใจอย่างหดหู่   แล้วบังเกิดอาการเบื่อหน่ายสงครามขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน
       “จะเอายังไงกัน  ลูกพี่...  ผมว่าวิ่งแหกมันเข้าไปเลยเป็นไง  วิ่งไปทีละสองคน....  ที่เหลือคอยยิงคุ้มกันดวงดีก็รอด   ดวงจู๋ก็ดับ...  ผมสมัครเป็นคนแรกใครจะร่วมแผนบ้าเลือดกับผมก็เอา”
       สตรองแมน  (ไอ้โล้น)   เอ่ยแผนการขึ้นมากลางคัน   แจ๊ฟฟี่นั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็กัดกรามพูดออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว   
       “โอเค...สตรองแมน.... อั๊วไปกับลื้อเป็นคู่แรก...ที่เหลือตกลงกันเอาเอง... สิ่งสำคัญที่สุดในเที่ยวสุดท้ายจะต้องมีคนยิงคุ้มกันอยู่คนหนึ่ง... ไม่มีเวลาแล้ว...  เหลืออีกสามนาที  ช่วยยิงเปิดทางให้อั๊วด้วย”
       สตรองแมนกับแจ๊ฟฟี่ทิ้งสัมภาระที่ไม่จำเป็นหมดเหลือสายสะพายลูกกระสุนกับปืน  แล้วกระชับปืนในท่ายิงแบบคอมแบท  ก่อนออกวิ่งเขาหันมาออกคำสั่งห้วนๆ
       “ยิง”
       ผม.  เบอร์นาร์ด  เบอร์รูตี้  วาดศูนย์ปืนขึ้นหาคบไม้ที่เรียงรายอยู่นั้นพร้อมกับเหนี่ยวไกสาดกระสุนระดมยิงด้วยระบบอัติโนมัติเต็มตัวเกือบจะพร้อมๆ กัน
       สตรองแมนกับแจ๊ฟฟี่วิ่งแนบเข้าไปในช่องทางที่ขนาบด้วยต้นไม้  แล้วเริ่มระดมยิงขึ้นไปข้างบนในลัษณะ  “วิ่งเคลื่อนที่ยิง”  ตามหลักสูตรของหน่วยจู่โจม  กรีนแบเรต์พร้อมกับวิ่งซิกแซกไปตลอดทาง
       มีเสียงปืนยิงตอบโต้จากคบไม้เข้าให้แล้ว...  ผมมองเห็นฝุ่นข้างๆ  คนทั้งสองปลิวกระจายว่อน  ผมสังเกตกลุ่มควันจากตำแหน่งที่ตั้งยิงของพวกมันแล้วซัลโวขึ้นไปเกือบครึ่งแม็กกาซีน
       มีเสียงร้องอย่างหวยโหน  พร้อมๆ กับร่างซึ่งอยู่ในชุดสีดำหล่นตุ้บลงมากองอยู่ที่พื้นแน่นิ่งไม่ไหวติง
       แจ็ฟฟี่กับสตรองแมน  หายเข้าไปในดงไม้สุดช่องทางเดินมรณะแห่งนั้นแล้ว 
       “หยุดยิง”
       ผมตะโกนแข่งกับเสียงปืน  หมอเบอร์นาร์ดวางปืนลงกับพื้น   แล้วล้วงเป้สนามหยิบเทปสีขาวสี่ชิ้นยาวประมาณอันละคืบส่งให้ผม  พูดพลางหันพลาง
       “บิ๊กแมน  ลื้อช่วยปิดเทปเป็นรูปกากบาทกลางหลังให้อั๊วด้วย”
       “นึกบ้าอะไรขึ้นมาวะ  ไอ้หมอ”
        เบอร์รู้ตี้หันมาถามอย่างเคลือบแคลงใจ


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: หลังเขา ที่ สิงหาคม 20, 2013, 07:54:45 AM
ขอบคุณครับ  รอตอนต่อไปครับ


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: opairforce ที่ สิงหาคม 20, 2013, 04:23:59 PM
ขอบคุณครับ  รออ่านตอนต่อไปอยู่เหมือนกันครับ
 :) ;) :)


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: winggo ที่ สิงหาคม 20, 2013, 11:57:48 PM
๒.

       “โง่แล้วยังเสือกถาม  อั๊วเป็นหมอ  ตามกฏเจนีวาเค้าห้ามยิงพวกเสนารักษ์โว้ย”
      เบอร์รูตี้หัวเราะก๊ากแล้วย้อนถามอีกว่า
       “พวกไอ้แกวมันจะรู้หรือวะไอ้หมอ  อั๊วว่าไอ้พวกแกวมันไม่สนใจกฎเจนีวาบ้า ๆ บอ ๆนั่นหรอก... มา อั๊วจะติดกากบาทด้านหน้าให้... ทั้งหน้าทั้งหลังคราวนี้ไอ้แกวยิงไม่ผิดแน่มึง”
       “เฉยๆนา... ลื๊อละก็ปากหมาเรื่อย  ขอบใจโว้ยพรรคพวก”
       หมอเบอร์นาร์ดขอบใจ  เมื่อผมติดสก็อตเทปให้เขาเสร็จเรียบร้อย
       “แล้วคราวนี้ใครจะอยู่คุ้มกันข้างหลังนี่... พวกเราเหลืออีกสามคน  เพื่อไม่ให้มีการเสียเปรียบ  อั๊วอยากจะให้มีการจับสลาก”
       เบอร์รูตี้เอ่ยขึ้นมาอย่างเครียดขรึม  พร้อมกับล้วงกระเป๋าหยิบกลักไม้ขีดออกมาเทก้านไม้ขีดลงบนฝ่ามือปากก็พูดต่อไปอีก
       “ใครได้ไม้สั้นอยู่”
       ผมมองดูไม้ขีดทั้งสามก้านที่อยู่ในอุ้งมือเบอร์รูตี้อย่างไม่ยินดียินร้ายเท่าใดนัก   ในใจรู้สึกเกลียดชังพวกที่ปรึกษาขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน... เหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้นในขณะนี้   ได้แสดงธาตุแท้ของลูกผู้ชายออกมาให้ผมเห็นแล้วว่าพวกนี้มีความเห็นแก่ตัวมากเพียงไร  เพื่อศักดิ์ศรีของคนไทย  (ซึ่งความจริงแล้วผมก็มีความกลัวตายและเห็นแก่ตัวไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพวกเขาเท่าไรหรอกครับ  แต่ศักดิ์ศรีของความอายมันทำให้ผมบังเกิดความบ้าบิ่นขึ้นมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวเข้าจนได้)  ทำให้ผมตัดสินใจเอื้อมมือไปดึงก้านไม้ขีดทั้งสามออกโยนทิ้งแล้วพูดขึ้นมาห้วนๆ   
       “อั๊วเอง...  ลื้อทั้งสองคนไปก่อน  เป้พยาบาลและวิทยุ  อั๊วอยากจะขอร้องให้ลื้อเอาติดตัวไปด้วย”
       ที่ปรึกษาทั้งสองคนสบตาผมนิ่ง  พร้อมกับเอื้อมมือมาสัมผัสปากก็พึมพำขอบอกขอบใจไม่ขาดระยะ   ผมก็เลยตัดบทยกปืนคู่ชีพยิงกราดขึ้นไปบนคบไม้เป็นการเร่งให้ที่ปรึกษาชาวอเมริกันเริ่มปฏิบัติงานโดยเร็ว
       มีเสียงปืนยิงประสานกันดังลั่นออกมาจากดงไม้ข้างหน้า...  แนวกระสุนฉีกใบไม้ระดับยอดไม้กระจุยกระจายอา !  ไอ้โล้นและแจ็ฟฟี่เปิดฉากยิงประสานคุ้มกันให้พวกผมแล้ว
       “เล็ท-โก”
       หมอเบอร์นาร์ดร้องขึ้นมาค่อนข้างดัง  พร้อมกับสะพายเป้สนามเผ่นแนบออกไปทางขวามือ  ปืนที่ถืออยู่ระดับสะโพกส่ายเดี๊ยขึ้นไปบนยอดไม้แล้วเริ่มระดมยิงเป็นระยะซึ่งในขณะเดียวกันนั้น  เบอร์รูตี้ก็สะพายวิทยุวิ่งเหยาะๆ  ติดตามออกไปอย่างรวดเร็ว
       ผมส่ายปืนยิงขึ้นไปบนคบไม้อย่างบ้าคลั่ง  แม็คกาซีนแบบยาว 2 แม็คที่ผูกติดกันอยู่แบบสลับหัวท้ายเรียบวุธไปในชั่วพริบตา
       พระเจ้าช่วย  !    หมอเบอร์นาร์ดซึ่งวิ่งซิกแซกอยู่เบื้องหน้า  ผวาเฮือกขึ้นสุดตัวแล้วผงะล้มคว่ำลงไปกับพื้น...  เบอร์รูตี้ซึ่งกำลังวิ่งอยู่ข้างๆ  ทรุดตัวลงนั่งพร้อมกับระดมยิงไปที่คบไม้แห่งหนึ่งอย่างชนิดไม้ต้องเลี้ยง
       ผมเห็นกลุ่มควันจางๆ  ลอยออกมาจากตำแหน่งที่ซุ่มยิงจึงกราดกระสุนชุดสุดท้ายขึ้นไปข้างบน    แล้วรีบเปลี่ยนแม็ค ฯ แทบจะไม่หายใจ  ก่อนจะตัดสินใจผลักออกจากโคนต้นไม้สายตาก็เหลือบมองเห็นเป้สนามขนาดเล็กของหัวหน้าแจ๊ฟฟี่ที่ถอดออกวางไว้  ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผมหยิบเป้ที่ค่อนข้างหนักอึ้งนั่นขึ้นมาสะพายบ่าแล้ว  ออกวิ่งด้วยความเร็วขนาดแชมป์โอลิมปิคทุก  พ.ศ  ไม่มีทางที่จะติดฝุ่นผมได้เลย
       ก่อนที่จะถึงร่างของหมอเบอร์นาร์ดที่กำลังพยุงกายลุกขึ้น  ผมได้ยิงเสียงปืนแหวกอากาศลงมาจากคบไม้อย่างถนัดหูสองนัดซ้อนๆ 
       ผมรู้สึกเหมือนกับโดนถีบอย่างแรงที่กลางหลัง  เซถลาลงไปนอนคลุกฝุ่นอยู่ที่พื้น... ใจหายวาบ  ความรู้สึกนึกคิดในขณะนั้นก็คือ  ผมจะต้องโดนกระสุนสองนัดของข้าศึกเข้าให้แล้ว   ผมกัดฟันลุกขึ้นวิ่งไปที่หมอเบอร์นาร์ดพร้อมกับหิ้วคอเสื้อออกแรงลากถูลู่ถูกังไปจนกระทั่งถึงดงไม้ข้างหน้าได้อย่างปลอดภัย
       แจ็ฟฟี่ ปราดเข้ามาประคับประคองหมอเบอร์นาร์ด  ส่วนสตรองแมนกระโดดเข้ามากอดผม  ปากก็ระล่ำระลักถามแทบไม่เป็นภาษาคน 
        “ลูกพี่...โดนยิงใช่มั้ย  ผมเห็นกระเด็นกลิ้งเหมือนกับโดนช้างเตะ  ถูกที่ไหนครับ  ผมขอดูแผลหน่อย”
       “ไม่รู้ว่าถูกอะไรเหมือนกัน  ไอ้ห่า  เจ็บหลังเป็นบ้า  ประเดี๋ยวก็ได้”  ผมตัดบทออกไป
       ในขณะที่พูดผมก็เปิดกระเป๋ายาหยิบผ้าก๊อซออกมา  อุดปากแผลให้หมอเบอร์นาร์ดทั้งหน้าทั้งหลัง   แล้วปิดด้วยสก็อตเทปประคองจับตัวเขย่าพลางเรียก
       “หมอ”
       หมอเบอร์นาร์ดลืมตาขึ้นช้าๆ  แล้วฝืนยิ้มอย่างยากเย็น
       “อั๊วหน้ามืดว่ะ”
       พอพูดเสร็จหมอก็หรี่ตาลง  แล้วก็เปิดโพลงขึ้นอีกครั้ง  คราวนี้หมอพูดออกมาเสียงใส
       “ให้น้ำเกลืออั๊วที.. เพื่อน”
       ผมหันไปลากเป้สนามของหมอเบอร์นาร์ดเข้ามาใกล้ตัวแล้วหยิบขวดน้ำเกลือพร้อมสายออกมาปักเข็มเข้าเส้นโลหิตดำที่แขน  ตามวิธีที่หมอเคยสอนอย่างชำนิชำนาญ  แล้วกระซิบถาม
       “หมอ..พอจะเดินไหวมั้ย”
       หมอพยักห้า  ก็พอดีเบอร์รูตี้วิ่งหน้าเหรอเข้ามาพร้อมกับกระหือกระหอบพูด
       “อั๊วเก็บมันได้  3  คน...ไอ้ห่า  “ปากพูดหูฟัง” เสือกหลุด อั๊วต้องวิ่งกลับไปเอาเกือบโดนพวกมันจวกตาย...เฮ้ย  ไอ้หมอ  เป็นยังไงบ้างวะ”
       หมอยิ้มไม่ตอบ  แจ็ฟฟี่เข้ามาประคองให้ลุกขึ้นยืนผมรีบเอาเทปพันเข็มไม่ให้หลุดจากแขน  แล้วยกขวดน้ำเกลือประคับประคอง  พาหมอเบอร์นาร์ดเดินเข้าไปในดงไม้ข้างหน้าอย่างทุลักทุเล
       ก่อนจะถึงสนามบิน   เราจะต้องผ่านลำธารขนาดเล็กซึ่งมีความลึกระดับหน้าอก  สตรองแมนซึ่งออกไปเคลียร์พื้นที่รีบกลับมาเปลี่ยนหัวหน้าแจ็ฟฟี่  แล้วตัวเองปราดเข้ามาปะคับประคองหมอเบอร์นาร์ดพร้อมกับปลุกปลอบใจไม่ขาดระยะ
       หัวหน้าแจ็ฟฟี่กับพนักงานวิทยุ   ออกเดินนำหน้าก่อนจะถึงลำธารเพียงเล็กน้อย   ก็มีเสียงปืนดังลั่นขึ้นมาหนึ่งนัด   พร้อมๆกับหัวหน้าแจ็ฟฟี่ยกมือขวาขึ้นมาตะปบหัวไหล่กำแน่น  เขาเหลือบมองดูบาดแผลของตัวเองอยู่  ชั่วอึดใจก็ร้องตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง   แล้ววิ่งตะลุยไปเบื้องหน้าเหมือนกับคนเสียจริต
       “หัวหน้า....กลับมาก่อน....หัวหน้า”
       เบอร์รูตี้วางวิทยุลงกับพื้น  ร้องเสียงหลงแล้ววิ่งตามเจ้านายของเขาไปติดๆ  สตรองแมนขยับตัว  ผมรีบดึงแขนเอาไว้  เขาหันมามองตาผม  ผมก็เลยพูดกับเขาเป็นภาษามาเลย์
       “ปล่อยให้พวกมันจวกกันเอง  ไอ้โล้น  เราเสี่ยงมามากแล้ว...ปล่อยพวกมันแสดงดูบ้าง”
       มีเสียงยิงปืนตอบโต้กันอยู่ครู่หนึ่ง   แล้วก็เงียบเสียงลง  อึดใจต่อมาพวกผมก็เคลื่อนที่เข้าไปถึงลำธารซึ่งขณะนี้กลายเป็นสมรภูมิเลือด  ที่ผมจะลืมไม่ได้ในชั่วชีวิตนี้
       เบอร์รูตี้ พนักงานวิทยุ  นั่งท้าวแขนกับพื้นในลักษณะเหยียดเท้าทั้งไปเบื้องหน้า  บริเวณเหนือรองเท้าคอมแบทขึ้นมาเล็กน้อย   มีเลือดไหลออกมาแดงเถือกทั้งท่อนขา    และห่างออกไปประมาณสิบเมตรก่อนจะถึงลำธาร   มีศพข้าศึกที่ผมมองดูคร่าว ไม่น้อยกว่า  5  คน  นอนระเกะระกะอยู่เต็มไปหมด   หัวหน้าแจ็ฟฟี่นั่งพิงต้นไม้มีดาบปลายปืนอาร์ก้าจมปักลงไปในช่องท้องจนมิดด้าม...นัยน์ตาทั้งคู่เบิกโพลงเหมือนกับได้รับความบาดเจ็บสุดชีวิต   จากระยะแค่นั้นผมก็มองเห็นถนัดตาแล้วว่า  ขณะนี้หัวหน้าที่ปรึกษาชาวอเมริกันได้จบชีวิตของเขาลงอย่างสมศักดิ์ศรีชายชาติทหารแล้ว
       ผมกับสตรองแมน  ประคองร่างหมอเบอร์นาร์ดลงกับพื้นแล้วเดินเข้าไปดูแจ็ฟฟี่
       หัวหน้าแจ็ฟฟี่ตายสนิท   ทั่วทั้งตัวมีรอยกระสุนและดาบปลายปืนยับเยิน
      “หัวหน้าบ้าเลือดเข้าตลุมบอนกับพวกมัน  ผมก็โดนที่ขาซ้าย   ช่วยห้ามเลือดให้ผมหน่อยครับ”
        เบอร์รูตี้   เอ่ยขึ้นมาพร้อมกับขยับขาข้างที่เจ็บชันขึ้น  สตรองแมนใช้สก็อตเทปจากเป้ของหมอเบอร์นาร์ดขันเฉนาะเหนือบริเวณบาดแผลแล้วถามขึ้นมาเบาๆ
       “พวกมันแอบอยู่ที่ไหน”
       “มันขึ้นมาจากน้ำ  แล้วติดดาบวิ่งเข้าจวกหัวหน้าเลย  ผมล่อมันได้สองคน  ก็พอดีเจอะอาก้าร์มันซะก่อน”
       มีเสียงครางเบาๆ  จากปากของหมอเบอร์นาร์ด  ผมกับสตรองแมนผละจากเบอร์รูตี้  ซึ่งขณะนี้เขยกลุกขึ้นยืนได้บ้างแล้ว
       “เสียงปืนอะไร....บิ๊กแมน...ไอ้ห่า   มันจะรบกันหาสวรรค์วิมานอะไรวะ  บาดเจ็บกันทีไรไม่พ้นฝีมือกูซักที”
        “อั๊วเปลี่ยนผ้าปิดแผลให้ลื้อใหม่เอามั้ย....หมอ”
       ผมพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย   เมื่อมองเห็นหมอเบอร์นาร์ดชักเพ้อเจ้อเข้าไปทุกที
       หมอเบอร์นาร์ดสั่นหน้า   ช้อนสายตาขึ้นมองเบอร์รูตี้  ยิ้มอย่างแห้งแล้งแล้วพูดต่อ
       “อั๊วไม่เชื่อลื้อ  ไอ้แกวยิงทะลุกากบาทหยั่งที่ลื้อ  พูดเอาไว้ไม่มีผิด  ซวยระยำ...  ลื้อโดนที่ขาอย่าลืมให้สตรองแมนทำเผือกชั่วคราวให้นะโว้ย...”
       ทั้งๆ ที่อาการโคม่า  หมอเบอร์นาร์ดยังมีแก่ใจที่จะบอกถึงวิธีการรักษาขาที่ถูกยิงของเพื่อนร่วมทีม
       “อั๊วหนาวเหลือเกิน...บิ๊กแมน”
       หมอเบอร์นาร์ดพึมพำออกมา  ผมรีบถอดแจ็คเก็ตฟิลด์ที่ขมุกขมอมคลุมให้ด้วยความเต็มใจ  หมอยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาจับแขนผมพูดต่อไปอีกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนไม่ได้ยิน
       “อั๊วรู้สึกว่าจะได้ยินเสียงขบวนพาเหรด  คิดถึงลูกจังเลยว่ะ”
       ผมน้ำตาซึม  ความรู้สึกและสัญชาตญาณบ่งบอกให้ผมรู้ว่าขณะนี้   วิญญาณของหมอเบอร์นาร์ดกำลังจะหลุดออกจากร่างแล้ว   สตรองแมนปลดเข็มน้ำเกลือออกแล้วจับแขนทั้งสองของหมอเบอร์นาร์ดขึ้นไปวางทับประสานกันไว้บนหน้าอก  หันหลังเดินไปที่ศพของหัวหน้าแจ็ฟฟี่   ออกแรงลากร่างที่ยับเยินมานอนคู่กันด้วยดวงหน้าที่เฉยเมย
       “ขาดใจแล้ว...บิ๊กแมน”
       เบอร์รูตี้ซึ่งก้มลงไปจับชีพจรเงยหน้าขึ้นมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงที่เบาเหมือนกับวิเวกมาตามสายลม
       ผมเอามือปิดตาหมอที่เบิกค้างโพลง  สตรองแมนดึงดาบปลายปืนอาร์ก้าออกจากช่องท้องของหัวหน้าแจ๊ฟฟี่ในขณะที่ทุกคนกำลังมองดูเขาด้วยความเคลือบแคลงใจ   สตรองแมนก็ปักดาบปลายปืนลงบนพื้นดิน   เหนือศีรษะของร่างทั้งสอง  แล้วถอดหมวกแบเรต์สีแดงเลือดนกที่สวมอยู่บนศีรษะโยนลงไปคล้องด้ามดาบปลายปืน  ชิดเท้าตรงยกมือขึ้นกระทำความเคารพ   ปากก็พึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่ผมฟังแล้วขนลุกเกรียวไปทั่วไขสันหลัง



หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: หลังเขา ที่ สิงหาคม 22, 2013, 08:35:38 AM
ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: winggo ที่ สิงหาคม 24, 2013, 10:19:02 AM

๓.
       “ขอพระเจ้าโปรดรับดวงวิญญาณของเพื่อนทั้งสองไว้ด้วย  ข้าขอปฏิญาณ  ข้าจะล้างไอ้แกวไปจนหมดโคตร-อาเมน”
       “ยังไม่หมด  สตรองแมน  ลื้อลืมโคร์สกี้ไปอีกคน”
       เบอร์รูตี้ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ ทะลุกลางปล้องขึ้นมากลางคัน
       ยังไม่ทันที่สตรองแมนจะเอ่ยอะไรออกไป  ก็ปรากฏเสียงดังกังวานออกมาจากแนวป่าริมลำธารฝั่งโน้น
       “ปัง...เฟี้ยว”
        เบอร์รูตี้ผงะขึ้นสุดตัว  มือทั้งสองยกขึ้นตะปบทรวงอกแล้วล้มหงายลงไปนอนดิ้นพรวด ๆ เหมือนกับปลาดุกโดนทุบหัว
       “เฮ้ย  พลซุ่มยิง”
       ผมตะโกนออกมายังไม่ทันจะสิ้นเสียง  ไอ้โล้นก็กระโจนพรวดเข้ามาปะทะผมจนล้มคว่ำไปคลุกฝุ่นอยู่ที่พื้น
       “ลูกพี่คลานลงน้ำแล้วขึ้นไปทางซ้ายมือที่มองเห็นปากถ้ำอยู่โน้น  ผมจะคุ้มกันเอง”
        สตรองแมนกระซิบกระซาบแล้วผลักร่างของผมค่อนข้างแรง  ผมขยับตัว  คลานด้วยข้อศอกไปหมอบชั่งใจอยู่ที่ริมลำธารอยู่ครู่หนึ่ง  แล้วตัดสินใจ  “เลื้อย”   ลงไปในน้ำทันที
       “ปัง....เฟี้ยว”
       เสียงกระสุนแหวกอากาศกระทบกับขอบลำธาร  บริเวณที่ผมหมอบอยู่เมื่อกี้นี้มองเห็นถนัดตา  โชคมันยังเข้าข้างคนเฮงซวยหยั่งผม  ถ้าผมช้าไปนิดเดียว  สหายอเมริกันทั้งสี่คนที่ทัศนาจรล่วงหน้าไปรอผมอยู่ที่เมืองนรก  คงจะต้องมีเพื่อนร่วมเดินทางเพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน
       “ระยะประมาณ  800  เมตรลูกพี่  ฝีมือมันนิ่งอย่าบอกใคร  ระยะขนาดนี้ปืนของเราไม่มีเครื่องเล็ง  เห็นทีจะดวลกับมันยากหน่อย  ค่อยๆคลานแอบขึ้นไปทางซ้ายมือนั่น  ผมจะไปเดี๋ยวนี้”
       สตรองแมนบอกกับผมค่อนข้างดัง  แล้วเผ่นกระโจนตูมลงมาในน้ำพร้อมกับหัวเราะก๊ากใหญ่
       “ฉิบหาย  หนาวเป็นบ้าเลย   เกือบเดือนผมเพิ่งเจอะน้ำวันนี้เอง  รอด้วยลูกพี่”
       สตรองแมนพูดพลางหัวเราะพลาง  ชั่วอึดใจเขาก็ขึ้นจากน้ำแล้วคลานเร็วจี๋เข้ามานอนหมอบหัวเราะฮึ ๆ อยู่ข้างๆ ผม
       “ตรงนี้ไอ้แกวมองไม่เห็นเราหรอกครับ  โน่นปากถ้ำ  บางทีเราอาจจะรอดถ้าถ้ำแห่งนั้นมีทางทะลุไปทางสนามบิน”
       ผมสำรวจภูมิประเทศทางด้านซ้ายมืออย่างพินิจพิจารณา  เส้นทางราบเรียบเหมือนกับถูกใช้อยู่อย่างสม่ำเสมอ  ระหว่างเส้นทางมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมเรียงรายยาวเหยียด  และยอดของต้นไม้แต่ละต้นถูกตัดยอดงุ้มลงมาคลุมเส้นทางดังกล่าวเหมือนกับเจตนาจนผมเอะใจ
       “คิลลิ่งโซนละมั้ง  ไอ้โล้น  ดีไม่ดีเจอะแบบเมื่อกี้ละก็  ลื้อกับอั๊วคงได้วิ่งกันป่าราบแน่ ๆ”
       ผมท้วงติงออกมาอย่างเคลือบแคลงใจ
       “ก็ไม่มีทางเลือกไม่ใช่หรือครับ  ลูกพี่  ถ้าจะให้ชัวร์  ผมคิดว่า  ถ่วงเวลาให้ค่ำแล้วเราค่อยเดินทางเข้าไป  นี่ก็สิบสี่นาฬิกาเข้าไปแล้ว   อีกไม่กี่ชั่วโมงก็มืด  รึลูกพี่ว่ายังไง”
       ไอ้โล้นย้อนถามผมพร้อมกับขยับตัว ลุกขึ้นนั่งยองๆ  กดปากลำกล้อง  “M-16”   ลงกับพื้นแล้วดึงลูกเลื่อนถอยหลังนิดหนึ่ง  ปากก็บ่นพึมพำออกมาไม่ขาดระยะ
       “ไอ้ปืนจังไรนี่   เสียอยู่อย่างเดียวก็อีตอนน้ำเข้าปากลำกล้อง   ถ้าผมไม่ใช้วิธีนี้มีหวังลำกล้องระเบิดแหงๆ ลูกพี่”
       ผมชำเลืองดูที่พื้นดิน  จริงอย่างที่ไอ้โล้นพูดไม่มีผิด   น้ำหยดลงมาจากปากลำกล้องมองเห็นถนัดหูถนัดตา
       มันเป็นหลักวิธีเบื้องต้นที่ทหารพรานทุกคนต้องเรียนรู้   วิธีเอาน้ำออกจากลำกล้อง  “M-16”  อย่างง่าย ๆ ก็คือ  เปิดช่องให้อากาศผ่านเข้าทางห้องลูกเลื่อน  เมื่อกดปากลำกล้องลงอากาศจะดันน้ำออกทันที  อันตรายจากลำกล้องระเบิดในขณะที่ทำการยิงจะไม่มีอย่างเด็ดขาด  นี่คือประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ  ในการใช้ปืนสงครามที่ผมได้เคยพบเห็นมาในสมรภูมิลาว
       ผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู  ไม่น่าเชื่อ  เผลอแผลบเดียวเกือบสองโมงเย็นเข้าไปแล้วหรือนี่ ?  เมื่อผมหันไปสำรวจเส้นทางที่น่ากังขานั่นอีกครั้ง  ก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามแผนการของสตรองแมนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
       ผมกับสตรองแมนเคลื่อนที่เข้าไปหลบอยู่ในดงเสือหมอบทางด้านเหนือของเส้นทางเดิน  สภาพของพื้นดินที่เปียกชื้นเนื่องจากแสงแดดส่องไม่ค่อยจะถึง  ทำให้ร่างกายของผมหนาวสะท้านขึ้นมาอย่างช่วยเหลืออะไรไม่ได้  ความหนาวเหน็บที่ทวีขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ผมนึกถึงเสื้อกันหนาวเจ็คเก็ตฟิลด์  ที่สละให้กับหมอเบอร์นาร์ดขึ้นมาทันที  ไอ้โล้นซึ่งนอนตาแป๋วอยู่ข้างๆ หัวเราะขึ้นมาฮึ ๆ  แล้วพูดออกมาเหมือนกับจะทายใจของผมออก
        “คิดถึงเสื้อแจ็คเก็ตฟิลด์หรือยังไงลูกพี่  ไม่น่าเลยขนาดพวกไอ้กันด้วยกันมันยังไม่ยอมถอด  ผมบอกแล้วสงครามห่าเหวนี่มันเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น  ขืนใจบุญบ่อยๆ  ลูกพี่ของผมคงจบเกมส์เข้าสักวัน  น่าน....น่าน  “ทาก”  เล่นงานใบหูลูกพี่แล้ว”
       พอสิ้นประโยคสุดท้าย  สตรองแมนก็เอื้อมมือเข้าตะปบตัว  “ทาก”  ซึ่ง  “ทิ้งร่ม”  ลงมาจากยอดเสือหมอบ แล้วเกาะติดแน่นอยู่ที่ซอกใบหูของผมอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวรู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ  เมื่อยกมือขึ้นไปลูบก็เจอะเข้ากับเลือดแดงเถือกไปหมด
       “ดูซะ  มันดูดเลือดลูกพี่จนบวมไปหมดทั้งตัว  ระวังนะครับ  ถ้าเกิดมันหลุดเข้าไปใน  “ไอ้จู๋”  เหมือนกับทหารลาวที่  “บ้านมาน”  ละก็  ซวยบรรลัยกุดเลย”
       สตรองแมนพูดพลางแบมือให้ผมดูตัว  “ทาก”  ซึ่งตามปกติจะมีขนาดเท่ากับด้ายที่ใช้ถักแห   แต่ขณะนี้ขนาดของมันบวมฉุขึ้นมาเกือบจะเท่า  “ปลิง”  ขนาดเล็กเลยทีเดียว
       ข้อท้วงติงของสตรองแมนทำให้ผมอดขำไม่ได้....เรื่องที่พวกผมขำจนหัวเราะหุบปากไม่ลงมันเกิดมาอย่างสดๆ ร้อน ๆ  ก่อนกองพันทหารลาวจะแตกนี่เอง
       ทหารลาวเพื่อนผมคนหนึ่งจากบ้านมารบที่ทุ่งไหหินเกือบสองปี  โดยที่ไม่มีโอกาสกลับไปเยี่ยมครอบครัวเลย ครั้งหนึ่งมีผลการสู้รบดีเด่น  ท่านนายพลวังเปาอนุมัติให้พักผ่อนสิบวัน  ทหารลาวผู้จากบ้านมาแรมปีคนนั้น  รีบฝากจดหมายเพื่อนนักบินสั่งให้เมียเตรียมเนื้อเตรียมตัวทันที  ความหวังที่เขาตั้งเอาไว้ก็คืออยากจะ  “ตกเบิก”  ความรักให้สมอยาก  แต่อนิจจา  ระหว่างเคลื่อนที่ผ่านหุบลึกแห่งหนึ่ง  ไอ้ทากเจ้ากรรมดันเลื้อยเข้าไปในท่อปัสสาวะเสียนี่  มันเลื้อยเข้าไปตายเกือบจะถึงโคนเครื่องเพศ  กว่าจะรู้สึกตัว  “ไอ้จู๋”  ของทหารลาวผู้นั้นก็เริ่มอักเสบ  ร้อนถึงคุณหมอต้องใช้คีมถ่างรูปัสสาวะ  คีบเอา  “ทาก”  จังไรตัวนั้นออกมาอย่างทุลักทุเลสิ้นดี
       ตอนจบของเรื่องเห็นทีจะไม่ต้องเล่าก็ได้ใช่ไหมครับ?  รวบรัดเอาอย่างสั้นๆ  “ไอ้จู๋”  ของทหารลาวเกิดบวมอลึ่งฉึ่งขึ้นมาเหมือนกับไม่ใช่ของคน  เล่นเอาพี่แกอด  “ตกเบิก”  ไปตลอดทั้งเดือน
       ที่เอาเรื่องสัปดี้สัประดนแบบนี้มาเล่าสู่กันฟัง  ท่านผู้อ่านอย่าหาว่าผมทะลึ่งนะครับ  ผมเห็นว่ามันเป็นของจริงที่ขำและแปลกก็เลยนำมาเล่าคั่นเวลาแก้เซ็งก่อนถึงเวลาตายเท่านั้น  ไม่มีอะไรจริงๆ ครับผม
       แสงอาทิตย์ที่วับๆ แวม ๆ อยู่เหนือคบเสือหมอกลับหายไปจากสายตา  ความมืดคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็ว   แมลงกลางคืนซึ่งหลับไหลตลอดทั้งวันเริ่มกรีดปีกส่งสำเนียงแว่วกังวานออกไปรอบทิศ  ผมขยับตัวลุกขึ้นมานั่ง  สตรองแมนซึ่งนอนอยู่ข้างๆ  หันมาจับแขนเสื้อผม  พร้อมๆ กับยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากส่งสัญญาณให้ผมหยุดการเคลื่อนไหวชั่วขณะ
       ประสาทหูของสตรองแมนยอดเยี่ยมจริงๆ  เขาบุ้ยใบ้ให้ผมฟังเสียงฝีเท้าที่ย่ำอยู่บนเส้นทางนอกดงเสือหมอบ  แล้วค่อยๆ คลานออกไปอย่างระมัดระวัง
       ผมคืบคลานตามสตรองแมนออกไปติดๆ  เหมือนกับโชคช่วย  ผมกับสตองแมนคลานออกมาเจอะหน่วยซุ่มยิงของมันเข้าอย่างพอดิบพอดี
       ทหารเวียตนามเหนือ  4  คน  แต่งชุดพรางเดินเรียงเดี่ยวด้วยระยะต่อ  5  เมตร  สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจสำหรับผมและสตรองแมนก็คือ  ทหารเวียตนามเหนือทั้งหมดใช้ปืน  “M-16”  ติดกล้องเล็งเป็นอาวุธประจำกาย   และการถืออาวุธปืนก็ประคับประคองระมัดระวังผิดกับอาวุธสงครามชนิดอื่น  จนสังเกตเห็นได้ชัด
       เมื่อแถวพลซุ่มยิงเดินห่างออกไป  สตรองแมนซึ่งหมอบอยู่ข้างๆ ผมสบถออกมาอย่างฉุนเฉียว
       “ไอ้หอก  ไหนพวกมึงคุยนักคุยหนาว่าปืนอาร์ก้า  ของมึงมีประสิทธิภาพเหนือกว่าปืนพวกกู  หน๋อยยังเสือกเอาปืน  “M-16”  ติดกล้องเล็กมาจวกกบาลพวกกูได้  ลูกพี่ผมสงสัยตั้งแต่แรกแล้ว  ไอ้ห่า  ระยะเกือบ  800  เมตร  โคตรพ่อมันยัง  “สอย”  ไอ้เบอร์รูตี้ถูก  ถ้าเป็นอาร์ก้าผมว่าไม่มีทาง”
       ผมยังไม่ทันจะพูด  สตรองแมนก็ชิงพูดขึ้นมาอีก
       “เข้าไปจวกพวกมันในถ้ำเลย....ลูกพี่  กลางคืนแบบนี้ขืนเข้าไปในสนามบินเปอร์เซ็นต์ตายก็เห็นจะมีพอ ๆ กัน  ผมว่าวัดดวงกับพวกมันเดี๋ยวนี้เลยเป็นไง ”
       ข้อเสนอของสตรองแมนทำให้ผมอึ้งไปชั่วขณะ  แต่เมื่อประเมินดูสถานการณของเราแล้ว  ก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าแผนที่กำลังจะปฏิบัติอยู่ในขณะนี้    ไม่รู้ว่าผีห่าซาตานตัวไหนดลใจให้ผมเผลอตัวรับปากออกไป 
       “โอเค.  เมื่อไม่มีทางก็ต้องเสี่ยง  ลื้อมีกระสุนเหลืออยู่กี่แม็ก”
       “เหลืออยู่แม็กเดียวที่ติดปืนอยู่นี่แหละ  เอ๊ะนั่นเป้สนามของหัวหน้าแจ็ฟฟี่ไม่ใช่หรือลูกพี่  ผมจำได้ว่าแจ็ฟฟี่บรรจุลูกกระสุนอยู่ในเป้อันนี้เป็นประจำ  ไหนลูกพี่ลองเปิดดูซิครับ”
       สตรองแมนมองเป้สนามที่ผมสะพายอยู่อย่างเคลือบแคลงใจ  สถานการณ์อันฉุกละหุกทำให้ผมลืมเป้ที่สะพายอยู่ติดหลังอยู่ตลอดเวลาไปอย่างถนัดใจ  เมื่อผมเปิดออกก็มองเห็นแม็กกาซีนเรียงอยู่เป็นตับแน่นคลั่กอยู่ในนั้น
       เป็นที่น่าสังเกตว่าฝาเป้เป็นรูโบ๋คล้ายกับรูกระสุนปืน  และเมื่อผมหยิบแม็กกาซีนซึ่งอัดแน่นไปด้วยลูกกระสุนขึ้นมา  ก็มองเห็นบางแม็กมีรอยบุบบู้เหมือนกับโดนกระสุนปืนไม่มีผิด
       หวนนึกไปถึงเมื่อตอนโดนกระแทกที่กลางหลังแล้วก็อดใจหายไม่ได้   ไอ้แกวยิงเข้ากลางหลังผมสองนัดซ้อน ๆ  แรงกระสุนถีบร่างของผมลงไปนอนคลุกฝุ่น  แม็กกาซีนบรรจุกระสุนในเป้สนามนี่แท้ๆ  ที่ช่วยชีวิตผมเอาไว้ได้อย่างฟรุ๊กที่สุด
       ขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน  ชักจะเชื่อเสียแล้วว่า  คนเรานั้นถ้าไม่ถึงที่ก็ไม่ตาย  ต่อให้โดนขนาดไหนก็มักจะ  “ปลอด”  ทุกทีจนได้ซีนา



หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: หลังเขา ที่ สิงหาคม 24, 2013, 10:27:11 PM
ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: winggo ที่ สิงหาคม 27, 2013, 01:38:17 AM

๔.
       ก่อนที่ผมจะเคลื่อนที่เข้าไปในเส้นทางเดินดังกล่าวก็มองเห็นจุดไฟเป็นประกายวูบอยู่เบื้องหน้าในระยะห่างไม่เกิน  50  เมตร  สตรองแมนกระชากแขนผมหลบวูบลงไปนอนหมอบอยู่ข้างๆ ทางด้วยสัญชาตญาณที่เคยชิน
       “คราวนี้ผมไม่รออีกแล้ว  จวกแม่มันเลยลูกพี่”
       สตรองแมนกระซิบกระซาบพร้อมกับดึงมีดดาบปลายปืนออกมาจากซองด้วยความระมัดระวัง  ผมใจเต้นระทึก  ความกลัวจู่โจมเข้ามาในขั้วหัวในอย่างปัจจุบันทันด่วน  ขอบอกกับท่านผู้อ่านเสียเลยครับว่า  ไอ้การฆ่าคนด้วยมีดที่ผมเคยประพฤติมาเพียงครั้งเดียวเท่านั้นจริงๆ 
       ครั้งเดียวแล้วก็เข็ดไปจนตาย  เพราะเหม็นคาวเลือดแทบจะอาเจียน  แต่เมื่อไม่มีทางเลือกผมก็จำเป็นต้องชักมีดดาบปลายปืนออกมาอย่างเซ็งๆ  แล้วสงบคอยท่าอยู่ด้วยจิตใจที่เต้นไม่เป็นขบวน
       เสียงฝีเท้าย่ำใกล้เข้ามาทุกขณะ  เสียงพูดคุยกันเป็นภาษาเวียตนามดังแว่ว ๆ อยู่เบื้องหน้า  แสงไฟส่องดูที่พื้นเป็นระยะ  แสงสว่างของมันเป็นจุดเล็ก ๆ  เหมือนกับไฟฉายที่ถูกปิด ด้วยแผ่นกระดาษแข็งแล้วเจาะรูเล็ก ๆ ให้แสงลอดออกมาตามวิธีการ  “พรางไฟ”  ที่ชาญฉลาดของพวกเวียตนามเหนือนั่นเอง
       “สามคนลูกพี่  พอมันเดินคล้อยหลัง  ผมคนหน้า  ลูกพี่คนหลัง  ส่วนคนกลางแล้วแต่โชค  ถ้าผมเจี๋ยนไอ้คนหน้าเสร็จก่อนผมก็จะล่อมันเอง  รึ....ถ้าลูกพี่เสร็จก่อนก็จวกมันก่อนก็แล้วกัน....ระวัง  มันใกล้เข้ามาแล้ว”
       ประโยคสุดท้าย  สตรองแมนหันมากระซิบกระซาบกับผม  พร้อมกับขยับตัวขึ้นมานั่งยองๆ  เนื้อตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า  อันเป็นอุปนิสัยดั้งเดิมของเขาทุกครั้งที่จะมีการฆ่าคนอย่างเลือดเย็น
      กลิ่นสาบเหมือนคนไม่ได้อาบน้ำปลิวมากระทบจมูก พร้อม ๆ กับ  “พลซุ่มยิง ”  ทั้งสามคนเดินคล้อยหลังผมออกไปทางด้านขวามือ
       ผมกับสตรองแมนกระโจรพรวดเข้าไปเหมือนกับโดนแม่เหล็กดูด  ผมเสือกมีดเข้าไปตรงชายโครงด้านข้างของมันเต็มแรง  มือข้างซ้ายเอื้อมไปตวัดอ้อมศีรษะปลายนิ้วอุดปากของมันพอดิบพอดี
       เหมือนกับเป็นอัตโนมัติ  ผมกระชากร่างของมันเข้าหาตัว  พร้อมกับออกแรงชำแหละคมมีดทแยงผ่านชายโครงอ่อนขึ้นหาทรวงอกด้วยความรวดเร็วจนสมองสั่งการแทบไม่ทัน
       พลซุ่มยิงทำเสียงอึกอักอยู่ในลำคอ  ประสาทจมูกผมได้กลิ่นคาวเลือดฉุนกึกอีกแล้ว  ความแหยงของอารมณ์ทำให้ผมผลักร่างของมันหงายหลังลงไปกองอยู่ที่พื้น  พร้อมกับหันขวับเข้าไปหาร่างของพลซุ่มยิงคนกลางตามแผนที่วางเอาไว้ก่อนเริ่มปฏิบัติการ
       ไม่ทันการหรอกครับ  สตรองแมนหรือ  “ไอ้โล้น”   ลูกน้องตัวดีของผมเจี๋ยนคอหอยมันเรียบร้อยไปก่อนแล้ว  มันแยกเขี้ยวคำรามพร้อมกับซอยมีดเข้าใส่ทหารเวียตนามเหนือเป็นจักรผัน  เพียงชั่วพริบตาเศษสวะทั้งสามนอนสุมกันอยู่ที่พื้น  ไฟฉายชนิด “พรางแสง”  กลิ้งกระเด็นไปสว่างเรืองอยู่ข้างทาง
       “เก็บไฟฉายก่อน  ลูกพี่”
       สตรองแมนพูดพลางลากศพเข้าไปซ่อนในดงเสือหมอบ  แล้วออกมานั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นดินตรงที่เกิดการต่อสู้  ปากก็พูดต่อไปไม่ขาดระยะ
       “ ส่องไฟฉายให้ผมหน่อย  ขอเวลาผมตบแต่งพื้นดินให้อยู่ในสภาพเดิมก่อน  ขืนปล่อยเอาไว้แบบนี้ตอนเช้าพวกมันค้นศพเจอแน่ ๆ”
       สตองแมนจัดแจงตบแต่งพื้นดินด้วยความละเอียดรอบคอบ  ร่องรอยการต่อสู้ถูกเกลี่ยด้วยกิ่งไม้จนมองไม่เห็นรอยพิรุธใดๆ ทั้งสิ้น  เขาใช้เวลาอยู่กับสถานที่ดังกล่าวเกือบสิบห้านาทีเต็ม ๆ
       “ลูกพี่ ผมว่าเราเปลี่ยนแผนดีกว่านะครับ  เข้าไปในสนามบินเลยดีกว่า  ไอ้ถ้ำห่าเหวนั่นขืนเข้าไปมืด ๆ แบบนี้ ผมว่าเราจบเกมส์แน่ ๆ”
       สตรองแมนเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับชำเลืองไปยังเส้นทางที่มืดทึบข้างหน้า  ด้วยท่าทางหนักใจ
       และก็ไม่มีทางเลือกสำหรับผมจริงๆ  เปอร์เซ็นต์เสี่ยงในการเดินทางมีความเสี่ยงตายพอ ๆกัน  ถ้ามีโอกาสจะให้ผมเลือก  สนามบินคือจุดหมายปลายทางที่ผมอยากจะขอวัดดวงในบั้นสุดท้ายของชีวิต
       เราเริ่มเคลื่อนที่ออกจากพื้นที่ดังกล่าว  เมื่อเวลา  20.30  น.  ตรง  แสงจันทร์ที่ส่องอำไพบนท้องฟ้าถูกบดบังด้วยแมกไม้ที่หนาทึบจนมองดูมัวซัวเหมือนกับเดินอยู่ในถ้ำมืดๆ ไม่มีผิด  จนบางครั้งเราต้องใช้ไฟฉายส่องดูพื้นดินเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง
       มันเป็นเส้นทางเดินที่ผมไม่เคยพบเคยเจอมาก่อนเลย  ความเคลือบแคลงใจที่บังเกิดขึ้นอย่างกะทันหันก็คือ  ทหารเวียตนามเหนือระดับ  “พลซุ่มยิง”  เหล่านั้นเข้ามาอยู่ในเมืองเทิงได้อย่างไรกัน ?  ไอ้เรื่องที่จะข้ามทิวเขาแฝดสี่ยอด  แล้วเคลื่อนที่มาซุกซ่อนอยู่ที่นี่  ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อเกินไป  พวกมันจะต้องถูกส่งลงจากเฮลิคอปเตอร์ ณ ตำบลใดตำบลหนึ่งหลังแนวตั้งรับของเรา  แล้วอาศัยภูมิประเทศที่หนาทึบเล็ดลอดสายตาหน่วยลาดตะเวนของทหารแม้วภูเขา  เข้ามาซุกซ่อนอยู่ในภูมิประเทศแห่งนี้เพื่องาน  “ลับ”  สุดยอดบางสิ่งบางอย่างของมัน
       หลังจากเคลื่อนที่ด้วยความระมัดระวังอยู่เกือบสามชั่วโมงเต็ม ๆ  ผมกับสตรองแมนก็พบทางแยกเข้าสนามบินพอดิบพอดี  สิ่งที่น่าสังเกตก็คือตลอดระยะเส้นทางดังกล่าว  ผมไม่เจอะทหารเวียตนามเหนือหรือทหารลาวแดงของเจ้าสุภานุวงศ์เลยแม้แต่คนเดียว
       พวกมันหายหัวไปไหนกันหมด  นี่คือข้อเคลือบแคลงใจที่ผมจะต้องทราบให้ได้ก่อนที่จะถอนตัวออกจากสมรภูมิบ้านเทิง
       สนามบินถูกปกคลุมอยู่ในความมืด  ข่าวคราวการโจมตีฐานปฏิบัติการรบบนยอดภูดอนสวรรค์  ทำให้สนามบินซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ถูก  “พรางไฟ”  จนมืดมิดไปหมดทั้งบริเวณ
       ผมกับสตรองแมนซุกตัวอยู่ในร่องสนามเพลาะร้าง  ปลายทางสนามบินบริเวณที่   “ร.ท. คำผา”  นายทหารลาวผู้ทรยศโดนจรวด  “M-72”  ถล่มร่างกายแหลกเหลวเป็นผีเฝ้ารันเวย์ไปอย่างน่าสมเพชที่สุด  ผมเหม่อมองดูหอบังคับการบินสัปรังเคซึ่งทะมึมอยู่เบื้องหน้าด้วยความเบื่อหน่ายยิ่งกว่าทุกครั้ง
       สงคราม....สงครามให้อะไรต่อมนุษยชาติบ้าง  สงครามมีแต่ความพลัดพราก  ครอบครัวแตกกระสานซ่านเซ็นด้วยความเศร้าโศกอาดูร  ผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังคือผู้ที่กอบโกยผลประโยชน์อย่างมหาศาล  โรงงานผลิตอาวุธและอุปกรณ์สงครามตักตวงผลประโยชน์  ขนเงินเข้าธนาคารนับเป็นหมื่นๆ ล้าน  กอบโกยทั้งๆ ที่เสพสุขอยู่ในห้องแอร์คอนดิชั่นที่เย็นฉ่ำ  โดยมิได้เข้ามาร่วมประหัตประหารกับพวกเราเลยแม้แต่คนเดียว...ทุด...ไอ้เศรษฐีสงครามหน้าเลือดทั้งหลาย
      ผมนอนคิดอะไรต่ออะไรร้อยแปดจนกระทั่งแสงอาทิตย์จับขอบฟ้า  สายหมอกที่อ้อยอิ่งอยู่เหนืออาณาบริเวณสนามบินเริ่มจางหายไปอย่างช้าๆ  สตรองแมนใช้มือทั้งสองลูบไล้น้ำค้างบนใบหญ้าที่ขอบหลุมเพลาะแล้วยกขึ้นเช็ดใบหน้า  ปากก็บ่นพึมพำไม่ขาดระยะ
       “หลับสบายเป็นบ้าเลย  ไอ้ห่า  ขืนลืมตัวหลับเป็นตายแบบนี้บ่อยๆ  กูคงโดนเจี๋ยนหำขาดสักวัน  โน่นลูกพี่ของพวกเราเดินกันเพ่นพ่านอยู่โน่น  ไปเถอะครับ”
       จริงอย่างที่สตรองแมนพูดไม่มีผิด  ทหารลาวกลุ่มหนึ่งซึ่งจากลักษณะท่าทางมองดูแล้ว  ไม่ต่างไปจากทหารลาวที่ทำหน้าที่รักษาสนาม  เดินระเกะระกะอยู่ตามเรือนโรงสัปรังเคที่ทำท่าจะพังครืนลงทุกครั้งเมื่อโดนลมปะทะจากเครื่องบิน
       ผมกับสตรองแมนลุกออกมาจากสนามเพลาะ  เดินตัดรันเวย์มุ่งหน้าเข้าหาหอบังคับการบินด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง  ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่ผจญมาตลอดทั้งคืนปลิวหายไปในชั่วพริบตา
        เสียงเครื่องบินหึ่ง ๆ อยู่บนท้องฟ้า  ชั่วครู่เครื่องปอร์ตเตอร์สีน้ำเงินก็ปรากฏโฉมออกมาจากก้อนเมฆมันบินวนเวียนอยู่ชั่วครู่  ก็ลดระดับแล้วร่อนลงแตะพื้น  วิ่งกระดอนไปกระดอนมาบนรันเวย์ที่ขรุขระเหมือนกับทางเกวียน  “กระโทก-โชคชัย”
       เครื่องบินจอดสนิท  อเมริกา  8  คนกับล่ามไทย อีกสองหิ้วของพะรุงพะรังลงมายืนอยู่ที่หอบังคับการบิน  ทุกคนแต่งชุดพราง  หิ้ว  M-16  ท่าทางทะมัดทะแมงเหมือนกับจะผ่านการเป็นทหารกรีนเบเรต์ผู้เจนศึกมาแล้วอย่างโชคโชน
       “เฮ้ย  นั่นบรูสเตอร์กับสตริงบรีนนี่หว่า”
       สตรองแมนอุทานออกมาอย่างสุดเสียง  พร้อมกับฉุดแขนผมวิ่งเหยาะๆ ตรงเข้าไปหา
       ล่ามไทยทั้งสองคนมองเห็นผมกับสตรองแมนแล้ว  เขาหันไปพูดอะไรกับพวกอเมริกาอยู่ครู่หนึ่ง  แล้วทั้งหมดก็วิ่งพรูเข้ามาหาผมเหมือนกับจะนัดกันเอาไว้
       “กองพันทหารลาวเป็นยังไงบ้าง ?”
       “แจ็ฟฟี่อยู่ไหน ?”
       “หมอเบอร์นาร์ด, โคร์สกี้  และเบอร์รูตี้ทำไมไม่มาพร้อมคุณ”
       คำถามต่างๆพรั่งพรูออกมาเหมือนทำนบแตก  ทุกคนแย่งกันถามด้วยความสนใจ
       “ตาย  ทุกคนตายหมด  เหลือมาเพียงสองคนที่คุณมองเห็นอยู่นี่”
       ผมตะคอกออกไปอย่างสิ้นความอดทน  ไอ้โล้นสะกิดให้ผมเงียบ  แล้วมันก็เริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วนให้ฝรั่งกลุ่มนั้นฟัง
       “มายก๊อด  ทำไมคุณไม่เอาศพของหัวหน้าแจ็ฟฟี่กลับมาด้วย”
       อเมริกันอายุไม่เกิน  30  ปี  ตัดผมเกรียนพึมพำขึ้นมาเบาๆ
         “ไม่มีทาง  ผมกับสตรองแมนรอดชีวิตกลับมาออกมาได้ก็บุญกะลาหัวแล้ว  ถ้าคุณสนใจ  ผมจะบอกพิกัดที่หัวหน้าของคุณตายให้”
       ผมบอกพิกัดไปอย่างคร่าว ๆ  ก็พอดีเครื่องบิน  C-123  สามเครื่อง  ทะลุก้อนเมฆออกมาล้อแสงตะวันมองเห็นประตูช่องท้ายเปิดหราอยู่ถนัดตา
       “ทหารพลร่มจากสุวรรณเขต  จะกระโดดร่มลงที่นี่เพื่อยันกองทหารเวียตนามเหนือ  คุณหมดหน้าที่แล้ว  พวกผมมาผลัดเปลี่ยน...โน่น  เครื่องปอร์ตเตอร์รอพวกคุณอยู่โน่น”
       สตริงบรีนเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับยกมือตบบ่าผมค่อนข้างแรง
       ผมกับไอ้โล้นวิ่งควบจี๋เข้าหาเครื่องปอร์ตเตอร์  พนักงานประตูเอื้อมมือออกมารับ  ผมโดดโหนตัวเข้าไปนั่งหอบแฮ่ก ๆ อยู่บนเก้าอี้  อึดใจต่อมาไอ้โล้นก็กระโจนผลุงเข้ามานั่งหัวเราะก๊ากอยู่ข้างๆ ผม
       “สบายดี  บิ๊กแมน”
       เสียงที่คุ้นหูแว่วกังวานอยู่เบื้องหลัง  ผมหันขวับกลับไป  ก็มองเห็น  พ.อ.  โซราย่า  นายทหารคนสนิทของนายพลวังเปา  นั่งยิ้มอย่างอารมณ์ดีอยู่บนเก้าอี้ถัดไป
       “ผมเพิ่งเจอะกับนอร์แมนเมื่อเช้า  เมื่อรู้ว่าจะมีทีมไปเปลี่ยนคุณ  ก็เลยขอตัวคุณจากนอร์แมนมาเสียก่อน  ท่านนายพลจะมอบงานให้คุณชิ้นหนึ่ง  งานง่ายๆ ไม่ต้องรบ  เพียงแต่ตระเวนไปปลุกปลอบขวัญทหารตามฐานปฏิบัติการต่างๆ ก็พอแล้ว”
       นายทหารคนสนิทท่านนายพลหยุดพูด  ผมอ้าปากหวอตะกุกตะกักพูดออกมาอย่างยากเย็น
       “ผมไม่ได้เป็นศิลปินนะครับผู้การ  จะได้ไปปลอบขวัญทหารตามฐานต่างๆ ผมเป็นล่าม  ผมร้องเพลงไม่เป็นหรอกครับ”
       “ตามใบแจ้งประวัติของคุณ  ผมทราบว่าคุณเคยพากย์หนังมาก่อน  ผมจะให้คุณพากย์หนังปลุกปลอบใจตามฐานปฏิบัติการต่างๆ  แห่งแรกที่คุณจะชิมลางก็คือ ที่บ้านท่านนายพลวังเปาคืนนี้”
       งามหน้าแล้วไหมละ  รับจ้างรบอยู่ดีๆ ก็ดันยัดเยียดตำแหน่งนักพากย์หนังให้ผมเสียแล้วไหมละ
       คงจะสนุกพิลึกละครับคราวนี้  อดใจเอาไว้ซักนิดแล้วผมจะฝอยให้คุณฟัง


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: opairforce ที่ สิงหาคม 27, 2013, 12:26:55 PM
สนุกดีครับ
 :) ;) :)


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: winggo ที่ กันยายน 01, 2013, 10:54:10 PM
๕.
       ชอร์ปเปอร์สีเขียวลายพร้อย  ค่อยๆ ร่อนลงสนามบินล่องแจ้ง  ทหารแม้วตัวเท่าลูกหมาสี่ห้าคนก้มหัวเอามือจับหมวกที่กำลังพะเยิบพะยาบเนื่องจากกระแสลมจากใบพัดยักษ์  ผมกระโดดตุ้มลงมาเป็นคนแรก  “บักแห้ง”  หรือสิบตีแห้งแห่งกองทัพลาวแห่งชาด  พนักงานฉายหนังจำเป็น  หิ้วของพะรุงพะรังตามผมลงมาติดๆ  มันหันไปตะโกนสั่งให้ทหารแม้วที่มารอรับอุปกรณ์ช่วยกันขนของลงมาจากห้องโดยสารด้วยท่าทางที่เบ่งเอาการ  จนผมรู้สึกหมั่นไส้มันอยู่ในใจ
       รถจิ๊ปเล็กรอผมอยู่ก่อนแล้ว  เมื่อเครื่องสายหนักสนามยี่ห้อวิคเตอร์ถูกขนขึ้นรถ  พลขับก็กระแทกครัชเข้าเกียร์เหยียบคันเร่งพาผมดิ่งไปบ้านท่านนายพล    “วังเปา”  เจ้าชีวิตนักรบเผ่าแม้วทันที
       “นายพากย์ภาษาให้ม่วนเด้อ  คนคอยเบิ่ง  ซีเนกันหลายมื้อนี่”  (ล่ามพากย์ให้สนุกนะครับคืนนี้  มีคนคอยดูหนังเยอะทีเดียว)
       พลขับยศสิบตรีทหารลาวหันมาพูดด้วยอารมณ์ยิ้มทางใบหน้า
       รถจิ๊ปเล็กเก่าคร่ำคร่าจอดพรืดตรงหน้าบ้านพักท่านนายพลวังเปาซึ่งเป็นบ้านที่ใหญ่โตที่สุดในเมืองล่องแจ้ง  ลักษณะเป็นตึก  3  ชั้นสีซีดๆ ชั้นบนสุดถูกดัดแปลงติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยานถึงสามกระบอกมองเห็นถนัดตา
       ทหารยามรักษาการตบเท้าพรึบแสดงความเคารพเมื่อผมก้าวขึ้นสู่กองบัญชาการ
       “สบายดี....บิ๊กแมน....ผมคิดว่าทุกอย่างคงจะเรียบร้อย”
       ท่านนายพลวังเปาเอื้อมมือมาสัมผัสด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
       “ครับ  ทุกอย่างเรียบร้อย  ฟีล์มหนังอยู่บนรถจิ๊ปข้างนอก”
       ผมเขย่ามือตอบรับ  ท่านนายพลชี้ให้ผมนั่งลงบนเก้าอี้บุนวมขนาดใหญ่  หลังจากท่านรอให้ผมดื่มน้ำเรียบร้อยแล้ว  ท่านก็เอ่ยขึ้นมาอีก
      “ดีหลาย  คืนนี้พวกเราทหารเฮาคงจะสนุกสนานกันพอสมควร  ผมเพิ่งรู้ว่าคุณพากย์หนังเป็นจากผู้พันโซราย่าเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง”
       ท่านนายพลยาหอมผมเอาดื้อๆ
       “ผมหยุดพากย์มาเกือบสิบปีแล้วครับ  สำหรับคืนนี้เป็นการรื้อฟื้นความสามารถในอดีต  ผมอาจจะผิดพลาดไปบ้าง”
       ผมออกตัว  เพราะหยุดพากย์หนังมานานพอดูเนื่องจากภารกิจที่เกี่ยวกับอาชีพรับจ้างฆ่าคนโดยไม่ผิดกฎหมายในสมรภูมิลาว
       คืนนั้นแสงไฟสว่างไสวไปทั่วบริเวณฉายหนัง  สาวแม้วสาวลาวเทิงหลายหมู่บ้านขนของมาขายแน่นไปหมด  “ไอ้แห้ง”  ลูกน้องตัวดีของผมกำลังชี้โบ๊ชี้เบ๊สั่งการให้ทหารแม้วสี่ห้าคนช่วยกันขึงจอหนังกลางลานบ้านท่านนายพล  โดยใช้เสาจอจากลำไม้ไผ่  ห่างออกไปบริเวณหน้าเครื่องฉายเด็ก ๆ แม้วกลุ่มใหญ่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน  และลึกเข้าไปอีกตรงป้อมยาม  วงไฮโลวงใหญ่กำลังเริ่มสำแดงฤกษ์เปิดบ่อน  ลูกค้าทั้งทหารไทยและทหารลาวตลอดจนชาวบ้านรุมแทงกันให้คลั่กไปหมดธนบัตรใบละร้อยปลิวว่อนเหมือนกับเศษกระดาษ  ผมเดินผละออกสำรวจดูความเรียบร้อยของอุปกรณ์ฉายหนังเพื่อป้องกันความผิดพลาด
       เครื่องขยายดังลั่นตลาดเมืองล่องแจ้ง  เพลง  “สองฝั่งโขง”  ที่ฮิตติดปากลอยข้ามภูเขาไปขับกล่อมทหารรับจ้างที่กำลังระแวดระวังอยู่ในหลุมเพลาะ  บนยอดเนินสกายไลน์
       “ไอ้แห้ง”  รับอาสาเป็นโฆษกจำเป็นบรรยายสรรพคุณของหนังที่จะฉายด้วยคารมกวนประสาท  ส่วนผมนั่งเปิดบทพากย์ที่ถูกแปลงเป็นภาษาไทย  เพื่อจำซีนบทเจรจาในเวลาพากย์อย่างเคร่งครัด
       ไฟทั่วบริเวณฉายดับพรึบลง  ไอ้แห้งเตรียมเปิดมอเตอร์ปล่อยแสงสู่จอเพื่อปรับเลนซ์ให้ชัด  แล้วนำม้วนฟีล์มหนังบรรจุเครื่องอย่างทุลักทุเล  ผมเริ่มพากย์ทันที  เมื่อภาพไตเติ้ลปรากฏบนจอ
       “วีรกรรมภูควาย  เหล่าชาตินักรบที่รักยิ่ง  ท่านได้สละชีวิตเป็นชาติพลีเพื่อมาตุภูมิถิ่นเกิดด้วยความกล้าหาญ  เกียรติคุณอันนี้คือวีรกรรมอันน่ายกย่องไว้ในประวัติศาสตร์ของการรบ....ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สำหรับทหารกล้าทุกท่านที่เสียชีวิตและเลือดเนื้อไปแล้ว....และที่ยังอยู่”
       ผมหยุดคำบรรยายเพื่อเตรียมวางแผ่นเพลงชาติประกอบเสียง  ด้วยเนื้อร้อง  ท่วงทำนองที่ปลุกใจ
       “ชาดลาว....ตั้งแต่เดิม  ขึ้นซื่อลือซา อยู่ในอำซี”
       การพากย์หนังในตอนนั้นผมต้องมีปิ๊กอัพและใช้แผ่นเพลงประกอบแทนเสียงซาว์ในฟีล์ม  เพราะเป็นหนังเงียบไม่ได้บันทึกเสียงลงแถบเสียงแม่เหล็กเอาไว้ถ้ามีการบู๊เตะต่อย  ผมก็ต้องใช้ปากเป่าไมค์จนปวดกรามไปทั้งสองข้าง  เสียงปืนทุกชนิดผมก็ต้องใช้ปากอีกนั่นแหละ  คิดๆ ดูแล้วผมนี่มีความสามารถที่บ้าพอสมควร  ส่วนบทโศกใช้เพลงแผ่วเศร้าๆ ตอนไหนรัก ๆ ก็ต้องใช้เพลงหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า
       การพากย์หนังนั้น  ผู้พากย์จะต้องมีความรู้สึกทางประสาทสัมผัสดีกว่าผู้อื่น  และต้องสามารถแก้สถานการณ์ได้ดีในเหตุการณ์เฉพาะหน้า  เมื่อคิดๆ ดูแล้ว อาชีพพากย์หนังของผมในครั้งนั้นเหมือนกับผีห่าซาตานจงใจจับยัดแท้ๆ ทีเดียว
       การพากย์หนังลาวเรื่อง  “วีรกรรมภูควาย”  ในคืนนั้นสนุกพอสมควร  จนท่านนายพลวังเปาชมผมเปาะว่า  “พากย์ม่วนหลาย”  “บักสอย”   คนรับใช้ท่านนายพลติดอกติดใจผมเอาอย่างมาก  ถึงขนาดจะขอติดตามมาฝึกพากย์หนังกับผมเลยทีเดียว
       คืนนั้นหลังจากพากย์หนังเสร็จ  ผมก็ร่วมฉลองงาน  “บุญเจียง”   กับท่านนายพลวังเปาและเหลาทหารที่อยู่ในความบังคับบัญชาของท่าน  จนเมาแอ่นได้ระดับไปตามๆ กัน
       เช้าวันรุ่งขึ้น  ท่านนายพลวังเปาเรียกผมเข้าไปในห้องส่วนตัว  เพื่อที่จะเสนอแนะเกี่ยวแก่นโยบาย  ปลอบขวัญทหารที่กำลังสู้รบอยู่ตามจุดต่างๆ  เพราะขณะนี้ทหารแม้วของท่านขวัญกำลังเสีย  เนื่องจากขบวนการประเทดลาวกำชัยชนะ  เกือบทุกจุดที่ทหารของท่านเคยรักษาพื้นที่อยู่
       “ทหารฝ่ายเรา  กำลังเสียขวัญอย่างหนัก  ฝ่ายลาวแดงผสมแกวยึดทุ่งไหหินได้แล้ว  เส้นทางทุ่งไหหิน-ซำทอง  ถูกระดมสร้างอย่างเร่งด่วน  เท่าที่ข่าวกรองของ ซี.ไอ.เอ.  ดักฟังได้  พวกมันจะระดมกำลังเข้าบุกขยี้เราในปลายเดือนนี้อย่างแน่นอน  พวกเรากำลังเสียขวัญ  ผมอย่างจะขอความร่วมมือกับคุณให้ช่วยปลอบขวัญในด้านการพากย์หนังปลุกใจพวกทหาร  พรุ่งนี้ผมขอให้คุณไปพากย์หนังที่บ้าน  “ภูสี”  ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พวกเราเพิ่งจะยึดกลับคืนมาจากพวกแกวเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง”
       จบคำพูดอันยืดยาวของท่านนายพลวังเปา  ผมสะดุ้งขึ้นมาสุดตัว  “ภูสี”  คือ  “พื้นที่สังหาร”  ที่ทหารรับจ้างหลายสัญชาติโดนถล่มตายมานับไม่รู้กี่พันศพ  หลับตาลงทีไรมองเห็นภาพเพื่อนฝูงและผู้ใต้บังคับบัญชาที่ล้มหายตายจากไปทุกที
       ผมยังไม่ลืม ส.อ. วีระ  ยอดนักรบจากเมืองย่าโมที่ได้แสดงวีรกรรมด้วยการนำทหารรับจ้างชาวไทยเข้าเชิดฉิ่งกับทหารเวียตนามเหนือ  อย่างชนิดเลือดทาแผ่นดินมาแล้ว 
       วันนั้นถ้าผมจำไม่ผิด  มันเป็นวันที่  12  สิงหาคม  พอดิบพอดี  ส.อ. วีระพร้อมด้วยทหารไทยจำนวนหนึ่งออกลาดตระเวนไปจนถึง  “ภูสีคา”  ซึ่งอยู่ห่างจากที่ตั้ง บ.ก. พันไปทางทิศเหนือประมาณ  4  กิโลเมตร  ในขณะที่กำลังหยุดพักประจำชั่วโมง  ทหารเวียตนามเหนือนับจำนวนร้อยได้ถล่มจรวด อาร์.พี.จี.และสาดกระสุนอาร์ก้าเข้าใส่นับเป็นจำนวนพัน ๆ นัด
       ร่างของนักรบไทยล้มผล็อยลงกับพื้นเหมือนใบไม้ร่วง  น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ  ความไม่ค่อยจัดเจนต่อภูมิประเทศบวกกับความรวดเร็วของสัญชาตญาณหมาลอบกัดทำให้  ส.อ. วีระ  ต้องออกคำสั่งสู้แบบเลือดเข้าตาจนกระทั่งกระสุนหมด  ลูกน้องตายเกลี้ยง 
       ผลสุดท้าย  ส.อ. วีระ ถลาเข้าหาข้าศึกด้วยฤทธิ์บ้าคลั่ง  กระสุนชุดสุดท้ายสังหารข้าศึกล้มระเนระนาดเพียงชั่วอึดใจร่างของเขาก็ถูกกลืนหายลับเข้าไปในกลุ่มของข้าศึก
       อีกหนึ่งวันต่อมา  ผมไปพบศพของผู้หมู่ยอดนักสู้ในสภาพที่อเนจอนาถใจ
       ลูกตาทั้งสองถูกควักจนเบ้าตากลางโบ๋  ฟันเลี่ยมทองหักยุบเพราะโดนรุมตีด้วยพานท้ายปืนอาร์ก้า  หนังริมฝีปากถูกถลกขึ้นจนปิดสันจมูก  เผยให้เห็นกระดูกเหนือเหงือกแดงฉานเกรอะกรังไปด้วยคราบเลือดเป็นดวงๆ มองเห็นถนัดตา
       ขาทั้งสองข้างถูกฉีกออกจากกันด้วยกำลังคนนับจำนวนร้อย  เป้ากางเกงขาดตรงรอยตะเข็บ  ทวารหนักโดนชำแหละด้วยดาบปลายปืนจนลำไส้ทะลักออกมากองเรี่ยราดอยู่ที่พื้น  อุจจาระที่คั่งค้างอยู่สาดกระจายออกไปทั่วบริเวณ  ที่ข้อมือมีเศษผ้าถุงควั่นเกลียวผูกติดอยู่ทั้งสองข้าง
       จงไปสู่ที่ชอบที่ชอบเถิด  ทหารรับจ้างเลือดย่าโมผู้สืบทอดความกล้ามาแต่บรรพบุรุษ
       เงินถึงซะอย่าง  ผมก็เลยต้องตกบันไดพลอยโจน  รับหน้าที่พากย์หนังปลุกปลอบขวัญทหารตามฐานปฏิบัติการในสมรภูมิลาวอย่างชนิดยอมเสี่ยงดวง
       ซี.123  บินวนเวียนอยู่เหนือฐานปฏิบัติการ  “ภูสี”  ผม....ไอ้แห้ง  พร้อมด้วยอุปกรณ์ฉายหนังและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด  3  กิโล  ถูกแพ็คอยู่ในลังไม้ขนาดย่อม  ซึ่งถูกโยงเอาไว้กับร่มชูชีพชนิด  “ทิ้งของ”  เรียบร้อยแล้ว 
       ไอ้แห้งเอื้อมมือเกาะขอร่มเข้ากับลวดสลิงเหนือศีรษะ  ปากก็พึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
       “นายครู  ข่อยกลัวหลาย  บ่เคยกระโดดร่มซักที”
       “จะกลัวห่าเหวอะไรวะแห้ง  หลับหูหลับตากระโดดลงไป  พอร่มกางมันก็สิ้นเรื่อง  ถ้าร่มไม่กาง  มึงกับกูก็ตายแหง ๆ”
       ผมแกล้งยั่วมันด้วยความหมั่นไส้ในความขี้ขลาดของมัน  ไอ้แห้งหลบตาผมพร้อมกับทำคอย่น  ปากขมุบขมิบเหมือนกับจะท่องคาถาอยู่ในใจ
       “อีกห้านาที  เตรียมลงพื้น”
       เสียงนักบินพูดผ่านมาทางเครื่องกระจายเสียง
       ผมพยักหน้าให้สัญญาณ  ไอ้แห้งหลับตาปี๋  เดินขาสั่นพับ ๆ ไปที่ช่องประตูท้าย  แล้วยืนเกาะราวเหล็กเหนือศีรษะ  รอเวลาด้วยท่าทางเหมือนกับคนใกล้จะตายอยู่รอมร่อ
       “โชคดีโว้ย  บิ๊กแมน  ถ้าร่มกางค่อยพบกันที่ล่องแจ้ง  เราจะได้เล่นรูเลตกันอีกครั้ง”
       ไอ้มืดพนักงานประตูแสยะยิ้ม  พร้อมกับกล่าวแช่งผมอยู่ในที
       “ลื้อไม่ต้องแช่งอั๊ว...ไอ้ดำ  คนหยั่งอั๊ว...ตายยาก   ลื้อนั่นแหละคอยหลบปืนสิบสองจุดเจ็ดของไอ้แกวให้ดีก็แล้วกัน”
       ผมตะโกนตอบมันอย่างฉุนเฉียว  ไอ้มืดหัวเราะก๊าก  ยกมือขึ้นแตะคิ้วทั้งสองข้าง  แล้วลดลงมาแตะที่หน้าอก  ปากก็ร้องส่งวิญญาณให้ผมค่อนข้างดัง 
       “อาเมน”


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: ANAKIN_LP1911 ที่ กันยายน 02, 2013, 12:49:29 PM
รออ่าน จ้า


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: winggo ที่ กันยายน 04, 2013, 08:34:24 PM
๖.
       ผมหันขวับกลับไปหวังจะล่อก้นไอ้มืดสักป้าบใหญ่ๆ  แต่ไอ้มืดรู้ทัน  กระโจนพรวดเดียวไปยิ้มฟันขาวอยู่กลางห้องโดยสาร  เสียง  “ออด”  สัญญาณลงพื้นทำให้ผมต้องละความสนใจในการต่อล้อต่อเถียงกับพนักงานประตู  หันมาดูไอ้แห้งซึ่งยืนขาสั่นพั่บ ๆ อยู่เบื้องหน้าด้วยความเวทนา
       ผมยกขาไปถีบกลางหลังไอ้แห้งเต็มแรง  ร่างของมันหล่นวูบลงไปเบื้องล่างพร้อมๆ กับเสียงตะโกนลั่นด้วยความตกใจ  ผมกระโจนพรวดตามมันลงไปติด ๆ
       “พรึบ”
       ร่มของผมกางเต็มที่  ในขณะที่ขยับตัวบังคับร่ม  ผมเอี้ยวตัวมองดูเห็นไอ้แห้งดิ้นกระแด่ว ๆ อยู่ใต้ร่มสีแดงสดที่กำลังลอยลงพื้นค่อนข้างเร็ว  ผมโหนแล้วโยกตัวบังคับร่มเข้าไปใกล้ไอ้แห้ง  มือก้มมองดูเบื้องล่างก็มองเห็นทหารรับจ้างกลุ่มหนึ่งวิ่งไล่ตามร่มของผมไปตลอดทาง  พร้อมๆ กับแหงนหน้าขึ้นมองชี้มือชี้ไม้ส่งเสียงหัวเราะเกรียวกราวกันอย่างสนุกสนาน
       ผมลงพื้นได้อย่างปลอดภัย  ส่วนไอ้แห้งเดินกระโผลกกระเผลก  เนื่องจากข้อเท้าซ้ายบวม  มันบ่นอุบอิบพร้อมกับแช่งชักหักกระดูก  ขอสาบเป็นพนักงานฉายหนังไปจนวันตาย
       ซี.123  บินหวนกลับมาทิ้งร่มอีกครั้ง  เมื่อเครื่องอุปกรณ์ฉายหนังและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าถูกทิ้งลงมาเรียบร้อยแล้ว  มันก็บินข้ามเนินซีบร้าหายลับไปอย่างรวดเร็ว
       เครื่องอุปกรณ์ฉายหนัง  “ลงพื้น”  ในสภาพที่เรียบร้อย  ไอ้แห้งยกเครื่องฉายออกมาตรวจ  ปากก็บ่นพึมพำเหมือนกันหมีกินผึ้ง
       “สวัสดีครับ...หัวหน้า  นึกไม่ถึงว่าจะกระโดดร่มลงมาพากย์หนังให้พวกผมฟัง”
       ร.ท. เพชร  เวียงราช  ผบ. กองร้อยพันทหารลาวที่  111 เดินมาทักทายผมอย่างคุ้นเคย
       “เฮลิคอปเตอร์ติดงานที่ปากเซ  ไม่มีเครื่องผมก็เลยต้องมาโดยวิธีนี้  ลมแรงเหลือเกิน”
       ผมตอบออกอย่างเนือยๆ
       “นายครู  ผมไม่เอาอีกแล้วงานนี้  กลับจากผูสี นายครูช่วยบอกท่านนายพลให้ย้ายผมไปอยู่ที่เวียงจันทร์ด้วยครับ”
       ไอ้แห้งทะลุกลางปล้องมาอย่างเหลืออด
       “มึงคิดหรือจะได้ไปอยู่ที่เวียงจันทร์  ไอ้เขียดแดกดากมึงรู้มั้ย  พวกฝ่ายขวาเขาอพยพไปอยู่ที่อุดรกันเกือบหมดแล้ว  นี่คือแผนของ  ซี.ไอ.เอ.  ที่ต้องการให้มีกับกูมาปลอบขวัญพวกทหารลาวที่ฐานปฏิบัติการแห่งนี้  ยันพวกทหารแกวเอาไว้ชั่วคราว พอที่พวกเขาจะหนีได้ทันเท่านั้น...ไอ้หน้าโง่”
       ผมด่ามันออกไป  พร้อมกับ  “วางเพลิง”  สหายอเมริกันเข้าไปอย่างถนัดใจ
       จะว่าผม  “วางเพลิง”  ซี.ไอ.เอ.  ก็ไม่ถูกนักจากการประมวนข่าวกรองของเหตุการณ์รบทุกๆด้าน ในสมรภูมิลาว  รัฐบาลฝ่ายขวาเป็นฝ่ายที่บอบช้ำมากที่สุด บอบช้ำจนคาดว่าจะต้องพ่ายแพ้อย่างหมดประตูสู้ในระยะไม่เกินหกเดือนข้างหน้าอย่างแน่นอน
       ยิ่งไปกว่านั้นอเมริกันก็ถูกสมาชิกสภาโจมตีอย่างหนัก  ในเรื่องส่งทหารเข้ามาแทรกแซงในประเทศลาว  สภาคองเกรตกำลังประชุมกันเพื่อตัดงบช่วยเหลือในด้านการเงิน  สิ่งสุดท้ายมีมติให้ถอนทหารต่างชาติออกจากสมรภูมิลาวอย่างสิ้นเชิงในสามเดือนข้างหน้า
       นี่คือลางร้ายที่บอกเหตุได้อย่างดีว่า  พระราชอาณาจักรลาวกำลังจะถูกกลืนจากทหารลาวแดง  ด้วยการทุ่มเทการช่วยเหลือทางทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์จากเวียตนามเหนือ รุสเซีย และมหามิตรจีนแดง
       ข่าวการพ่ายแพ้ของฝ่ายรัฐบาลแพร่ออกมาจากวิทยุของกองทัพปลดแอกเป็นระยะ ๆ ไม่ขาด  ภายในระยะเดือนเดียว  ลาวฝ่ายขวาต้องสูญเสียเมืองสำคัญๆ ไป เกือบหมดสิ้น
       อนิจจา !  ศักดิ์ศรีของพี่เบิ้มฝ่ายโลกเสรีกำลังจะดับแสงลงอย่างน่าสงสารที่สุดในสายตาชาวโลก
       ฐานปฏิบัติการทหารลาวบนยอดดอยภูสีคึกคักเป็นพิเศษ  ไอ้แห้งเติมน้ำมันใส่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด  3  กิโลวัตต์  แล้วลากสายเมนใหญ่มายังหม้อแปลงขนาดกระเป๋า  เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยก็ทดลองไฟทันที
       บังเกอร์ที่ใช้เป็นห้องฉาย  ห้องพากย์  ไฟสว่างจ้าจอหนังถูกขึงด้วยหลักเสาไม้ไผ่  ติดลำโพงปากแตรเอาไว้หนึ่งตัวตรงโคนเสาใต้ขอบจอด้านล่าง  ระยะจากจอหนังมายังห้องฉาย  ผมใช้ระยะเพียง  4  ก้าวเท่านั้น  ซึ่งเป็นระยะใกล้ที่สุดเท่าที่ผมฉายหนังหากินมาเกือบจะทั่วประเทศไทย
       พอใกล้เวลาจะลงมือทำการฉาย  เหล่าทหารรับจ้างเกือบจะห้าร้อยคนเรียงรายกันเต็มพรืดไปหมด  ทุกคนกระชับอาวุธคู่มือหัวร่อต่อกระซิกกันอย่างครื้นเครงพวกเขามีความสุขกันทุกคน  ส่วนรอบๆ ฐานปฏิบัติการก็มีหน่วยซุ่มโจมตีกลางคืนเรียงรายกันเป็นจุดๆ พร้อมด้วยลวดหนามเป็นชั้นๆ แถมมีกับระเบิด  อันเป็นเครื่องป้องกันการจู่โจมจากข้าศึกได้อย่างวิเศษที่สุด
       เสียงเพลงชาดลาวกระหึ่มก้องไปทั่วฐานปฏิบัติการทหารลาวเดนตายหลายคนร้องคลอตาม  ผมมองดูกลุ่มทหารที่กำลังมีความสุขไปกับความบันเทิงเล็ก ๆ น้อย ๆ  ที่ฝ่าย  ซี.ไอ.เอ.  มอบให้แล้ว  น้ำตาแทบจะซึมออกมาด้วยความเห็นใจในความยากลำบากของเรา  อา !  พวกเขาแล้งความบันเทิงซะจริงๆ
       พอถึงเวลา  19.00 น.  ผมก็เริ่มปฏิบัติการพากย์ทันที  ผมพากย์ไปตามบทบาทที่ปรากฏบนจอหนังชั่วคราวด้วยความตั้งใจเป็นพิเศษ   หนังเรื่อง  “วีรกรรมภูควาย”  เริ่มออกรสถึงความกล้าหาญของพลทหาร  “สินเทพ”  ซึ่งแสดงเอกลักษณ์ของความรักชาติสุดชีวิต
       ฉากบู๊เริ่มขึ้นก่อน  ผมเป่าเสียงปืนจนแก้มทั้งสองปวดระบมไปหมด  ทหารลาวเงียงกริบเพ่งดูหนังบนจอด้วยความตั้งอกตั้งใจ
       หนังม้วนแรกผ่านไป  ไอ้แห้งหยุดกรอฟีล์มหนังเพื่อบรรจุม้วนสองต่อ  ผมสั่งให้ไอ้แห้งใช้ไฟฉายท่อนเล็กส่องอุปกรณ์การฉายแทน  เพราะถ้าเปิดไฟในหลุมบังเกอร์  แสงไฟมันกระจายออกไปรอบทิศ  อาจจะเกิดอันตรายจากการระดมยิงจากข้าศึกได้
       การฉายหนังของเราใช้ความมืด  และเสียงพากย์ที่เบาเหมือนเขียดร้องตามทุ่งนา  ไว้ใจไม่ได้หรอกครับ  สำหรับพวกหมาลอบกัดเช่นแกวแดงที่กระจัดกระจายอยู่ตามยอดต่างๆ ของทิวเขาที่เรียงรายสลับซับซ้อนอยู่นั้น
       ผมอาศัยการพากย์แบบดำน้ำ  โดยไม่ต้องดูบทพากย์  เพราะอย่างไรถึงดูก็มองไม่เห็น  มือซ้ายคอยวางเข็มลงบนแผ่นเสียงที่ประกอบในหนัง  ส่วนมากใช้เพลงเดียวตลอด  คือเพลงบู๊  “แต่น-แต๊น”
       ในขณะที่ผมกำลังพากย์อย่างออกรสออกชาติอยู่นั้นก็ปรากฏเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว  ดังมาจากยอดเขาลูกหน้าที่อยู่ห่างออกไปเพียง  50  เมตร
       “วี้ด  บึ้ม”
       คราวแรกทุกคนนึกว่าเป็นเสียงระเบิดภายในจอหนัง  ทหารแม้วกลุ่มหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ หันมามองทำหน้าเลิกลั่ก  คนหนึ่งร้องออกมาอย่างตื่นเต้น   
       “โอโห้... นายครู  ทำเสียงระเบิดเหมือนของจริง แท้ ๆ...ม่วนหลายเด้อ”
       ผมสะดุ้งเฮือก  ไอ้แห้งจับมือผมแน่นกระซิบกระซาบ  เสียงสั่นเหมือนกับเจ้าเข้า
       “นายครู  เสียงระเบิดนอกจอ”
       ผมยังไม่ทันจะตอบ  ก็ได้ยินเสียงแหวกอากาศดังลั่นมาอีก
       “วี๊ด  ๆ ๆ ๆ ๆ”
       “เฮ้ย  ลงหลุม  ไอ้แกวเล่นงานพวกเราแล้ว”
       ร.ท เพชร เวียงราช  ตะโกนขึ้นมาสุดเสียง  ทหารแม้วทหารลาวแตกฮือเหมือนกับผึ้งโดนเผารัง
       “บึ้ม  บึ้ม  บึ้ม”
       เสียงระเบิดของจรวด  อาร์.พี.จี.  สามนัดซ้อนๆ เจ็คปอตลงบนจอหนังพอดิบพอดี  เสียงร้องครวญครางระงมไปทั่ว  ทหารลาวบางคนที่กระโดดลงหลุมบังเกอร์ไม่ทันก็โดนสะเก็ดระเบิดเข้าอย่างจัง  จอหนังสัปรังเคล้มลงมาคลุมทหารที่นั่งอ้าปากหวออยู่เบื้องหน้า  ทหารแม้วกลุ่มนั้นร้องลั่นด้วยความตกใจสุดขีด  ลำโพงปากแตรปลิวว่อนหายไปกับความมืด  ชิ้นส่วนอวัยวะของผู้บาดเจ็บสาดกระจายไปคนละทิศละทาง   ท่อนหัวของทหารคนหนึ่งกระเด็นหวือมาตกบนตักไอ้แห้งเข้าพอดิบพอดี  ไอ้แห้งกระโจนพรวดลงไปนอนซบหน้าลงกับพื้นดิน  ส่วนผมเผ่นผลุบเข้าไปซุกซอกกระสอบทรายที่กำลังสั่นสะเทือนเหมือนกับโดนเขย่าด้วยมือปีศาจร้าย  มันใกล้จนผมหูอื้อไปหมด  แทบจะไม่ได้ยินเสียงสั่งการของผู้บังคับกองร้อย  ซึ่งขณะนี้วิ่งพล่านไปมาเหมือนกับคนเสียจริต
       “ค.42  ทิศทางการยิง  500  เมตร  มุม  70  องศา  ที่หมายที่ตั้งจรวด อาร์.พี.จี.  และ ค. 82  ของข้าศึก  ตั้งระยะเสร็จแล้วยิงเลยโว้ย”
       ผู้กองเพชรร้องสั่งหมวดอาวุธหนังทางวิทยุสนามเสียงดังโหวกเหวก
       “พลุ้ง”
       กระสุนสังหารนัดแรกจาก ค.42  ลอยโด่งขึ้นท้องฟ้า  และโค้งตกลงบนยอดเขาด้านหน้าอันเป็นที่ตั้งอาวุธข้าศึกพอดิบพอดี
       “บึ้ม”
       ประกายไฟสีส้มสว่างแวบขึ้นมา  มองเห็นถนัดหูถนัดตา  ยังไม่ทันจะสิ้นแสง นัดที่สอง  ที่สาม  ก็ทยอยกระหน่ำลงไปบนเป้าหมายดังกล่าวอย่างเมามัน
       “คักแล้ว....ไอ้น้อง...จวกแม่มันเลย...โยกซ้าย โยกขวา  ถล่มมันให้สิ้นซาก  เสือกเข้ามาตั้งฐานยิงที่  “เอ้า-โพสท์”  ของพวกกูด๊าย  ไอ้ระยำ”
       ผบ. ร้อย  กำชับหมวดอาวุธหนักให้ระดมยิงที่หมายต่อไปอีก  พร้อมกับบ่นโขมงโฉงเฉงที่ข้าศึกแอบเล็ดลอดเข้ามาตั้งฐานยิงรบกวนถึงบริเวณที่พวกเราเคยใช้เป็นที่ตรวจการณ์ในเวลากลางวัน
       หลังจากสลุตกระสุนตอบโต้ไปประมาณ  20  นัด  ผู้กองเพชรก็สั่งให้ยุติการยิง  แล้วกำชับให้ทหารทุกคนอยู่ในสนามเพลาะ  ห้ามออกมาเพ่นพ่านภายในฐานปฏิบัติการ
       “บิ๊กแมน...อยู่ไส...ผมจะเข้าไปหาเด้อ”
       ผู้กองเพชรตะโกนให้เสียงผม  แล้วคลานสี่ตีนเข้ามาในบังเกอร์  ปากก็บ่นพึมพำไม่ขาดระยะ
       “ตายกี่คนครับ  ผู้กอง”
       ผมถามออกไปพร้อมกับขยับตัวลุกขึ้นมานั่งบนลังกระสุน
       “หลายคน  ผมยังไม่ได้เช็คจำนวนที่แน่นอน...เอาไว้ตอนเช้าค่อยเช็คยอดกำลังพลอีกที  ไอ้ห่า  ยิงแม่นเป็นบ้า  สามสี่นัดพวกมันเล่นเอาพวกเราป่นปี้ไปทั้ง บก.  บิ๊กแมนเป็นอะไรหรือเปล่าครับ...อ้าว  ลูกน้องคุณอีกคนไปไหนครับนี่ ?”
       ประโยคสุดท้าย  ผู้กองเพชรถามผมด้วยน้ำเสียงแปลกใจ


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: หลังเขา ที่ กันยายน 06, 2013, 07:07:00 AM
ขอบคุณครับ


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: winggo ที่ กันยายน 09, 2013, 02:50:50 PM
๗.
       “อยู่นี่ครับ...ผู้กอง  ช่วยหยิบ  “ผีหัวขาด”  ที่ปลายเท้าผมโยนออกไปด้วย.....โอยไม่ไหวแล้วการฉาย  “ซีเน”  มื้อนี้”
       ไอ้แห้งพูดพลางขยับตัวลุกขึ้นมานั่งข้างๆ ผมด้วยท่าทางหวาดกลัว
       ผู้กองเพชรหัวเราะก๊าก  เขาก้มลงใช้มือหิ้วผมที่เป็นกระเซิงของผีหัวขาดขึ้นมาใช้ไฟฉายส่องดูหน้าอยู่ชั่วครู่แล้วอุทานออกมาค่อนข้างดัง
       “เฮ้ย.....นี่  ไอ้คำนี่หว่า...โชคร้ายเหลือเกินนะมึง...ใครอยู่นอกบังเกอร์ฉายหนัง  เข้ามาหาผู้กองหน่อยโว้ย  เอาผ้ากันฝนปันโจมาด้วย”
       ทหารแม้วเข้ามาห่อศีรษะของสิบเอกคำออกไปแล้ว  ผู้กองเพชรนั่งคุยกับผมอยู่ชั่วครู่ก็ขอตัวออกไปตรวจแนว
       ผมกับไอ้แห้ง  เก็บเครื่องฉายหนังลงแพ็คในลังที่วางซ้อนกันอยู่ข้างๆ เหลือบสายตาดูที่ข้อมือเผลอแผล็บเดียวเกือบจะสามทุ่มเข้าไปแล้ว  บรรยากาศที่เงียบและวังเวงทำให้ผมคิดถึงไอ้โล้นขึ้นมาอย่างถนัดใจ
       ไอ้โล้นบินไปปากเซ  เพื่อปฏิบัติภารกิจในหน้าที่  “ล่ามสงคราม”  ให้กับกองพันทหารรับจ้างทั้งหลายซึ่งกระจัดกระจายกันอยู่ตามเส้นทางที่พุ่งเข้าหาตัวเมือง..... ส่วนตัวผมเองรับหน้าที่ปลุกปลอบขวัญทหารตามฐานปฏิบัติการต่างๆ ตามแผนถอนตัวของ  ซี.ไอ.เอ.  จากสมรภูมิลาวต่อไป
       ทหารลาวและแม้วนอนหมอบอยู่ในร่องสนามเพลาะที่ขุดเรียงรายอยู่ทั่ว บก.  ภูสี  ทุกชีวิตกระชับปืนคู่ชีพสอดส่องสายตามองฝ่าความมืดลงไปทางลาดเบื้องล่างด้วยความระมัดระวัง  ผมนึกชัง  ซี.ไอ.เอ. ขึ้นมาทันที
       นี่แหละหรือคือความบันเทิงที่พวกมันหยิบยื่นให้กับทหารรับจ้าง  ที่แท้คือความบันเทิงที่แล่นขนาบไปกับขุมนรก  หลายชีวิตต้องสูญเสียลงเพราะแผนการของใคร ?
       เช้าวันรุ่งขึ้น... พอแสงอาทิตย์จับขอบฟ้า  “T-28”  สามเครื่องจากฐานบินอุดรก็บินว่อนอยู่เหนือดอยภูสี... มันบินวนเวียนดูภูมิประเทศอยู่ครู่หนึ่งก็ดิ่งลงโจมตีทันที...
       ในขณะที่เสียงระเบิดดังสะเทือนเลื่อนลั่น  เป็นระยะ ๆ อยู่นั้น  ผู้กองเพชรก็สั่งให้ผมเตรียมตัวบินกลับล่องแจ้งทันควัน
       “ชอร์ปเปอร์กำลังเดินทางมาจาก  “นาซู”  ผมคิดว่าอีกไม่ถึงสิบนาที  ก็คงจะมาถึงที่นี่  คุณบิ๊กแมนเตรียมตัวได้แล้วครับ”
       ทหารแม้วกลุ่มใหญ่เข้ามากุลีกุจอขนลังเครื่องอุปกรณ์ฉายหนังออกไปวางที่  “ชอร์ปเปอร์แพด”  ผมหันไปสำรวจความเสียหายอย่างคร่าว ๆ แล้วอดสมเพชไม่ได้
       ศพทหารแม้วเพิ่งจะถูกลากออกมาจากหลุมระเบิดอย่างสด ๆ ร้อน ๆ กะดูด้วยสายตาไม่ต่ำกว่า  10  ศพขึ้นไป...  และที่ขอบสนาม  “ชอร์ปเปอร์แพด”  ก็ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บนั่งกันสลอน  แต่ละคนมีผ้าพันแผลที่ชุ่มไปด้วยโลหิตพันเอาไว้อย่างลวก ๆ มองดูแล้วน่าอเนจอนาถใจ
       “T-28”  ทั้งสามเครื่องเทกระจาด  “ไข่เหล็ก”  ขนาด  250  ปอนด์  ถล่มลงบนเป้าหมายจนเกลี้ยงสต๊อค......  หลังจากนั้นก็โฉบลงมากราดด้วยปืนกลเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
       พอไอ้แกวรู้ว่าเครื่องบินหมดลูกระเบิด  พวกมันก็เริ่มยิงต่อสู้ทันที
       ประกายควันพุ่งขึ้นมาเป็นสาย  พร้อมๆ กับปรากฏเสียงระเบิดถี่ยิบ  วิ่งสวนปร๊าดขึ้นหาเครื่องบินมองเห็นถนัดหูถนัดตา
       “ฉิบหายแล้ว.... คุณบิ๊กแมน... ไอ้แกวดอดเอาปืน  12.7   ขึ้นมาตั้งบนดอย  “เอ้าโพสท์”  เมื่อไรไม่รู้”
       ผมไม่ตอบ  แต่กระโจนพรวดเข้าไปที่เครื่องวิทยุสนามซึ่งถืออยู่ในมือผู้บังคับกองร้อยแล้วกระชากเต็มแรง... มือข้างหนึ่งบิดสวิทช์ไปที่ตำแหน่ง  “แอร์-ทู-กราวด์”  เหมือนกับพระเจ้าช่วย  ผมได้ยินเสียงนักบินดังลั่นอยู่ในหูฟังพอดี
       “T-28  จาก บิ๊กแมน  เปลี่ยน”
       “บิ๊กแมน จาก T-28  มีอะไร... คุณมาทำอะไรอยู่ที่นี่”
       “อย่าเพิ่งถาม  ถอนตัวออกจากพื้นที่ดังกล่าวด่วน  ปตอ. 12.7”
       ผมตะโกนขึ้นไปแทบไม่เป็นภาษาคน
       T-28  ทั้งสามเครื่อง  ไดร้ทหัวเชิดขึ้นท้องฟ้าบินเลี้ยวออกจากยอดดอย  “เอ้าโพสท์”  ทันที 
       “สแตนบายวิทยุเอาไว้  บิ๊กแมน  ประเดี๋ยวจะกลับมาทำแอร์สะไตร้ท์อีก”
       นักบินพูดวิทยุกับผมเป็นครั้งสุดท้าย  แล้วเกาะหมู่บินหายลับไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว
       “ปัง...ปัง…ปัง…ปัง…ปัง…”
       ปืน  12.7  ซึ่งตั้งฐานยิงอยู่บนยอดดอย  “เอ้าโพสท์”  เริ่มสลุตกระสุนยิงถล่มฐานปฏิบัติการของพวกผมเข้าให้แล้ว
       กระสุนปืนแตกอากาศฉีกแนวกระสอบทรายขาดกระจุยกระจายไม่มีชิ้นดี  ผงคลีดินปลิวว่อนเหมือนกับโดนพายุหมุน
        สัญชาตญาณทำให้ผมกระโจนพรวดลงไปนอนซุกอยู่กับพื้นโดยไม่กลัวหน้าอกหน้าใจพัง... ส่วนไอ้แห้งลูกน้องตัวดีของผม  ฉากแว๊บลงไปในแอ่งลึกที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวตั้งแต่เมื่อไรผมมองไม่เห็น
       พื้นดินข้างๆ ตัวผมขาดเป็นทาง  แนวกระสุนเฉียดร่างกายไปจนผิวหนังร้อนฉ่า  ผมเอี้ยวคอไปมองดูผู้กองเพชร  ก็ปรากฏว่าผู้กองยอดนักรบของกองพันทหารลาวโดนกระสุนเจาะเกราะตัวหดสั้นเหลือเพียงท่อนเดียวอยู่ข้างๆ ผมนั่นเอง
       ผมใจหายวาบ  เพ่งสายตามองดูอีกครั้งจึงรู้ว่า กระสุนเจาะเกราะแตกอากาศได้ระเบิดร่างของผู้บังคับกองร้อยออกเป็นสองท่อนเสียแล้ว
       รู้สึกแสบตาจึงยกมือขึ้นไปคลำดู  ในหายวาบเมื่อสัมผัสกับเลือดที่ทะลักออกมาเหนือคิ้ว...
       เมื่อสำรวจดูอีกครั้งก็ใจชื้นขึ้นมานิดหนึ่ง  เพราะบาดแผลที่ได้รับนั้นเกิดจากแรงกระแทก ในตอนที่ผมกระโจนพรวดลงไปนอนคว่ำหน้ากับพื้น  ในขณะที่โดนระดมยิงนั่นเอง
       “นายครู  ยนต์ไอพ่นมาพู้น”
       ไอ้แห้งชูคอขึ้นมาจากแอ่งพร้อมกับชี้มือให้ผมมองดูบนท้องฟ้า
       เสียงเครื่องยนต์เจ็ดคำรามสนั่นหวั่นไหว  “F-105”  สองเครื่องมองเห็นเป้าหมายแล้ว  มันปราดเข้าไปโจมตีโดยไม่กริ่มเกรงอานุภาพของปืนต่อสู้อากาศยานเวียตนามเหนือแต่อย่างใด
       ผมมองหาวิทยุที่กระเด็นตกอยู่ข้างๆ ตัว  อนิจจาสะเก็ดระเบิดจากกระสุนแตกอากาศเฉือนวิทยุของผมจนชิ้นส่วนที่อยู่ข้างในทะลักออกมากระจุยกระจายเกลื่อนบริเวณ
       จรวดอากาศ  2  นัดซ้อนๆ จาก “F-105”  ทะยานลิ่วลงมาจากใต้ปีก  ชั่วพริบตามันก็ถล่มที่ตั้งปืน  12.7  ของพวกไอ้แกวกระเด็นแว่บออกไปเหมือนกับโดนพายุทอร์นาโด
       จรวดถูกยิงลงมาเป็นระยะ ๆ  เสียงระเบิดดังสะท้อนกลับมาเป็นเหมือนลูกคลื่น  ยอดดอยที่ผมหมอบอยู่สั่นสะเทือนโยกไปโยกมาเหมือนกับเกิดแผ่นดินไหว  เกือบ  20  นาทีเต็มๆ เครื่องบิน  F-105  ทั้งสองเครื่องจึงบินผละกลับไป
       “นายครู  ช่วยด้วย  ผมตกลงไปใน  “เว็จขี้”  เหม็นฮากจะแตกอยู่แล้ว  ช่วยผมด้วย”
       ไอ้แห้งร้องเสียงหลงอยู่ในแอ่งทิ้งขยะข้างๆ ลานจอดชอร์ปเปอร์  ทั้ง ๆ ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกละหุกผมก็ยังต้องหัวเราะออกมาก๊ากใหญ่
       “ใครจะช่วยมึงได้  ไอ้แห้ง ถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด  โน่น  ชอร์ปเปอร์มาแล้ว”
       ไอ้แห้งถอดชุดเครื่องแบบออกอย่างทุลักทุเล มันโยนเสื้อกางเกงที่มอมแมมไปด้วยอุจจาระทิ้งอย่างขยะแขยง  แล้ววิ่งพรวดพราดขึ้นมายืนหน้าเหรอหราท่ามกลางเสียงหัวเราะครืนใหญ่ของทหารแม้วที่กำลังคลานออกมาจากหลุมสนามเพลาะเป็นทิวแถว
       ชอร์ปเปอร์สามเครื่อง  บินวนเวียนดูเหตุการณ์อยู่ครู่หนึ่ง  เมื่อไม่มี  “อินคัมมิ่ง”  (ลูกยาว)  จากยอดดอย  “เอ้าโพสท์”  ก็  “แลนดิ้ง”   ทันที
       ไอ้แห้งวิ่งพรวดเข้าไปหาชอร์ปเปอร์....  พนักงานประตูตาเหลือก  ยกเท้าถีบหน้าอกไอ้แห้งกระเด็นออกมาพร้อมกับร้องเสียงหลง
       “หมาสี่แม่มึง...บักดำ  ประเดี๋ยวกูสิขึ้นไปต่อยปากมึง...นายครู  บอกมันด้วย”
        ไอ้แห้งหันมาตะโกนกับผมด้วยท่าทางฉุนเฉียว  ผมหัวเราะก๊ากออกมาสุดเสียง  แล้วหันไปสั่งให้ทหารแม้วช่วยขนอุปกรณ์เครื่องฉายหนังขึ้นไปบนห้องโดยสารโดยเร็ว
       ผมเสียเวลาอธิบายกับพนักงานประตูอยู่ครู่หนึ่งจึงได้เข้าอกเข้าใจกัน  ไอ้แห้งขยับกางเกงลิงสีแดงแจ๊ดด้วยท่าทางกระมิดกระเมี้ยน  แล้ววิ่งเหยาะๆ  โหนขึ้นไปนั่งกอดอกอยู่บนเก้าอี้  สายตามองดูอเมริกันนิโกรที่ทำหน้าที่เปิดประตูด้วยความโมโห
       ชอร์ปเปอร์รเริ่มยกฐานสกีขึ้นจากพื้น  ผมชะโงกหน้าต่างมองลงไปเบื้องล่าง  เห็นศพผู้กองเพชรที่ขาดออกเป็นสองท่อนอย่างถนัดหูถนัดตา...  ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ  ฐานปฏิบัติการด้วยความหดหู่ใจ  ซากปรักหักพังจากอำนาจกระสุนเจาะเกราะชนิดแตกอากาศปรากฏอยู่ทั่วๆ ไป  เสาจอหนังที่เหลืออยู่เพียงเสาเดียว  อ่อน ยวบยาบ  แกว่งไปแกว่งมาเมื่อเจอะกระแสลมจากใบพัดลมยักษ์
       ผมถอนหายใจเฮือก  นึกปลงสังเวชต่อการค้าสงครามของประเทศนายทุนขึ้นมาฉับพลัน
       “ลาก่อน.... ภูสี....เห็นจะพอกันที   ไอ้งานระยำบัดซบ”
       ผมรำพึงในใจขณะที่ชอร์ปเปอร์บินสูงขึ้นทุกทีจนมองดูเห็นกลุ่มคนที่อยู่เบื้องล่างกระจิ๊ดริด  เหมือนกับตุ๊กตาไขลาน
       อเมริกันนิโกรพนักงานประตู  ทำจมูกฟุดฟิด ๆ เหมือนกับจะเหม็นอะไรบางสิ่งบางอย่าง  ไอ้แห้งซึ่งนั่งกอดอกมองเขม็งเหมือนกับจะชวนหาเรื่องอยู่ตลอดเวลาสบถขึ้นมาทันที
       “เหม็นตีนอะไร... ไอ้ดำ  ไอ้ห่า  มึงก็รู้ว่ากูตกลงไปในเว็จขี้  แล้วมึงยังจะเหม็นหาหอกอะไรอีกวะ  เหม็นขี้โว้ย...เข้าไจ๋  ขี้ติดอยู่ที่ตัวกูนี่  ไอ้ห่า  ประเดี๋ยวตอนลงขอกูต่อยหน้ามึงถอนทุนซักครั้งก็ยังดี”
       
“ฮ่วย… ข่อยบ่อรู้ว่าผู้หมู่ตกไปในเว็จขี้... ขอโทษเด้อ  เสี่ยว...ข่อยมีของดีจะให้เป็นของขวัญ... อย่าให้ไผ๋เบิ่งเด้อ”
       ไอ้มืดเดาะพูดภาษาลาวขนานแท้ออกมาอย่างชัดแจ๋วแถมล้วงกระเป๋าโยนซองจดหมายสีน้ำตาลขนาดใหญ่ไปให้ไอ้แห้ง  ที่กำลังนั่งอ้าปากหวอด้วยความไม่เชื่อหูของตัวเองอยู่นั้น
       “เบิ่งซะ  ของดีๆ อย่างซี้หายาก”
       ไอ้มืดกำชับมาอีก  ไอ้แห้งแกะซองอย่างลุกลี้ลุกลนจนกระทั่งรูปโปสการ์ดหล่นพรูลงมาเรี่ยราดอยู่ที่พื้นปึกใหญ่ 
       ผมชำเรืองไปดูอย่างเซ็งๆ ... ไม่มีอะไรหรอกครับไอ้มืดเล่นจังไรด้วยการยัดเยียดภาพโป๊ชนิดสี่ดาวติดสินบนไอ้แห้งเข้าให้แล้ว
       เรื่องจังไรแบบนี้ละก็ลูกน้องตัวดีของผมชอบนัก  ทั้งลูกน้องทั้งเจ้านาย  แย่งกันดูจนกระทั่งชอร์ปเปอร์ลงพื้นที่สนามบินล่องแจ้งอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

       


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: opairforce ที่ กันยายน 10, 2013, 01:39:08 PM
สนุกดีครับ
  :D :D :D


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: Foster @ SENIOR CORP. ที่ กันยายน 11, 2013, 09:33:08 PM
ขอบคุณมากครับ 


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: winggo ที่ กันยายน 13, 2013, 05:09:10 PM
๘.
       หลังจากตระเวนปลุกปลอบขวัญทหารตามฐานปฏิบัติการได้ครั้งเดียว  “นอร์แมน”  ก็เรียกตัวผมมาปฏิบัติหน้าที่ที่  “เบาวร์เดอร์-คอนโทรล”  อีกครั้ง
       สตรองแมนหัวร่อร่ามาแต่ไกล  เมื่อมองเห็นผมก้าวเท้าลงมาจากรถจิ๊ป 
       “เป็นยังไง  ลูกพี่  ริอ่านเป็นนักพากย์หนัง  เห็นไอ้แห้งมันคุยโขมงโฉงเฉง  ว่าจวกกันจนตกเว็จขี้เลยรึครับ ?... ผมรอพบลูกพี่ตั้งแต่เช้า  โน่น  ไอ้นอร์แมนรอพบอยู่ในห้องอาหาร โน่น”
       ประโยคสุดท้ายสตรองแมนป้องปากกระซิบกระซาบกับผมเบาๆ
       ผมฉุนกึก  พบหน้านอร์แมนที่ไรผมมักจะได้  “งาน”  ที่ท้าทายมัจจุราชทุกที.. แต่ทั้งๆ ที่ฉุนก็อดที่จะคิดถึงตัวเลขจำนวนอันมหาศาลในเช็คเงินสดไม่ได้ซักที
       นี่ละน่าอำนาจของดอลล่าร์ซะอย่าง  กลิ่นอันหอมหวนของมันก็ยังเป็นที่พิสมัยสำหรับคนเดนตายเยี่ยงผมอยู่เสมอมา
       ก็เพราะเงินนี่แหละครับที่ทำให้ผมกับสตรองแมนต้องจำใจรับแผนงานแย่งชิงเชลยศึกชาวอเมริกัน  จากเวียตกงเข้าจนได้  หลังจากพบกับนอร์แมนเข้าแล้ว  ผมกับสตรองแมนก็ถูกส่งตัวบินไปสมทบกับกองพันเคลื่อนที่เร็วชาวแม้วที่ภูเทวดาทันที
       ภูเทวดาอยู่ติดกับเมือง  “ม๊อค”  ห่างออกไปสิบกิโลเมตร  เป็นฐานปฏิบัติการชั่วคราวของทหารกองพันเวียตนามเหนือ  และจากข่าวกรองพื้นที่ดังกล่าวใช้เป็นที่คุมขังเชลยศึกชาวอเมริกันสองสามคนที่ถูกจับในการสู้รบ  หัวหน้าสแตนเลห์รอพบผมอยู่ก่อนแล้ว  เขาสอบถามภูมิประเทศจากผมอยู่ครู่หนึ่งก็หยิบดินสอแดงขึ้นมาเขียนแผนที่แสดงลักษณะภูมิประเทศอย่างคร่าวๆ บนแผ่นกระดาษ 
        “ทิศเหนือเป็นลำธารค่อนข้างลึกตามที่คุณเคยเห็นมา  ส่วนทิศใต้เป็นป่าดงดิบ  เราจะแยกกำลังออกเป็นสองทาง  แล้วเคลื่อนที่เข้าไปพร้อมๆ กัน”
       “หัวหน้าอาจจะลืมที่ราบด้านข้างของมัน”
       ผมแย้งออกไปพร้อมกับหยิบดินสอแดงกาเครื่องหมายที่ราบลงไปบนแผ่นกระดาษ
       “ไม่ลืม  บิ๊กแมน  ผมรู้กระทั่งทหารของมันเพิ่งจะวางกับระเบิดในพื้นที่โล่งดังกล่าวนั้นเมื่อวานนี้เอง พวกเราจะเข้าด้านนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด”
       “แล้วหัวหน้าจะให้ผมเข้าตีด้านไหน ?”
       สตรองแมนซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ ผม  เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความร้อนใจ
       “ลำธาร  ด้านเหนือ”
       หัวหน้าสแตนเล่ห์หันมาตอบ
      “กำลังพล ?”
       สตรองแมนย้อนถามอีก
       “หนึ่งกองร้อย  ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น  คอยซุ่มโจมตีข้าศึกที่จะทะลักเข้ามาจากทางทิศใต้  และหน้าที่สุดท้ายคุณสตรองแมนจะต้องคอยยับยั้งกำลังเสริมจากหน่วยใหญ่ของมัน  ซึ่งอยู่ห่างจากคุณออกไปอีกห้ากิโลเมตร”
       หัวหน้าสแตนเลห์หยุดพูด  หันไปพยักหน้าให้  “เพอร์กิ้น”  นายทหารเชี่ยวชาญวัตถุระเบิดที่กำลังเดินเข้ามาใน  “ท็อค”  แล้วหันกลับมาพูดกับผมโดยเฉพาะ
       บิ๊กแมนไปกับผม  เพอร์กิ้นไปกับสตรองแมน....ทุกคนหมุนเข็มนาฬิกามาที่  สิบห้านาฬิกากับอีกสิบเจ็ดนาที  เอาละไปพักผ่อนได้  เราจะเริ่มออกเดินทางเวลาสิบแปดสามสิบ  โชคดีทุกคน
       หัวหน้า  “สแตนเลห์”  เดินออกจาก  “ท็อค”  พวกเราทุกคนต่างก็แยกย้ายกันพักผ่อน  เวลาผ่านไปทีละน้อยพร้อม ๆ กับท้องฟ้าค่อยๆ มืดลงตามลำดับ 
       ก่อนเวลาเดินทางเพียงห้านาที  หัวหน้าสแตนเลห์กับเพอร์กิ้น  ยืนยิ้มฟัง  พ.ท.  โกอี  ผู้บังคับบัญชากองพันทหารแม้วเคลื่อนที่เร็ว  พูดปลุกใจผู้ใต้บังคับบัญชา  ตรงบริเวณริมลำธารใกล้ทางเดินเข้าไปในหมู่บ้านเทวดา
       ผมกับสตรองแมนอยู่ในชุดพรางสีน้ำตาลสลับดำสะพายปืน  M-16  ไม่มีเครื่องหมายยศและสังกัด
        18.30 น.  หน่วยลาดตระเวนหน้าเริ่มเคลื่อนที่มุ่งสู่หมู่บ้านเทวดา  โดยทิ้งระยะให้กำลังส่วนใหญ่ติดตามไปห่างๆ อย่างเงียบกริบ 
        ท้องฟ้ามืดสนิท  การเดินทางเต็มไปด้วยความยากลำบาก  กว่าจะถึงจุดหมายปลายทางเราก็ต้องเสียเวลาล่าช้าไปกว่าปรกติถึงหนึ่งชั่วโมงเต็ม ๆ
        หัวหน้าสแตนเลห์สั่งให้ผมบอกทหารแม้วเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในป่าทึบเพื่อรอกองร้อยของ  “เพอร์กิ้น”  เข้ายึดแนวลำธารหลังหมู่บ้านเทวดา
        ผมส่งมือสังหารห้าคนเข้าไป  “ฆ่าเงียบ”  พวกยามตามจุดต่างๆ พวกมือสังหารเหล่านี้มีความสามารถพิเศษในการใช้สายตาในเวลากลางคืนมากกว่าคนธรรมดาถึง  3  เท่า
       พวกเขาปลดเป้สนามออกจากตัว  คาบมีดดาบปลายปืนเอาไว้ที่ปาก  และคลานเข้าไปในแนวของข้าศึก
      เกือบยี่สิบนาที  ทั้งห้าคนก็กลับออกมา  สองคนในกลุ่มหิ้วศีรษะอาบเลือดออกมา  พร้อมกับรายงาน
        “เรียบร้อยครับ  มียามอยู่สองคนเท่านั้น”
        พูดจบมือสังหารก็โยนศีรษะลงกับพื้นเหมือนจะย้ำคำพูดของเขาอยู่ในที
        “บิ๊กแมน  คุณสั่งให้มือสังหารเข้าไปยืนยามแทนพวกที่ถูกฆ่าเดี๋ยวนี้  ห้านาฬิกาตรง  เราจะเริ่มโจมตี”
        หัวหน้าสแตนเลห์ออกคำสั่งขึ้นมาพร้อมกับหยิบแม็กกาซีนขึ้นมาตรวจดูความเรียบร้อยอีกครั้ง 
        ทหารพรานทั้งสองคนเดินฝ่าความมืดกลับเข้าไปในภูเทวดาอีกครั้ง  ส่วนพวกผมต้องซุ่มตัวเงียบกริบอยู่ในพุ่มไม้ซึ่งชื้นแฉะและเย็นเฉียบจนปวดไขสันหลัง
       ห้านาฬิกาตรง  ทหารแม้วกล้าตายทุกคนขยับตัวลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง  และเริ่มเคลื่อนที่เข้าหาแนวข้าศึกด้วยท่าทางกระเหี้ยนกระหือ
       หัวหน้าสแตนเลห์  เอื้อมมือมาจับไหล่ผม  ผมหันไปยิ้มแห้ง ๆ  พร้อมกับไปปลดห้ามไกปืน  ความกลัวซึ่งเป็นโรคประจำตัวคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ  ชั่วครู่มันก็จะสะท้านเข้าไปจนถึงขั้วหัวใจ
       ทหารแม้วโยกย้ายกันเข้าไปในหมู่บ้านเทวดา  ซึ่งมองเห็นทะมึนอยู่แค่เอื้อม  พอได้เวลานัดหมาย  หัวหน้าสแตนเลห์ก็สั่งระดมยิงทันที
       ปืนนับร้อยกระบอกแผดเสียงสนั่นหวั่นไหว  แนวกระสุนฉีกกระท่อมที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้าขาดทะลุเป็นทาง  เสียงร้องโอดโอยฟังไม่ได้ศัพท์  เวียตกงบางคนวิ่งกระเร่อกระร่าออกมาจากกระท่อมก็เลยตกอยู่ในทางกระสุนล้มตายเหมือนกับใบไม้ร่วง
       ในขณะที่  ทหารแม้วกำลังยิงเคลียร์หมู่บ้านด้วยความมันมืออยู่นั้น  ทหารเวียตนามเหนือกลุ่มใหญ่ก็วิ่งพรวดพราดออกมาจากราวป่า  พร้อมกับกระหน่ำยิงพวกเราอย่างไม่เลี้ยง  ทหารแม้วสี่ห้าคนผงะกลิ้งกระเด็นไปคนละทางสองทางมองเห็นถนัดหูถนัดตา
       ผมกระชากสแตนเลห์ลงหมอบกับพื้นดิน  แล้วเหนี่ยวไก  M-16  พ่นกระสุนสาดเข้าใส่เป็นจักรผัน
       “M-16  อยู่ไหนโว้ย...จวกแม่มันเข้าไป”
       พ.ท. โกอี  ผบ.  พันเคลื่อนที่เร็ว  แหกปากร้องตะโกนแข่งเสียงปืนด้วยน้ำเสียงโมโหสุดขีด  ชั่วอึดใจเจ้า  ”วิหกสายฟ้า”  ก็สาดกระสุนตรึงกลุ่มเวียตนามเหนือผู้บ้าเลือดเหล่านั้นจนโงศีรษะไม่ขึ้น  แล้วแตกกระจายวิ่งหนีเอาตัวรอดอย่างไม่คิดชีวิต
       พ.ท.โกอี  กราดปืน  M-16  เข้าใส่พวกที่วิ่งหนีล้มผล็อยเหมือนกับไม้หล่นจากขั้ว  เขายิงไปหัวเราะไปเหมือนกับคนเสียจริต
       หัวหน้าสแตนเลห์จ้องฝ่าความสลัวของบรรยากาศไปที่ภาพนั้นพร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆ
       “วอร์ – คิสซึ่ม...  โรคบ้าสงคราม  ผู้พันโกอีบ้าฆ่าคน...  ดูโน่นบิ๊กแมน  ผู้พันก้มลงตัดใบหูของเวียตกงใส่กระเป๋าทำไมก็ไม่รู้”
       ประโยคสุดท้าย  หัวหน้าสแตนเลห์อุทานออกมาค่อนข้างดัง
       ครับ   เหมือนอย่างที่หัวหน้าสแตนเลห์พูดเอาไว้ไม่มีผิด  ผมเห็นผู้พันโกอีใช้มีดพลร่มตัดใบหูทั้งสองข้างจากศพเหล่านั้น  แล้วยัดใส่กระเป๋าเสื้ออย่างหน้าตาเฉย
       “ปัง”
       กระสุนนัดหนึ่งปลิวมาฉีกพื้นดินห่างจากตัวผมเพียงคืบเดียว  สแตนเลห์พลิกตัวสามสี่ทอดเข้าไปหาขอนไม้    แล้ววาดศูนย์ปืนขึ้นไปบนต้นไม้เหนี่ยวไกยิงทันที
       พอสิ้นเสียงปืน  ก็ปรากฏร่างของทหารเวียตกงร่วงลงมาจากต้นไม้  นิ่งสนิทอยู่เบื้องหน้าผมนั่นเอง 
       การต่อสู้ดำเนินไปอย่างเหี้ยมเกรียม  สามสิบนาทีต่อมา  เสียงปืนก็สงบอันเป็นที่แสดงให้เห็นว่าทหารแม้วเคลื่อนที่เร็วของผู้พันโกอี  สามารถกำชัยชนะลงอย่างเด็ดขาด
       สแตนเลห์สั่งให้ทหารแม้วค้นหาอเมริกันที่ตกเป็นเชลยศึกในทันทีทันใด  ในที่สุดครึ่งชั่วโมงต่อมาจึงพบเชลยศึกนอนหายใจรวยริน  ร่างกายผอมเหลือแต่กระดูก  ท่อนบนเปลือยเปล่า  นอนนุ่งกางเกงตัวเดียวอยู่ในกระท่อมหลังหนึ่ง  ซึ่งอยู่ห่างจากที่ปะทะกันประมาณหนึ่งร้อยเมตร
       เชลยทั้งสองอาการร่อแร่เต็มที  พวกเวียตนามเหนือทรมานด้วยการเจาะจมูกแล้วเอาเชือกร้อยไปล่ามไว้ที่โคนต้นเสา  และบาดแผลที่จมูกก็เน่าเฟะส่งกลิ่นคลุ้งไปทั่วบริเวณ
       สแตนเลห์ตัดเชือกที่ล่ามจมูกเชลยออก  แล้วเรียกหมอทหารแม้วเข้ามาปฐมพยาบาลอย่างเร่งด่วน
       “อาการหนัก... ต้องให้เลือดด่วน”
       หมอแม้วตรวจอาการพร้อมกับพูดออกมาเบาๆ
       “บิ๊กแมนส่งข่าวถึงเพอร์กิ้นว่า  เรายึดหมู่บ้านได้แล้ว  เรียกชอร์ปเปอร์มารับคนเจ็บด่วน...  อ้อ ! ช่วยบอกผู้พันโกอีให้ทหารทำลาน  “ชอร์ปเปอร์- แพด”  ให้ด้วย”
       หัวหน้าสแตนเลห์ออกคำสั่งอย่างเร็วจี๋  จนผมฟังแทบไม่ทัน  เขาต้องพูดทวนอีกครั้งผมจึงเข้าใจ
       ผมวิ่งออกจากกระท่อมที่ขังเชลยศึกก็พอดีท้องฟ้าสว่าง  เมื่อ  พ.ท.  โกอีทราบความประสงค์ของสแตนเลห์ก็เรียกทหารมาทำลานจอดชอร์ปเปอร์ทันที  ต่อจากนั้นผมก็แยกไปทางหลังหมู่บ้าน  ตลอดทางพบศพทหารเวียตนามเหนือนอนตายระเกะระกะไปหมด
       ก่อนจะถึงทางแยกเข้าลำธาร  เพอร์กิ้นก็โผล่พรวดออกมาสกัดผมเอาไว้   ประโยคแรกที่เขาเอ่ยถามผมก็คือ
       “พบทหารอเมริกันหรือเปล่า”
       “พบ  ถูกทรมานจนพูดไม่ได้  คุณช่วยติดต่อ  บก.  ที่เมืองม๊อคให้ส่งชอร์ปเปอร์มาด่วน”
       ผมกระหืดกระหอบพูดอย่างแข่งเวลา  เพอร์กิ้นก็ไม่ยอมให้เสียเวลาเช่นกัน  เขาใช้วิทยุติดต่อกับ  บก.  อยู่ๆ ชั่วครู่ก็หันมาสั่งผมห้วน ๆ
       “อีกครึ่งชั่วโมง... เครื่องบินจะมา  สัญญาณใช้สโม้คสีแดง... บอกหัวหน้าด้วย  ผมจะคุมกำลังอยู่แถวนี้”
       ผมวิ่งจี๋กลับไปหาสแตนเลห์  จิตใจเป็นห่วงเชลยศึกทั้งสองซึ่งขณะนี้ยังไม่ฟื้นจากสลบ  อาการร่อแร่หายใจช้าลงทุกที  จนมีอาการเหมือนคนใกล้จะตายเข้าไปทุกขณะ


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: winggo ที่ กันยายน 17, 2013, 11:22:04 PM

๙.
       มีเสียงระเบิดดังเซ็งแซ่ของกระสุนปืนดังสนั่นหวั่นไหวหมู่บ้านเทวดา  ผมสะดุ้งขึ้นมาสุดตัวพยายามเงี่ยหูฟัง  ประสาทหูก็ยืนยันว่าทิศทางของกระสุนไม่ผิดพลาดไปจากเดิมอย่างแน่นอน
       สแตนเลห์หันไปคว้าปืนคู่ชีพที่วางอยู่ข้างๆ ตัว  ส่วนหมอแม้วรีบเก็บเครื่องแพทย์และขวดยาใส่เป้สนามด้วยอาการรีบร้อน  หน่วยคุ้มกันที่ออกันอยู่ที่หน้ากระท่อมวิ่งปราดออกไปยืนคุมเชิงด้วยท่าทางคล่องแคล่วว่องไว
       “บิ๊กแมน  บอกให้ทหารเหล่านี้ไปบอกผู้พันโกอี  ให้แบ่งกำลังไปช่วยเพอร์กิ้น  ที่เหลือเร่งทำลานจอดชอร์ปเปอร์ให้เสร็จ”
       ยังไม่ทันจะขาดคำของสแตนเลห์  ผู้พันโกอี  นักสะสมใบหูเวียตกงก็พรวดพราดเข้ามา
       “เราถูกเวียตกงรอบโจมตี”  ผมรีบแปลเป็นภาษาอังกฤษชนิดคำต่อคำ
       “พวกมันเข้ามาทางด้านไหน”
       สแตนเลห์ขมวดคิ้วถามอย่างเคลือบแคลงใจพร้อมกับพยักหน้าให้ผมแปลเป็นภาษาแม้ว
       “กลางหมู่บ้าน”
       พ.ท. โกอี ตอบห้วน ๆ
       “เฮ้ย  พวกมันเข้ามายังไงกันวะ  ทำไมผ่านแนวเพอร์กิ้นเข้ามาได้”
       สแตนเลห์อุทานเสียงหลง  พร้อมกับออกวิ่งออกไปดู  จริงอย่างที่  พ.ท. โกอี รายงานไม่มีผิด  ผมมองเห็นทหารเวียตนามเหนือในชุดเครื่องแบบสีกากีบางๆ กำลัง ลับ ๆ ล่อ ๆ  อยู่ที่กลางหมู่บ้านเต็มพรืดไปหมด  และอีกจำนวนหนึ่งก็กำลังโผล่ขึ้นมาจากอุโมงค์ข้างต้นไม้  มองเห็นถนัดหูถนัดตา
         “อุโมงค์ใต้ดิน”
       ผมอุทานออกมาค่อนข้างดัง
     “ยึดปากอุโมงค์ให้ได้  บอก พ.ท.โกอี  ให้ย้ายปืนกล  “M.60”  ที่ตั้งอยู่ที่ปีกขวาเข้ามาประสานการยิงไปที่ปากอุโมงค์โน่น  กดหัวมันเอาไว้  อย่าให้โผล่ออกมาซักคน”
       สแตนเลห์สั่งการอย่างรวดเร็ว  ชั่วอึดใจใหญ่ๆ ปืนกลเบา  “M.60”  ทั้งสองกระบอกก็สลุตกระสุนเข้าไปที่ปากอุโมงค์  พร้อมๆ กันนั้นหน่วยกล้าตายจำนวนหนึ่งก็เริ่มออกกวาดล้างด้วยการยิงเคลียร์เข้าไปตามพุ่มไม้และสถานที่ต้องสงสัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า  จนกระทั่งเสียงปืนจากฝ่ายเวียตกงเบาบางลง
       “หยุดยิง”
       พ.ท. โกอี  ร้องตะโกนขึ้นมาสุดเสียง  ท่ามกลางความเคลือบแคลงใจของหัวหน้าสแตนเลห์ที่แสดงความไม่พึงพอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
       “ทำลายอุโมงค์ ปีกซ้ายสิบคน  ชาร์ทเข้าไปเดี๋ยวนี้ ”
       ผู้พันโกอีออกคำสั่งต่อไปอีกอย่างเฉียบขาด
       ทหารแม้วกล้าตายสิบคนปลดลูกระเบิดออกจากเข็มขัดสนาม  ดึงสลักนิรภัยทิ้ง  กำลูกระเบิดวิ่งควบจี๋เข้าไปหมอบอยู่หน้าอุโมงค์อยู่ชั่วอึดใจ  ก็โยนระเบิดทั้งสิบลูกลงไปพร้อมๆ กัน  แล้วซุกตัวหมอบอยู่กับพื้นดินนั่นเอง
       สี่วินาทีต่อมา  ก็บังเกิดเสียงฟ้าผ่าดังสะเทือนเลื่อนลั่น  ชิ้นส่วนของอวัยวะของมนุษย์ปลิวว่อนออกไปรอบทิศ  ทหารแม้วโยนระเบิดเข้าไปอีกเป็นระลอกที่สอง  แล้วยิงเคลียร์ซ้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ  ต่อจากนั้นก็สามารถยึดปากอุโมงค์เอาไว้ได้อย่างเด็ดขาด
       มีเสียงปืนดังระรัวทางลำธารด้านทิศเหนือ  อึดใจต่อมาเสียงปืนก็ดังประสานกันให้แซดไปหมด  ทั้งอาร์ก้า ทั้ง  M-16  คายกระสุนเข้าหากันเหมือนกับจะโกรธแค้นกันมาแรมปี  ผมพะว้าพะวัง  ห่วงหน้าห่วงหลัง  ก็พอดีสแตนเลห์ออกคำสั่ง
       “แบ่งคนไปช่วยสตรองแมนกับสแตนเลห์  ผมจะอยู่ทางนี้เอง”
       ผมพาทหารแม้วสองหมวดวิ่งหน้าเริดไปที่ลำธารพอถึงจุดปะทะ  ก็มองเห็นไอ้โล้นกับเพอร์กิ้นกำลังประจัญบานกับเวียตกงกลุ่มหนึ่งที่ทะลักแนวเข้ามาอย่างชนิดเลือดเข้าตา
       ทหารแม้วที่วิ่งมากับผม  กระโจนเข้าไปร่วมสงกรานต์เลือดด้วยท่าทางเมามัน  ชั่วอึดใจพวกมันก็ถอยร่นออกไปทางป่าทึบบริเวณที่เพอร์กิ้นวางกับระเบิดดักเอาไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืน  ครู่เดียวเสียงกัมปนาทเหมือนกับฟ้าถล่มก็ดังกระหึ่มขึ้น
       อา !  ดงระเบิดได้กระทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์แล้ว
       ผมถลันเข้าไปประคองสตรองแมน  แล้วถามด้วยความเป็นห่วง
       “เป็นยังไง  พรรคพวก”
       “แย่  ลูกพี่  ผมโดนที่หน้าท้อง  ช่วยเอาผ้าร่มอุดที่ปากแผลให้ผมด้วย”
       สตรองแมนกัดฟันตอบ  พร้อมกับบิดตัวด้วยความเจ็บปวด
       ผมใจหายวาบ  คลำดูบาดแผลก็รู้ว่ามันสาหัสพอดูทีเดียว  หลังจากอุดปากแผลแล้ว  ผมก็คว้าวิทยุจากเพอร์กิ้น  ติดต่อ  บก. ที่เมืองม๊อคทันที
       “แทงโก้  จาก  บิ๊กแมน  เปลี่ยน”
       “บิ๊กแมนจากแทงโก้  ได้ยินแล้ว-พรรคพวก  มีอะไรจะให้ช่วยเหลือตอบด่วน”
       พนักงานวิทยุจากเมืองม๊อค  สวนตอบมาทันควัน
       “ชอร์ปเปอร์ที่ขอมาหรือยัง”
       “ผ่านไปแล้ว  ออนเดอะเวย์”
       ผมถอนหายใจโล่งอก  วางวิทยุลง  สั่งทหารหามสตรองแมนเข้าไปในหมู่บ้าน  ซึ่งขณะนี้ลานจอดชอร์ปเปอร์เสร็จเรียบร้อยทันเวลาพอดิบพอดี
       ผมวิ่งไปหาสแตนเลห์  พร้อมกับรายงาน
       “สตรองแมนถูกยิง  เพอร์กิ้นปลอดภัย”
       สแตนเลห์ตาเหลือก  ก็พอดีได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์บินหึ่งๆ อยู่บนท้องฟ้า  เขากระซากวิทยุไปจากมือของผม  พูดติดต่อนักบินทันที
       “ฟ็อคท็อต-เซียร่า  จาก  สแตนเลห์  แลนดิ้งด่วน  มีคนไข้อาการซีเรียสหลายคน”
       “สแตนเลห์จากฟ็อคท็อต  โชว์สโม้คตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้  ด่วน”
       ผมได้ยินคำพูดของนักบินอย่างถนัดชัดเจน  ก็เลยหยิบสโม้คสีแดงขว้างผลุงลงไปที่พื้น  ชั่วอึดใจควันสีแดงก็พวยพุ่งขึ้นท้องฟ้าเป็นสาย
       ชอร์ปเปอร์บินวนเวียนอยู่ครู่หนึ่งก็ร่อนลงแตะพื้นด้วยอาการนิ่มนวล  เชลยศึกอเมริกันสองคนและสตรองแมนถูกหามขึ้นไปก่อน   ต่อจากนั้น  ชอร์ปเปอร์ก็บินขึ้น  อีกลำที่บินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้าก็ร่อนลงมารับทหารแม้วที่บาดเจ็บบินลับหายไปอย่างรวดเร็ว
       สแตนเลห์แหงนหน้าดูชอร์ปเปอร์  แล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก
       “หน้าที่ของเราดูเหมือนจะสิ้นสุดลงเพียงแค่นี้  ผมดีใจที่ได้ปฏิบัติงานร่วมกับคุณ  นอร์แมนเลือกคนให้ผมไม่มีผิด”
       สแตนเลห์ยกยอผมซึ่ง ๆหน้า  แล้วฉุดแขนผมให้นั่งพักผ่อนที่โคนต้นไม้ใกล้ ๆ ลานจอดนั่นเอง
       “คุณยังไม่ได้ทานข้าวเช้า”
       สแตนเลห์เอ่ยขึ้นมาอีก
       “ผมไม่หิว  มันเหนื่อยและหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก  ดูโน่น”
       ผมชี้ไปที่ศพเวียตกงและทหารแม้ว  ที่นอนตายกลาดเกลื่อนอยู่กลางหมู่บ้าน  แล้วพูดต่อ
       “พวกนี้ตายเพื่อใคร  หัวหน้า”
       “ก็ตายเพื่ออุดมคติการเมืองของแต่ละฝ่ายยังไงบิ๊กแมน”
       สแตนเลห์ระบายยิ้ม  พร้อมกับตอบผมอย่างอารมณ์ดี
       “ผมว่าไม่ใช่  พวกนี้ตายเพื่อสนับสนุนนายเหนือหัวของพวกมันให้ได้ครองโลกต่างหาก”
       สแตนเลห์มองหน้าผมนิ่ง  ผมเห็นได้โอกาสจึงรุกหนักทันที
       “ถ้าทั้งสองฝ่ายนี่เข้าใจกันดี  ผมว่าสงครามมันคงจะหมดไปจากผืนแผ่นดินทุกแห่งในโลก”
       “บิ๊กแมนคงจะหมายถึงลัทธิคอมมิวนิสต์กับประชาธิปไตย”
       ผมยิ้มพร้อมกับพยักหน้ารับ
       “ยาก  ไม่มีทาง  ทุกคนก็หวังผลประโยชน์ส่วนตัวกันทั้งนั้น  สงครามจะต้องบังเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ทหารจะต้องก้มหน้าก้มตาตายเพื่ออะไรต่ออะไร อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  และซักวันหนึ่งก็คงจะถึงเวลาสำหรับคุณและผมเข้าจนได้  อย่ามาเถียงกันเพราะเรื่องไร้สาระนี้อยู่เลย  ผู้พันโกอีเผาหมู่บ้านแล้ว  เราคงจะได้ถอนตัวกลับกันเสียที”
       สแตนเลห์ตัดบทการสนทนา  พร้อมกับจับแขนผมให้ลุกขึ้น
       หมู่บ้านเทวดา  กำลังถูกพระเพลิงเผาผลาญประกายไฟที่พุ่งขึ้นท้องฟ้าแตกเพี๊ยะ ๆ  เหมือนกับเสียงกราดเกรี้ยวของพยามัจจุราช  ผมเหม่อมองดูภาพดังกล่าวด้วยความรู้สึกนึกคิดที่แทบจะไม่เป็นของตัวเอง
       หลับตาลง  มองเห็นซากศพของทหารแม้วและข้าศึกถูกเผาไหม้เกรียม  ครอบครัวทางบ้านคงจะไม่มีโอกาสรู้เลยว่า  อีกไม่นานร่างของคนที่อยู่ไกลแสนไกลจะกลายเป็นตอตะโกที่จำซากไม่ได้
       คิดแล้วน่าอนาถใจ  นี่หรือที่เรียกกันอย่างไพเราะเพราะพริ้งว่า  “ตายแบบนักรบผู้กล้าตาย”
       ศักดิ์ศรีของนักรบผู้สละชีพเพื่อชาติ  ก็คือ ธงชาติคลุมหีบศพ  เสียงแตรเดี่ยวที่แว่วกังวานคือเสียงดนตรีขับกล่อมในยามนิทราชั่วนิรันดร  อีกไม่นานเกินรอเราคงจะได้พบกัน  ณ ดินแดนอันไกลโพ้น  รอก่อนสหายนักรบผู้เก่งกล้า
       พวกเราเริ่มถอนกำลังออกจากหมู่บ้านเทวดาเมื่อตอนเที่ยงวัน  เกือบหกชั่วโมงเต็มๆ พวกเราทั้งหมดจึงเดินทางมาถึงเมืองม๊อค  ผมมุดเข้าหาที่นอนหลับเป็นตาย  จนกระทั่งเช้า  มารู้สึกตัวอีกทีก็อีตอนพนักงานวิทยุเข้ามาสะกิดที่ปลายเท้า  พร้อมกับยื่นกระดาษเขียนข่าวส่งให้ผมด้วยท่าทางเกรงใจ
       “คำสั่งจากเบาวน์เดอร์  คอนโทรล  นอร์แมนให้คุณบินไปพบด่วนในเช้าวันนี้  ผมไม่อยากปลุก  แต่เห็นว่าด่วนจริงๆ ”
       ผมเอื้อมมือไปรับกระดาษเขียนข่าว ชำเรืองสายตามองดูรายชื่อตอนท้ายของผู้ส่งข่าว  แล้วจมูกของผมก็ได้กลิ่นดอลล่าห์โชยหอมหวนขึ้นมาทันที
       ครับ !  นอร์แมน  เสนาธิการโจรของ  ซี.ไอ.เอ. เจ้านายโดยตรงของผมนั่นเอง
       ผมขยำกระดาษเป็นก้อนกลมแล้วขว้างผลุงออกไปนอกบังเกอร์  ปากก็สบถไล่หลังพนักงานวิทยุออกไปอย่างฉุนเฉียว
       “ให้มันอย่างงี้ซีน่า  พรรคพวก  อั๊วขอนอนต่ออีกสามชั่วโมง  ช่วยส่งข่าวให้นอร์แมนทราบด้วย  อยากจะขอพักซักอาทิตย์  เพราะร่างกายโทรมเต็มทน”
       หัวหน้างานวิทยุหายออกไปประมาณสิบนาที  ก็พรวดพราดเข้ามาอีกครั้ง  คราวนี้เขาเสียบกระดาษลงบนแผ่นเหล็กเล็ก ๆ  และผลุนผลันกลับออกไปโดยไม่พูดอะไรซักคำ
       ผมหรี่ตามองแล้วขยับตัว  เอื้อมมือไปคว้ากระดาษเขียนข่าวขึ้นมาอ่านอย่างเนือย ๆ
       “- ถ้าสนใจเงินค่าจ้างหมื่นดอลล่าห์ละก็บินมาด่วนถ้าโนเค. จะให้คนอื่นปฏิบัติการแทน ลงชื่อ นอร์แมน”
       ประสาทของผมลุกโพลงไปทั่วตัว  เงินสองแสนบาทพร่างพรายอยู่ในห้วงความคิด  เสียงอุ่นเครื่องชอร์ปเปอร์ที่ดังกระหึ่มอยู่ข้างนอก  ทำให้ผมหันมาคว้ารองเท้าคอมแบท  หิ้วทะเร่อทะร่าวิ่งแนบเข้าไปหามันอย่างรวดเร็ว 
       ผมกระโดดขึ้นไปหอบแฮ่ก ๆ อยู่บนห้องโดยสารพนักงานประตูคนที่เคยให้ดูรูปโป๊  “ไอ้แห้ง”  ทำหน้าเหรอหรา  พร้อมกับเหลือบมองดูรองเท้าในมือผมอย่างแปลกใจ
       “เพิ่งตื่นว่ะ  พรรคพวก  อั๊วนอนหลับเพลินไปเกือบตกเครื่องบิน ไอ้ห่า  เงินตั้งหมื่นดอลล่าห์ใครไม่สนก็บ้าเต็มทีละวะ”
       ผมพูดพลางยัดตีนเข้าไปในรองเท้า ไอ้มืดฟังผมพูดไม่รู้เรื่อง  ก็เลยยักไหล่นั่งตาปรือเหม่อมองดูทัศนียภาพทางช่องหน้าต่างเหมือนกับคนหิวกัญชาไม่มีผิด
       ผมหลับตาเอนหลังลงพิงพนักเก้าอี้  ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่ผจญมาตลอดทั้งวัน  ทำให้ผมเผลอตัวหลับลงไปอีกครั้ง  รู้สึกตัวอีกทีก็อีตอนชอร์ปเปอร์ลดระดับวูบวาบเพื่อร่อนลงสนามบิน
       มิสเตอร์นอร์แมน  ยืนหัวกระบานใสเหน่งอยู่เบื้องล่าง  พอฐานสกีสัมผัสพื้น  เขาก็วิ่งก้มศีรษะเข้ามาหาผมถึงในห้องโดยสาร  เอื้อมมือเข้ามาสัมผัส พร้อมกับสั่งให้พนักงานประตูบอกให้ชอร์ปเปอร์บินขึ้นจากพื้นดินทันที
       “ไปปากเซ  คุณมีงานรออยู่ที่โน่น  “เส้นทางสีหนุ”  คือเป้าหมายในการไปทำงานของคุณ”
       ผมยิ้มแห้งๆ ในขณะที่หยิบเช็คเงินสดราคาหนึ่งหมื่นเหรียญจากนอร์แมนพับใส่กระเป๋า
       เงินถึงซะอย่างต่อให้มันท้าทายมัจจุราชขนาดไหนคนเดนตายหยั่งผมบ่เคยยั่น   พร้อมที่จะวิ่งเข้าไปหามันด้วยความลำพอง  สวัสดีครับ  ถ้ารอดตายกลับมาผมคงจะได้ฝอยกับท่านผู้อ่านอีกครั้ง....

-จบ-


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: winggo ที่ กันยายน 19, 2013, 07:46:43 PM
คอยติดตามเรื่องต่อไปใน กระตุกหางจงอาง โดย สยุมภู ทศพล นะครับ 8)


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: winggo ที่ ตุลาคม 12, 2013, 11:32:38 AM
สงครามคือความเลวร้ายและไร้ความเมตตาปรานี  ไม่มีคนแก่  ไม่มีเด็ก ไม่มีสตรี 

 มีแต่ศัตรู

ที่ไหนมีสงคราม  ที่นั่นมีแต่ความหายนะ

“สงครามเวียตนาม”

คือประวัติศาสตร์การรบนองเลือดที่ยังน่ารู้น่าศึกษา

“กระตุกหางจงอาง”

รวมเรื่องราวของสงครามหลายรูปหลายแบบ  มาเสนอแด่ท่านผู้ปรารถนาความสงบสุข

ด้วยฝีมือ  “สยุมภู  ทศพล”  ขวัญใจของท่าน

กระตุกหางจงอาง เป็นเรื่องรวม ๆ หลายเหตุการณ์ จะนำมากล่าวบางเหตุการณ์ที่น่าสนใจเท่านั้นครับ 
ศึกทะเลทรายที่ โอกาเดน  อยู่ในหนังสือบางตอนของ  “กระตุกหางจงอาง” จะตัดมาเพียงบางเรื่องเท่านั้นนะครับ
ขอบคุณเจ้าของผลงาน  สยุมภู ทศพล   
และสำนักพิมพ์  ธนาบรรณากิจ

      .......... ทะเลทรายโอกาเดน  ดินแดนส่วนหนึ่งทางภาคตะวันออกของเอธิโอเปีย  ซึ่งมีลักษณะคล้ายเขาวัวยื่นเข้าไปในโซมาเลีย  ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ริมฝั่งมหาสมุทรอินเดีย  และอ่าวเอเดนดินแดนดังกล่าวนี้  ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดการปะทะกัน  ระหว่างสองประเทศและเป็นบ่อเกิดปัญหาการแทรกแซงจากชาติมหาอำนาจ  ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามใหญ่ในที่สุด
       มูลเหตุพื้นฐานที่ทำให้ดินแดนโอกาเดน  กลายเป็นสมรภูมิแห่งใหม่นั้น  เริ่มมาจากชาวพื้นเมืองซึ่งเรียกตนเองว่า   “เอริเทรียน”  ได้ทำการจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลเอธิโอเปียอย่างรุนแรงด้วยการรบแบบกองโจรแบ่งแยกดินแดนและสนับสนุนทางด้านกำลังอาวุธ  เงินทุนตลอดจนสถานที่พักพิงหรือฝึกอาวุธให้แก่กองโจรเอริเทรียนก็คือโซมาเลีย  ประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนใกล้ชิดกับเอธิโอเปียนั่นเอง

       ปัญหาการแบ่งแยกดินแดนที่เอธิโอเปีย  ประสบอยู่นี้มิใช่จะเพิ่งเกิดขึ้น  หากแต่มีกันมาช้านานหลายชั่วอายุคนเพราะชาวเอริเทรียน  มีความผูกพันทางด้านเชื้อสายกับโซมาเลียมาตั้งแต่อดีต  และมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า  ที่จะปลดปล่อยชนชาติของตนให้เป็นอิสระ  ส่วนโซมาเลียเองก็มีความปรารถนาที่จะได้โอกาเดนกลับคืน  หลังจากที่ถูกเอธิโอเปียแย่งชิงไปตั้งแต่สมัยศตวรรษที่  15

       เมื่อการรบระหว่างเอธิโอเปีย  กับกองโจรเอริเทรียน ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น  ทหารโซมาเลียก็เข้าร่วมทำการต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกกองโจรอย่างเปิดเผย  จุดยุทธศาสตร์สำคัญในโอกาเดนหลายแห่งถูกฝ่ายโซมาเลียยึดครอง  ซึ่งถ้าหากเอธิโอเปียยังคงปล่อยให้สถานการณ์ทรุดหนักต่อไปเช่นนั้น  ก็หมายความว่า  ดินแดนโอกาเดนทั้งหมดของตน  จะต้องถูกเปลี่ยนอธิปไตรอย่างแน่นอน

       ราวกลางเดือนสิงหาคมปี  1977  กำลังทหารอากาศของโซมาเลีย  ได้เข้าโจมตีสนับสนุนกองทหารภาคพื้นดินที่เมืองไดร์ดาวา  ของเอธิโอเปียอย่างหนัก  กระสุนปืน ค.  และปืนใหญ่  ตลอดจนลูกระเบิดจากเครื่องบินรบ  ถูกกระหน่ำเข้าใส่ตัวเมืองทำให้สิ่งก่อสร้างสถานที่ทำการรัฐบาลและสนามบินทางทหารพินาศย่อยยับใช้การไม่ได้  แต่หลังจากที่ฝ่ายเอธิโอเปียโจมตีตอบโต้กลับไปกองโจรเอริเทรียนและทหารโซมาเลียต้องถอยร่นห่างไปจากตัวเมืองไดร์ดาวาราว  8  ไมล์  พร้อมกับสูญเสียรถถังไปหลายคัน

       นับตั้งแต่โซมาเลีย  ได้ส่งทหารเข้าร่วมรบกับกองโจรเอริเทรียนในยุทธภูมิโอกาเดน  เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม ปี 1977  ฝ่ายตนสามารถยึดเมืองโกตต์เดอบรา  เดฮาร์  เวอร์เดอร์  เดกาฮ์บู  จิจิก้า  และฮาร์เรอร์  เอาไว้ได้แต่ถึงกระนั้น  กองทหารเอธิโอเปียก็ยังคงยึดที่มั่นอันแห้งแล้งนอกเมืองเหล่านั้น  เพื่อต่อสู้กับผู้รุกรานต่อไปพร้อมกับประกาศว่าสามารถยิงเครื่องบินมิกของโซมาเลียตกถึง  17  เครื่อง  และได้นำหลักฐานชิ้นส่วนจากซากเครื่องบินที่มีเครื่องหมายดาวสีน้ำเงิน  ของโซมาเลียมาแสดงต่อผู้สื่อข่าว

       แม้ว่าทหารเอธิโอเปียกำลังทำการสู้รบอย่างเข้มแข็งแต่การป้องกันประเทศกำลังประสบภาวะปั่นป่วน  เนื่องจากอยู่ในระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อ  ในการเลิกใช้อาวุธของสหรัฐ  และหันมาใช้อาวุธของรัสเซีย  มีการระดมพลครั้งยิ่งใหญ่ทั่วประเทศ  เพื่อรับมือกับโซมาเลีย  ทหารอาสาสมัครทั้งหมดได้รับการฝึกฝนจากที่ปรึกษาทางทหารของเกาหลีเหนืออย่างรวดเร็ว  ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนและเมื่อปีที่แล้วรัฐบาลมาร์กซิสต์  ของพันโท  เมงกิสตูไฮเล  เมเรียม ได้ขับไล่ที่ปรึกษาทางทหารของสหรัฐออกนอกประเทศ  แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ฝากชะตากรรมของประเทศไว้กับรัสเซีย

       ขั้นแรกของการช่วยเหลือทางด้านการทหารรัสเซียทำสัญญาส่งมอบอาวุธให้กับเอธิโอเปีย  คิวบาส่งที่ปรึกษาทางการแพทย์  110  คน กับครูฝึกทหารอีก  50  คน เข้ามาช่วย  แต่เมื่อสถานการณ์ทางด้านชายแดนทรุดหนัก  ที่ประชุมสภาทหารเดอร์กูของ เอธิโอเปียจึงได้มีมติยอมรับความช่วยเหลือทางด้านกำลังทหารจากคิวบา  และรัสเซีย ทั้งนี้เพราะทหารประจำการของตนยังขาดความชำนิชำนาญในด้านการใช้อาวุธ  และส่วนมากก็เป็นทหารใหม่ที่อยู่ในระหว่างการฝึก

       การเกี่ยวข้องในสงครามโอดาเดนของมอสโคว์-ฮาวานา  มีทีท่าว่าจะเพิ่มมากขึ้นหลังจากการพบปะระหว่างประธานาธิบดีเลโอนิดเบรสเนฟของรัสเซีย  กับราอูล คาสโตร  รัฐมนตรีกลาโหมคิวบา  เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์  ในกรุงฮาวานานครหลวงของคิวบา  ทหารกองเกินจำนวนมาก  ต่างมารายงานตัวกันแน่นขนัดเพื่อสมัครการเข้าร่วมรบในเอธิโอเปียจากนั้นเรือโดยสารรัสเซีย  2  ลำ  ได้เดินทางมายังฮาวานาแล้วบรรทุกทหารคิวบา  3000-5000  คน  ไปส่งที่อาร์เซบ  เมืองท่าชายทะเลของเอธิโอเปีย

      ก่อนหน้านั้นหนึ่งเดือน  เรือรัสเซีย  2  ลำ ได้บรรทุกกองทหารคิวบาออกจากแองโกลาภายใต้การคุ้มกันจากกองเรือทะเลแดง  ของรัสเซียตามความต้องการอันรีบด่วน  ที่จะให้กองทหารคิวบาเข้าสกัดกั้นการรุกของโซมาเลีย  แต่ในการลำเลียงครั้งนี้ถูกติดตามเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดของกองเรือสหรัฐ ฯ  อยู่ตลอดเวลา  นอกเหนือจากนั้นเรือบรรทุกเครื่องบินของฝรั่งเศสก็ได้ลอยลำอยู่ที่ชายฝั่งทะเลจิบูติ  และพร้อมที่จะขนย้ายกองทหารฝรั่งเศษซึ่งยังคงหลงเหลือ  ถ้าหากว่าสงครามโอกาเดนจะแผ่ขยายเข้าไปในจิบูติดินแดนในอาณัติของตน

       เมื่อคิวบากับรัสเซียให้ความช่วยเหลือทางด้านอาวุธและกำลังพลอย่างเห็นได้ชัด  ประธานาธิบดีไซแอด  บารี่แห่งโซมาเลีย  จึงต้องร้องขอความช่วยเหลือทางทหารจากฝ่ายตะวันตก  พร้อมกับกล่าวหาว่ารัสเซีย  และคิวบามีแผ่นทำสงครามในโอกาเดน  โดยอาศัยการติดตามคลื่นการโจมตีของเอธิโอเปียมายังใจกลางโซมาเลียเพื่อยึดที่มั่นและฐานทัพเรือที่เบอร์เบร่าชายฝั่งทะเลแดง

       ประธานาธิบดีไซแอด บารี่  ได้มีคำสั่งให้นักการทูตของตน  พยายามติดต่อขอความช่วยเหลือจากฝรั่งเศส  การประชุมลับได้ถูกจัดให้มีขึ้นในลอนดอนปารีส  โรมและแมดริดหลังจากนั้นไม่นาน  เฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธได้ถูกส่งจากบริษัท  เบลล์  ออกัสต้า  ในอิตาลีไปยังโซมาเลียโดยผ่านกรุงแมดดริก  ภายใต้การดำเนินงานของเอฟ. อินเตอร์เนชั่นแนล  ตัวแทนค้าอาวุธในสเปน  พร้อมกันนั้นเจ้าหน้าที่ทางด้านทหารของสเปน  2  นาย  ยังถูกส่งไปยังโซมาเลียอีกด้วย


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: winggo ที่ ตุลาคม 13, 2013, 08:07:25 PM
       สำหรับนักบินประจำเฮลิคอปเตอร์  บริษัทในอังกฤษแห่งหนึ่ง  ซึ่งมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับฝรั่งเศสเป็นพิเศษ  ได้ถูกขอร้องให้ส่งทหารอเมริกันที่มีประสบการณ์จากสงครามมาทำหน้าที่บังคับเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธดังกล่าว  และเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  ทหารนอกประจำการอเมริกัน  4  คนแรกจึงเดินทางไปโซมาเลียโดยได้รับเงินเดือนอย่างงาม

       แหล่งที่มาของความช่วยเหลือทางด้านการทหาร  โซมาเลียในปัจจุบัน  ยากที่จะกำหนดลงไปได้เพราะมีทั้งเงินช่วยเหลือจากอิหร่าน  ซาอุดิอาระเบีย เยอรมันตะวันตกปืนต่อสู้อากาศยาน  และนักบินจากปากีสถาน อาวุธเบาจากฝรั่งเศส  และกลุ่มอาหรับฝ่ายขวาอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ทันสมัยจากสวิสต์เซอร์แลนด์  แต่อย่างไรก็ดี  อาวุธส่วนใหญ่ของโซมาเลียก็ยังคงเป็นของรัสเซีย  (เมื่อสมัยยังมีสัมพันธ์ทางทูตกันอยู่)

       นอกจากนี้  อิหร่านยังได้ให้คำมั่นสัญญากับไซแอด  บารี่  ผู้นำโซมาเลียว่า  ถ้ากองทัพเอธิโอเปียข้ามพรมแดนเข้ามา  ตนจะส่งกำลังยานเกาะ  2  กองพันจากอียิปต์มาทางอากาศ  และอิตาลีจะส่งกำลังทหารมาเสริมถ้าจำเป็น  แต่เพื่อมิให้กระทบกระเทือนถึงสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับรัสเซีย  กลุ่มประเทศผู้สนับสนุนโซมาเลียต่างเสนอให้ไซแอด  บารี่  ถอนทหารกลับมาก่อนที่จะเกิดสงครามใหญ่ขึ้นมาอย่างจริงจัง

       ต้นเดือนกุมภาพันธ์  1978  หลังจากที่ส่งอาวุธมูลค่านับพันล้านมายัง เอธิโอเปีย  เรียบร้อยแล้ว  กองกำลังรัสเซีย-คิวบา ภายใต้การนำของนายพล   วาสีลี อิวาโนวิช  เพทรอป  ได้เข้าโจมตีกำลังส่วนใหญ่ของโซมาเลีย  ที่เมืองฮาร์เรอร์  กับไดเร  ดาวา  เพื่อเคลียร์พื้นที่ไว้ให้กองกำลังทหารเอธิโอเปีย  และบีบทหารโซมาเลียให้เข้าไปรวมกำลังที่เมือง  จิจิก้า  เพื่อทำลายให้พินาศในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย

       นายพลเพทรอป  ตั้งมั่นอยู่รอบๆ เขาอาร์มารีแล้วใช้ทหารคิวบาโจมตีก่อกวนล่อทหารโซมาเลียให้ติดตามไปทางตะวันตก  จากนั้นเขาก็สั่งให้ทหารคิวบาและรถถัง  ที-62  จำนวน  90  คัน  เข้าโอบล้อมบริเวณด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเทือกเขาเอาไว้  การเคลื่อนกำลังเป็นไปด้วยความยากลำบาก  เนื่องจากฝนตกหนัก  แต่เมื่อท้องฟ้าแจ่มใส  เพทรอป  ก็ได้ใช้เฮลิคอปเตอร์  Mi-6  ซึ่งสามารถยกน้ำหนักได้ถึง  15  ตัน  ลำเลียงทหาร  เชื้อเพลิงตลอดจนกระสุนจำนวนมหาศาลรวมทั้งรถถัง  PT-76  หนัก  14  ตัน  ไปยังบริเวณที่ราบสูงตะวันตกเฉียงเหนือ  ของจิจิก้า

       ปลายเดือนกุมภาพันธ์  เมื่อกองกำลังทั้งสองรวมตัวกันได้  ทุกสิ่งก็พร้อมสำหรับการทำสงครามขั้นแตกหักกองทัพผสมรัสเซีย-คิวบามุ่งหน้าสู่จิจิก้าภายใต้การคุ้มครองของปืนใหญ่  และเข้าโจมตีทางอากาศ  (ฝ่ายโซมาเลียนับได้ถึง  130  ครั้ง)   ด้วยเครื่องบินขับไล่ มิก 21  และ  มิก  23  ขณะเดียวกันทหารกองพลน้อยยานเกาะของคิวบาก็มุ่งตรงไปยังถนนสำคัญ  เข้าโจมตีช่องแคบ  คารามาดา  ที่มั่นแห่งสุดท้าย  ซึ่งอยู่ระหว่างฮาร์เรอร์กับจิจิก้า
       ทหารโซมาเลีย  5  กองพลน้อย  ทำการต่อสู้อย่างเข้มแข็งกล้าหาญ  แต่เนื่องจากพวกเขา  มีรถถังอยู่เพียงไม่กี่คัน  ไม่มีที่กำบังภัยทางอากาศ  และขาดแคลนกระสุน  ทำให้ตนต้องตกเป็นเป้านิ่งไปในที่สุด

       การต้านทานมีอยู่เพียง  3  วัน  และพอถึงวันที่  4  กองทหารโซมาเลียก็แตกพ่าย  ผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตมีจำนวนนับพัน  เป็นผลให้การสู้รบต้องสิ้นสุดลง  รถถังคิวบาเคลื่อนกำลังเข้าสู่จิจิก้า  และกลับออกมาอย่างรวดเร็วโดยมุ่งหน้าไปทางตะวันตก  และทางใต้เพื่อติดตามกองทัพโซมาเลียที่แตกพ่าย  ส่วนเบื้องหลังของพวกเขาทหารเอธิโอเปีย  2  กองพลก็เริ่มการกวาดล้างศัตรูอย่างดุเดือด  และไม่กี่วันต่อมาพื้นที่ส่วนใหญ่ของดินแดนส่วนใหญ่ของโอกาเดน  ก็กลับคืนมาอยู่ในปกครองของเอธิโอเปียอีกครั้งหนึ่ง

       เมื่อข่าวการพ่ายแพ้มาถึงโมกาดิชู  เมืองหลวงของโซมาเลียไซแอด  บารี่ต้องรีบเปิดประชุม  24  ชั่วโมงกับคณะกรรมการกลางของเขา  เพื่อพิจารณาสถานการณ์ของโซมาเลีย  ซึ่งมีทางเลือกน้อยมาก  และในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะเลิกสงคราม  โดยปล่อยให้กองโจรเอริเทรียนเผชิญกับการกวาดล้างตามลำพัง

       แต่เพื่อมิให้เป็นการเสื่อมเสียเกียรติ  ไซแอด บารี่ จึงได้แถลงการณ์ว่า  การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตอบสนองข้อเสนอ  แหลมฮอร์นแห่งอัฟริกาสิ้นสุดโดยสันติ  และเรียกร้องให้ถอนกำลังทหารต่างชาติทั้งหมดออกจากบริเวณดังกล่าว

       ประธานาธิบดี  จิมมี่  คาร์เตอร์  แสดงความยินดีต่อการตัดสินใจของ  ไซแอด  บารี่  ในครั้งนี่ส่วนนายอนาโตลี  โดบรินิน  ทูตรัสเซียประจำสหรัฐกล่าวว่า  “มอสโคว์”  จะลดกำลังทหารในเอธิโอเปีย  และยอมรับผู้สังเกตการณ์หรือกองกำลังทหารชาติเป็นกลางให้เข้าไปในโอกาเดน  เพื่อป้องกันการล้างแค้นต่อชาวโซมาเลีย  กับจะถอนทหารคิวบา  ที่ปรึกษาชาวรัสเซีย  12,000  คน  ออกจากเอธิโอเปียโดยเร็วที่สุด

       นักการทูตที่สนับสนุนฝ่ายตะวันตกหลายคนแสดงความวิตกว่า  เมื่อสงครามโอกาเดนสิ้นสุดลงรัสเซียและคิวบาอาจจะเข้าหาเป้าหมายใหม่ในแอฟริกาต่อไป  นักการทูตอียิปต์คนหนึ่งกล่าวว่า  “ถ้าวันนี้คือโอกาเดน  พรุ่งนี้ก็คงจะเป็นแซมเบีย  หรือโรดิเซีย”

       “ชาวคิวบา  ผู้มีชื่อเสียงในการหลั่งเลือดไม่ว่าที่ใดและเวลาใด  เพื่อสาเหตุที่ยุติธรรมพวกเขากำลังต่อสู้ยืนหยัดเคียงข้างกองทัพของเราในแนวหน้า”  พันโท  เม็งกิสตู  โฮเล  มาเรียม ผู้นำเอธิโอเปียประกาศอย่างชื่นชมต่อประชาชนของเขา  ความพ่ายแพ้ของโซมาเลีย  ทำให้ชื่อเสียงของทหารคิวบาเด่นดัง  ในบรรดาชาติอาฟริกา  แต่ก็มีหลายชาติประณามว่า  “คิวบากำลังจะเป็นทหารรับจ้างแห่งศตวรรษที่  20”

       ทหารคิวบาจำนวน  12,000 ในเอธิโอเปียทำหน้าที่  ขับรถถัง  เครื่องบินรบ  และเป็นที่ปรึกษาประจำหน่วยทหารราบในสงครามโอกาเดน  กองทหารเหล่านี้  เป็นส่วนหนึ่งของกองทหารคิวบาทั้งหมดในอาฟริกา  ซึ่งมีจำนวนถึง  40,000  คน ส่วนผู้บัญชาการทหารคิวบาใน  เอธิโอเปีย  คือ  พลเอกอาร์นัลโด  โอโชอา  วัย  40  ปี  ผู้เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารคิวบา ในแองโกล่า  ผู้ถูกกล่าวขวัญว่าเหี้ยมเอาการคนหนึ่ง

       ในการรบแต่ละครั้ง  คิวบาสูญเสียทหารเพียงเล็กน้อย  จำนวนทหารที่เสียชีวิต  ในการต่อสู้ระหว่าง  2  ปี  ครั้งที่เริ่มในแองโกล่า  และเอธิโอเปีย  อาจน้อยกว่า  1,000  คน  มีผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารหลายคนสงสัยว่า  ทำไมยอดการสูญเสียของคิวบาถึงได้ต่ำอย่างนั้นทั้งๆที่กองโจรเอริเทรียนเป็นชนเผ่าที่ชำนาญภูมิประเทศแถบโอกาเดนมากกว่า

       ข้อเคลือบแคลงสงสัยดังกล่าวจะหมดไปเมื่อผู้บังคับการทหารโซมาเลีย  คนหนึ่งซึ่งผ่านการรบอย่างโชกโชน ในโอกาเดนกล่าวถึงสิ่งที่ตนพบมาว่า  “ขณะรถถังรัสเซีย 80  คัน  บุกทะลวงแนวต้านทานของเราที่  จิจิก้า ข้าพเจ้าได้ยินเสียงสั่งการเป็นภาษาคิวบาในเครื่องรับวิทยุ  และเมื่อทหารโซมาเลียทำลายรถถังคันหนึ่งด้วยปืน  บาซูก้ารถถังคันอื่น ๆ ก็จะวิ่งเข้ามาห้อมล้อมในเวลาเดียวกัน  เฮลิคอปเตอร์ก็จะมาช่วยพลขับให้ปลอดภัย  และทราบภายหลังว่าพวกเขาเหล่านั้นได้รับคำสั่งให้หลีกเลี่ยงการถูกจับกุม หรือทำการต่อสู้โดยปราศจากกองคุ้มกัน”

       สงครามโอกาเดนเป็นสงครามเต็มขั้นครั้งใหม่ที่สุดของทวีปอาฟริกา  ที่แสดงให้เห็นถึงการแทรกแซงปัญหาระหว่างประเทศ  โดยชาติต่างๆ อย่างเปิดเผยทั้งทางตรงและทางอ้อม  เพื่อรักษาดุลอำนาจและแก่งแย่งกันมีอิทธิพลเหนือดินแดนแถบนี้  จะยังมีต่อไปไม่ช้าก็เร็วเนื่องจากมันเป็นจุดยุทธศาสตร์เหนือทะเลแดงปากทางเข้าสู่คลองสุเอซ  ดังนั้นมันจึงเป็นไปไม่ได้ที่อำนาจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะยอมปล่อยจากมือไปง่ายๆ  และสุดท้ายสงครามก็จะเริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  อย่างแน่นอนที่สุดและเมื่อถึงเวลานั้นเราก็จะนำข่าวคืบหน้ามาเสนอให้ท่านทราบอีกครั้งหนึ่ง


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: winggo ที่ ตุลาคม 14, 2013, 07:40:33 PM
วีรกรรมจงอางศึก

       ศึกเวียตนามซึ่งยืดเยื้อมานานนับปี  กำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น  รัฐบาลเวียตนามใต้ได้ส่งสาส์นวิงวอนขอความช่วยเหลือไปยังมิตรประเทศทั้งหลาย  และประเทศไทยซึ่งมีสัมพันธ์อันดีกับเวียตนามใต้มาแล้วช้านาน  ก็ได้รับสารนั้นด้วยเช่นกัน 

       โดยที่รัฐบาลไทยในขณะนั้นตระหนักดีว่า  ถ้าหากคอมมิวนิสต์มีชัยชนะ ในสงครามเวียตนามเมื่อใด   ลาวและเขมรซึ่งมีพรมแดนใกล้ชิดติดกันกับไทยก็จะต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพล  ของฝ่ายคอมมิวนิสต์ไปด้วยเมื่อนั้น  และนั่นย่อมหมายความว่าประเทศไทย  จะถูกคุกคามเป็นรายต่อไป

       ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ประเทศไทย  ไม่อาจนิ่งนอนใจในความพินาศของเพื่อนบ้านได้  ดังนั้นหลังจากที่ได้รับการขอร้องจากสหรัฐ ฯ และเวียตนามใต้ รัฐบาลไทย  จึงมีมติให้ส่งทหารฝ่ายรบอาสาสมัครไปช่วยรบในเวียตนามใต้ตามคำขอร้อง  โดยมอบหมายให้กองทัพบกเป็นผู้รับสมัคร  และคัดเลือกทหารอาสาฯ พร้อมกับทำการฝึกวิชาการยุทธวิธีสงครามนอกแบบ เป็นเวลา  3  เดือนแล้วจึงส่งไปยังเวียตนาม

       วันที่  19  กันยายน  2510   ทหารไทยรุ่นแรกภายใต้ชื่อว่ากรมทหารอาสาสมัคร  หน่วยจงอางศึก  (Queen’s Cobra)   จำนวน  2,200  คนซึ่งมี  พ.อ.สนั่น  ยุทธสารประสิทธิ์  เป็นผู้บังคับการกรมฯ   ได้เดินทางออกจากประเทศไทยและถึงท่าเรือนิวปอร์ต  ไซ่ง่อน  เมื่อวันที่  22  กันยายน  จากนั้นจึงได้เข้าประจำการเป็นกองกำลังสมทบในบังคับบัญชาของกองพลทหารราบที่  9  แห่งกองทัพสหรัฐ ฯ  ซึ่งตั้งกองบังคับการอยู่ที่ค่าย  “แบร์แคท”  (Bearcat)  ห่างจากไซ่ง่อนไปทางตะวันออกประมาณ  30  กม. 

       ต่อมากองพลทหารราบที่  9  ได้มอบหมายภารกิจให้กรมทหารอาสาสมัครออกปฏิบัติการในเขตพื้นที่  รับผิดชอบของกองพลฯ  ในเขตอำเภอโนนทรัคจังหวัดเบียนหัว  โดยมีหน้าที่ค้นหาและทำลายที่ตั้งฐานปฏิบัติการของฝ่ายเวียตกง ที่ตำบลฟุคโถ  ซึ่งในการนี้หน่วยจงอางศึกกองร้อยอาวุธเบาที่  1  ได้ออกไป  ตั้งฐานปฏิบัติการในเขตอิทธิพลของเวียตกง  ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้ขุมเสบียง  และคลังอาวุธที่ผ่านเวียตกงหวงแหนมาก ทั้งยังไม่เคยมีกองกำลังทหารใดๆ มาประจำการในแถบนี้มาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว

       บริเวณที่ตั้งฐานปฏิบัติการของกองร้อย  อาวุธเบาที่หนึ่ง  อยู่ในสวนอันร่มรื่น  มีถนนสายที่  319  ชื่อสมเกียรติ  ตัดผ่านทางด้านทิศตะวันตกเป็นกอไผ่อันหนาทึบ  จึงถูกใช้เป็นกำบังธรรมชาติให้กับที่ตั้งกองบังคับการกองร้อยได้เป็นอย่างดี

       ทุกๆ วันจะมีชาวบ้านแถบนั้นเดินทางเข้าออกผ่านฐาน ฯ ไปมา  ซึ่งโดยมากจะมีแต่ผู้หญิงเด็กและคนชราสำหรับบรรดาชายฉกรรจ์นั้นกลับไม่เคยปรากฏกายให้เห็น  เพราะพวกนี้ต่างพากันเข้าป่าเพื่อฝึกอาวุธกับเวียตกงกันหมด  และหลังจากการปะทะกันครั้งหลังสุด ทหารไทยยึดเอกสารแผนผังแสดงที่ตั้งภายในฐานปฏิบัติการกองร้อยอาวุธเบาที่  1  ได้จากพลพรรคเวียตกงคนหนึ่ง   หลักฐานอันนี้แสดงว่าเด็กผู้หญิงและคนชราที่เคยเดินเข้าออกผ่านฐานปฏิบัติการของไทยบ่อยๆ นั้น  ได้ทำจารกรรมเข้าให้แล้วและเมื่อได้รับรายงาน  พ.ต. ยุทธนา  แย้มพันธ์  ผบ. กองร้อยมิได้นิ่งนอนใจ  แต่กลับเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

        คืนวันที่  29  ธันวาคม  2510  เวลา  22.00  น. ทุกสิ่งภายในฐานปฏิบัติการยังคงดำเนินไปอย่างปกติ  เหมือนกับทุกคืนที่ผ่านมา...ฉับพลันนั้นแสงจ้า  ราวกับกลางวันจากพลุแฟร์ขนาด 10,000  แรงเทียนที่วางดักไว้ได้สว่างขึ้น และท่ามกลางแสงอันเจิดจ้านั้นร่างมนุษย์เปลือยท่อนบน  นุ่งกางเกงขาสั้นหูรูดสีดำเพียงตัวเดียว  ทั้งยังสะพายกระสุนและระเบิดมือรุงรังกำลังวิ่งมุ่งหน้า  เข้าสู่แนวรั้วลวดหนามชั้นนอก  มือทั้งสองโอบอุ้มระเบิดเคลย์โมเพื่อหมายทำลายรั้วลวดหนามที่ขวางหน้า

       เวียตกงบุก...เสียงตะโกน   ของยามรักษาการณ์ด้านตะวันออกเฉียงเหนือดังขึ้น  ติดตามด้วยเสียงปืนคำรามถี่ยิบ  ร่างของหน่วยกล้าตายเวียตกงทรุดฮวบลงตรงนั้น

       ทหารไทยรู้ตัวเสียแล้ว  แผนการจู่โจมแบบสายฟ้าแลบจำต้องถูกระงับ    พวกเวียตกงเปลี่ยนแผนใหม่โดยใช้ ปืน ค. ขนาด  60  และ  82  มม. ระดมยิงเข้ามายังฐานปฏิบัติการของไทยอย่างหนักทุกทิศ  ทำให้ทหารไทยต้องเก็บตัวเงียบอยู่ในบังเกอร์และเตรียมพร้อมรับมือขั้นแตกหัก 

       ชั่วโมงเศษผ่านไป...พวกเวียตกงนับร้อย  ได้เข้าประชิดแนวรบทุกด้าน  พร้อมกับพลุแฟร์สว่างวาบขึ้นอีก  ครั้งกองหน้าเวียตกงแบกไม้กระดานพาดกับรั้วลวดหนามและปืนข้ามเข้ามาอย่างเนืองแน่น   เสียงตะโกนโห่ร้องข่มขวัญเป็นภาษาญวนดังเซ็งแซ่รอบๆ ฐานฯ  เสียงกึกก้อกถี่ยิบจากปืนทุกกระบอกที่กระหน่ำเข้าใส่กันดังสนั่นคละเคล้าไปกับเสียงระเบิดสอดแทรกด้วยเสียงครวญครางของผู้ได้รับบาดเจ็บ  ผสมผเสปนเปไปกับเสียงสั่งการของฝ่ายไทยและเวียตกงดังสับสนทั่วยุทธบริเวณ

       ในการโจมตีครั้งนี้  ฝ่ายเวียตกงทำการรบอย่างเจนศึก  เพราะเป็นทหารประจำการเวียตนามเหนือ  กรมผสมที่  274  จำนวน  1  กองพัน  และมีกองโจรเวียตกงท้องถิ่น  เข้าร่วมรบด้วยอีก  1  กองร้อย  ยุทธวิธีจู่โจมแบบกองโจรถูกนำมาใช้กับทหารไทย  อย่างฮึกเหิมมั่นใจปืนไรเฟิลอัตโนมัติ  AK-47  (อาก้า)   จากรัสเซียสาดกระสุนเข้าใส่ทหารไทย  ที่ตั้งมั่นอยู่ในบังเกอร์โดยไม่ขาดระยะ  ระเบิดมือชนิดต่อด้ามที่ทำในจีนแดงถูกขว้างเข้าใส่ลูกแล้วลูกเล่า  เวียตกงหลายคนระดมยิงที่มั่นของฝ่ายไทยด้วยจรวดอาร์พีจี  (RPG-Rocker  Power Gun)  อันมีอานุภาพในการทำลายล้างสูง

       ขณะนั้น  พ.ต.  ยุทธนา  ซึ่งทำการรบอยู่ในที่ทำการกองร้อยได้รับรายงานจากหมวดปืนเล็กที่  1  รักษาแนวรบด้านทิศใต้ทางวิทยุว่า  “กำลังเวียตกงส่วนใหญ่เจาะแนวเข้ามาถึงหลุมบุคคลแล้ว...เปลี่ยน”   และในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น  วิทยุจากหมวดปืนเล็กที่  2  รักษาการด้านตะวันตกเฉียงเหนือรายงานเข้ามาบ้าง

       “เวียตกงบุกเข้ามาถึงแนวแล้ว.....ขณะนี้กำลังรบขั้นประชิดตัว....เปลี่ยน”

       สถานการณ์กำลังตกอยู่ในที่คับขัน  มองไปทางไหนก็พบแต่พวกเวียตกงวิ่งถือปืนยิงกราดเต็มไปหมดการติดต่อกับกองบังคับการกรมฯ  เกิดขัดข้องเสาอากาศวิทยุถูกสะเก็ดระเบิดตัดขาด  พลวิทยุต้องคลานกลับไปเอาอะไหล่จากคลังพัสดุ  การรบกำลังชุลมุนทุกด้าน  พวกเวียตกงแย่งกันข้ามแนวเข้ามาในฐานปฏิบัติการอย่างไม่กลัวตาย  มือข้างหนึ่งขว้างระเบิดนำทางและกราดกระสุนตามถี่ยิบ

       ในขณะนั้นแนวรบทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือตกอยู่ในภาวะคับขันที่สุด  เพราะเวียตกงกำหนดให้เป็นทางเข้าสู่ตัวฐานฯ  และทุ่มพลเข้าโจมตีอย่างบ้าเลือด  กองกำลังฝ่ายไทยที่ทำหน้าที่รักษาแนวด้านนี้คือ  หมวดปืนเล็กที่สอง  แต่เนื่องจากทหารหน่วย  17  นาย  ถูกส่งออกไปทำการลาดตระเวนเมื่อตอนค่ำดังนั้นจึงต้องนำพล ฯ ขับและสูทกรรม  (พ่อครัว)  มาเสริมกำลังทดแทน

       ครั้นเมื่อเวียตกงบุกผ่านแนวต้านทานเข้ามาได้  ทหารไทยมิได้รอช้า  ทุกคนออกจากบังเกอร์ปราดเข้าตะลุมบอนทันที  นิ้วเหนี่ยวไกลั่นกระสุนออกไปอย่างไม่นับเป็นการเบิกทางขณะวิ่งเข้าหาข้าศึก  พอได้ระยะประชิดตัว  ดาบปลายปืนถูกแทงตรงไปข้างหน้าตามยุทธวิธีพื้นฐาน  ตามด้วยการแทงสูงแทงต่ำ  ทั้งงัดและเสยเป็นชุด  แต่พวกเวียตกงก็ร่ำเรียนวิธีการรบขั้นประชิดตัวมาแบบเดียวกันกับเรา  ดังนั้นนักรบไทยจึงต้องใช้ศิลปะประจำชาติเข้าช่วยนั่นคือ  มวยไทย ทำเอาพวกเวียตกงตั้งตัวไม่ติด


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: winggo ที่ ตุลาคม 15, 2013, 10:25:51 PM

ส.ท. มนูญ  โคตรพงษ์  ซึ่งผละจากก้นครัวทิ้งตะหลิวมาจับปืนเสริมกำลังทางด้านนี้  ได้เข้าตะลุมบอลกับข้าศึกโดยไม่คิดชีวิต  เข้ากอดรัดฟัดเหวี่ยงกับเวียตกงคนหนึ่งที่พยายามแย่งปืน  M-16  จากเขา  และกว่าจะเก็บเวียตกงคนนั้นได้ก็เล่นเอาเหงื่อตก  พอเผลอตัวขึ้นสูงหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อย  กระสุนอาก้าของพวกเวียตกงที่หนุนเนื่องตามมาก็เจาะร่าง  ส.ท.  มนูญ  ล้มฟุบลงขาดใจอยู่ ณ  ที่นั้น

       บรรดาทหารไทยหมวดปืนเล็กที่  2  พยายามตรึงกำลังเวียตกงไว้ได้  แต่เวียตกงบางกลุ่มที่เจาะแนวตามเข้ามากลับพุ่งเข้าใส่หมวดปืนเล็กที่  3  ซึ่งประจำแนวรบด้านตะวันออกเฉียงเหนือ  เพื่อโจมตีตลบหลัง    แบ่งแยกและทำลายตามยุทธวิธีของตน

       ทันใดนั้น  ร.ท. วิชัย  ขันติรัตน์  ผบ. หมวดโผล่พรวดออกมาจากบังเกอร์  พลางกราดปืนเข้าใส่เวียตกง  6  คนแรกที่วิ่งนำหน้าล้มผล็อยดุจใบไม้ร่วง  แต่อีกคนรอดไปได้และวิ่งเข้าหาอย่างรวดเร็วในขณะ  ร.ท. วิชัย  กำลังเปลี่ยนแม็กฯ  บรรจุลูกปืน  พอดีกับที่  จ.ส.อ. ประยูร  พุฒจำรูญ  หันมาเห็นเข้าจึงยิงอย่างไม่นับ  เวียตกงคนนั้นหงายหลังกลับไปตามแรกปะทะของกระสุนตายสนิท   จากนั้นก็เบนปากกระบอกปืนไปยังเวียตกงที่เหลือ  พร้อมกับลั่นกระสุนทำให้พวกเวียตกงที่วิ่งตามกันมาหยุดและชะงักหันหลังกลับ  แต่ก็ไปไม่รอดเพราะทุกคนต่างพบจุดจบที่แนวหลุมบุคคลนั่นเอง

       ส่วนแนวรบด้านทิศเหนือ  ซึ่งมีถนนสมเกียรติตัดผ่านนั้นถูกโจมตีด้วยเหมือนกัน  หน่วยปืนกลเบาของหมวดที่  3  กำลังเผชิญหน้ากับเวียตกงกลุ่มใหญ่ที่พยายามทำลายลังปืนกลด้วยระเบิดมือและอาร์พีจี  แต่ถูกระดมยิงและต้านทานอย่างทรหด  ส.อ.  ชัย  ดาวจันอัด  ผบ. หมู่ปืนกลเบาโดนสะเก็ดระเบิดอย่างจัง ข้อเท้าขาดกระเด็น  ถึงกระนั้นทหารไทยที่ทำหน้าที่คุ้มครองรังปืน ฯ กลับไม่มีใครเสียขวัญ  ทุกคนยังคงส่วยปืนเข้าใส่พวกเวียตกงอย่างไม่หยุดยั้ง

       พ.ต. ยุทธนา  ผู้พันใจเด็ดบัญชาการรบด้วยสติปัญญา  จนสุดความสามารถเพื่อรักษาฐานปฏิบัติการ  และชีวิตของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา  เสียงรายงานทางวิทยุจากแนวรบทุกด้านที่ส่งเข้ามานั้นเหมือนกันหมดคือ  เวียตกงบุกเข้ามาในฐานปฏิบัติการได้แล้ว  ดังนั้นผู้การยุทธนาจึงสั่งให้  ร.ท.  กัมพล  ผลผดุง  ผู้ตรวจการณ์หน้าฯ  วิทยุขอการยิงสนับสนุนจากปืนใหญ่  บก. กรมฯ  โดยด่วน  แต่ พ.ต.วุฒิศิริ  ได้วิทยุตอบมาว่าฐานปืนใหญ่ที่นั่นกำลังถูกเวียตกงโจมตีด้วยปืน ค.   อย่างหนักอยู่ในขณะนี้  และไม่สามารถยิงสนับสนุนตามที่ขอมาได้

       การที่ฐานปืนใหญ่ถูกโจมตีนี้แสดงว่าฝ่ายเวียตกงรู้เท่าทันแผนยุทธวิธีของเรา และวางกำลังสกัดกั้นการช่วยเหลือสนับสนุนเอาไว้เรียบร้อย  โดยการทุ่มพลโจมตีฐานปืนใหญ่เหล่านั้นด้วยปืน ค.  และจรวดอาร์พีจีเพราะรู้ดีว่าทันทีที่เกิดการปะทะกันขึ้น  หน่วยปืนใหญ่ที่ใกล้ที่สุด  จะได้รับวิทยุการยิงสนับสนุนอย่างแน่นอน  จากเหตุผลดังกล่าวทำให้ความหวังที่จะได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยปืนใหญ่  จะต้องเป็นหมันไปโดยปริยาย

       การสู้รบอันดุเดือดยังคงดำเนินติดพัน  จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร  ทหารไทยจากแนวป้องกันส่วนหน้าวิ่งกลับมาเอากระสุนเพิ่มเติม  โดยตะโกนบอกให้พวกแนวหลังรู้ว่าตนไม่ใช่เวียตกง....   ขณะที่  ส.อ.  แสวง  พรสวัสดิ์  ผบ. หมวดประจำแนวรบด้านตะวันออกซึ่งกระโดดลงมาสั่งการรบนอกบังเกอร์  เพื่อความคล่องตัวได้ถูกระเบิดรุนแรงแขนขาดห้องรุ่งริ่ง  แต่ยังพยายามสั่งการให้สู้ต่อไปจนสามารถยันพวกเวียตกงเอาไว้ได้  พลทหารโท  คำแถลง  เกิดบ้าเลือดขึ้นมาเมื่อเห็น  ผบ.  หมวดของตนได้รับบาดเจ็บ  เขาใช้ปืนไล่ยิงพวกเวียตกงเอาดื้อ ๆ อย่างลืมตาย  กระสุนนัดหนึ่งตัดนิ้วของเขาขาดกระเด็น  ทำให้ความเคียดแค้นทวีเพิ่มมากขึ้นพวกเวียตกงเสียขวัญทิ้งปืนวิ่งหนี  ร.ท. กัมพล  ผู้ตรวจการณ์หน้าฯ  ผู้ร่วมรบอยู่ด้วยต้องวิ่งเข้าไปลากตัวกลับมาเพราะกลัวว่า  พลทหารโทจะปีนรั้วลวดหนาม  ออกไปสู้กับเวียตกงข้างนอก

       ในขณะนั้นที่ทหารทุกคนในฐานปฏิบัติการกำลังห้ำหั่นกับพวกเวียตกงอยู่นั้น  ทหารลาดตระเวนของหมวดปืนเล็กที่  2  ซึ่งถูกส่งออกไปเมื่อตอนค่ำนั้นยังอยู่ข้างนอก  ผู้พันยุทธนารีบวิทยุให้ตีฝ่าแนวล้อมกลับมาที่ฐาน ฯ  โดยด่วน  จ.ส.อ. สงัด   ไทยรัฐเทวินทร์  ผบ.  หมวดลาดตระเวนตอบมาว่า  “กำลังหาทางอยู่...ข้างนอกมีเวียตกงเต็มไปหมด”

       พอขาดคำ  เสียงหวีดหวิวเสียดอากาศก็ดังขึ้นติดตามด้วยเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว  พื้นดินสะเทือนยวบ.... ปืนใหญ่ขนาด  105  ม.ม.  จาก บก.  กรมฯ  เริ่มทำการยิงแล้ว  ทหารไทยในที่นั้นต่างพากันโห่ร้องด้วยความดีใจเสียงระเบิดดังติดต่อกันหลายนัด  เปลวระเบิดปรากฏขึ้น รอบๆ ฐานปฏิบัติการจากนั้นเครื่องบิน  C-47  ก็ส่งเสียงกระหึ่มก้องมาในอากาศพลุส่องแสงถูกทิ้งลงมาทำให้บริเวณนั้นสว่างจ้าราวกับกลางวันพร้อมกับระดมยิงพวกเวียตกงด้วยปืนมินิกันขนาด  7.62  มม. รวม  3  กระบอกที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบินลงมาดังห่าฝนต่อมาเครื่องบินรบสนับสนุนภาคพื้นดินของสหรัฐ ฯ ได้เข้าโจมตีขับไล่ด้วยอีกแรงหนึ่ง  กระสุนปืนและจรวดเป็นจำนวนมาก  ถูกกระหน่ำใส่เวียตกงที่อยู่เบื้องล่างอย่างรุนแรง

       จ.ส.อ. สงัด  ผบ.  หมวดลาดตระเวนวิทยุแจ้งมายังกองร้อย ฯ  ให้ทราบว่า  กำลังเจาะแนวล้อมเข้ามาแล้ว  ขอให้ระงับการยิงทางด้านนี้ชั่วคราว  ซึ่งในการนี้ผู้พันยุทธนา  ได้สั่งให้  ร.ท. กัมพล  แจ้งไปยังหน่วยปืนใหญ่ทราบโดยเร็วและส่งให้  ส.ท. โอคอนแนล  เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยติดตามแจ้งไปยังหน่วยปืนใหญ่อื่นๆ ตลอดจนเครื่องบินรบสหรัฐ ฯ  ทุกลำให้ทราบด้วยเช่นกัน

         ทันทีที่ปืนใหญ่ด้านนั้นเงียบเสียงลง  จ่าสงัดจึงได้นำทหารใต้บังคับบัญชาทั้ง  16  นาย  ทำการระดมยิงพวกเวียตกง  ที่กำลังถอยร่นมาจากแนวรบอย่างเผาขน ทำให้เวียตกงซึ่งบอบช้ำจากการถูกโจมตีต้องแตกกระจายไปอย่างไม่เป็นขบวน  ในที่สุดจ่าสงัดก็สามารถนำทหารของตนกลับถึงฐานปฏิบัติการได้โดยปลอดภัยทุกคน  และเมื่อรายงานตัวเสร็จเรียบร้อยก็รับคำสั่งจากผู้พันยุทธนา  ให้กลับไปรับผิดชอบในแนวป้องกันด้านตะวันตกเฉียงเหนือตามเดิม

       ท่ามกลางห่ากระสุนและสะเก็ดระเบิด.........เหล่าพยาบาลทุกหน่วยต่างทำหน้าที่  ด้วยความยากลำบากพวกเขาต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปรับผู้บาดเจ็บมารวมกันในบังเกอร์พยาบาลชั่วคราว  เมื่อรอให้เฮลิคอปเตอร์มารับ  ระหว่างนั้น  ส.อ.แสวง ผบ.  หมวดแนวป้องกันด้านตะวันออกได้ขอร้องให้พยาบาลช่วยตัดแขนของตนโดยไม่ต้องวางยาสลบ

       ทางกองบังคับการกรมฯ  วิทยุมายังฐานปฏิบัติการกองร้อยอาวุธเบาที่  1  ให้จัดการเตรียมลานจอดสำหรับเฮลิคอปเตอร์พยาบาล  แต่  พ.อ.  ยุทธนา  ได้ตัดสินใจสั่งให้เฮลิคอปเตอร์  ที่จะมารับผู้บาดเจ็บบินวนเวียนอยู่ก่อน  เพราะถ้าขืนลงมาตอนนี้อาจถูกเวียตกงโจมตีเอาได้

       เวลา  01.00  น.  เสียงปืนและเสียงครวญครางของคนเจ็บดังก้องระงม  กระสุนปืนใหญ่ยังคงระเบิดอยู่ตลอดเวลาตำบลที่กระสุนตกนั้นอยู่ในบริเวณรั้วลวดหนามชั้นนอกสุดของแนวป้องกันซึ่งมีระยะห่างจากแนวป้องกันชั้นในเพียง  50  เมตรเท่านั้น  เสียงกึกก้องดังกัมปนาทและอานุภาพอันรุนแรงของมัน  ทำให้ทหารไทยที่อยู่ในฐานปฏิบัติการแทบจะทนไม่ได้

       เวลา  03.00  น.  ฝ่ายเวียตกงเริ่มอ่อนกำลังและทำการถอนตัวออกจากแนวรบ  เสียงปืนค่อยซาลงเฮลิคอปเตอร์ได้รับสัญญาณให้นำเครื่องร่อนลงได้  จากนั้น  ผู้พันยุทธนา  จึงสั่งให้รถสายพานลำเลียงพล  2  คัน  ออกติดตามโจมตีบดขยี้พวกเวียตกงให้สิ้นซาก  พร้อมกับวิทยุขอให้หน่วยปืนใหญ่ระดมยิงดักหน้าตามแนวชายป่าเพื่อสกัดกั้นการล่าถอยของข้าศึกอีกด้วย

       เวลา  04.00  น.  ผ่านไป  การสู้รบเริ่มเบาบางลงรถสายพาน ฯ  ทั้ง  2  คัน  ได้รับคำสั่งให้กลับคืนสู่ที่ตั้ง  ส่วนทหารทุกคนที่ทำหน้าที่รักษาแนวป้องกันยังคงระดมยิงต่อไปตลอดเวลา  เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายเวียตกงเข้ามาเก็บศพของพวกตนกลับไปได้

       เช้าวันรุ่งขึ้น  ไม่มีวี่แววการโจมตีระลอกสองจากเวียตกง  ดังนั้นทหารไทยจึงออกสำรวจความเสียหายและเคลียร์พื้นที่ผลปรากฏว่า  พบเวียตกงตายอยู่บริเวณฐานปฏิบัติการ  10  ศพ  กับมีรอยเลือดจำนวนมากมายหยดเป็นทางแสดงถึงการลากเอาศพกลับไป  และเมื่อตรวจมาถึงบริเวณนอกรั้วลวดหนามก็พบอีก  57  ศพ  (ภายหลังสำรวจพบว่า    พวกเวียตกงได้ลากเอาพรรคพวกของตนไปฝังรวมกัน  ณ  ที่ซึ่งไม่ห่างไกลจากฐานปฏิบัติการเท่าใดนักกว่า  100  ศพ)  จับเป็นเชลย  ซึ่งถูกยิงบาดเจ็บสาหัสได้  2  คน กับยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ได้อีกมากมายเช่น  เครื่องยิงจรวด  อาร์พีจี  2  และอาร์พีจี  7 .  ปืนไรเฟิลอัตโนมัติ  AK-47  ปืนเบาแคลร์. ปืนกลหนักเอลลิสขนาด  12.7  มม.  ชนิดมีล้อและขาหยั่งในตัว  ปืน ค.  เปอร์ซี่ขนาด  60  และ  82  มม.  จรวดเคียท.  ระเบิดมือชนิดต่อด้ามและกระสุนปืนอีกเป็นจำนวนมาก....ส่วนฝ่ายไทยเสียชีวิตเพียง  6  คน  (2  คน  ในจำนวนนี้เสียชีวิตที่ฐานปืนใหญ่และถูกเวียตกงโจมตี)  และบาดเจ็บสาหัส  8  คน

       การต่อสู้อย่างกล้าหาญของทหารไทย   ในครั้งนี้ทำให้บรรดาชาติพันธมิตรอื่นๆ ในเวียตนามใต้ต่างพากันตื่นตะลึง  และยกย่องชมเชยอย่างมากมาย  เช้าวันนั้น พ.ต. สนั่น  ยุทธสารประสิทธิ์  ผู้บังคับการกรมผสมอาสาสมัคร  ได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนเป็นรายแรก  ต่อมา  พลตรียศ  เทพหัสดินทร์ ณ อยุธยา   ผู้บังคับการกองกำลังทหารไทยในเวียตนาม  พลตรียอร์ช  จี.  โอคอนเนอร์  ผู้บังคับการกองพลทหารราบที่  9  ของสหรัฐ ฯ  และนายพล  วิลเลียม ซี. เวสต์มอร์แลนด์  ผู้บังคับการทหารสหรัฐ ฯ  ในเวียตนาม  ตลอดจนผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์  และโทรทัศน์อีกเป็นจำนวนมากได้มาเยี่ยมเยียนพร้อมทั้งตรวจผลการรบในครั้งนี้ด้วย

       หลังจากนั้น  นายพล เวสต์มอร์แลนด์  ได้ส่งหนังสือชมเชยการปฏิบัติงานของทหารไทยหน่วยจงอางศึกมาอย่างเป็นทางการพร้อมกับกล่าวว่า  การรบครั้งนี้เป็นวีรกรรมที่อาจหาญ  และทำลายประวัติการณ์ของสงครามนอกแบบในช่วงระยะเวลา  7  ปีที่ผ่านมา

       และเนื่องจากกรมทหาร  อาสาสมัคร  จงอางศึกนั้นขึ้นตรงต่อ  สมเด็จพระนางเจ้า ฯ  พระบรมราชินีนาถ  ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับการพิเศษด้วยเหตุนี้  พลตรียศ  จึงได้บินด่วนกลับมายังประเทศไทย  เพื่อเข้าทูลเกล้าถวายรายงานในวีรกรรม    ของเหล่าทหารจงอางศึกให้ทรงทราบโดยละเอียดและอัญเชิญพระราชดำรัสชมเชยการปฏิบัติงานครั้งนี้กลับไปยังทหารหาญ  ของพระองค์โดยถ้วนหน้ากันซึ่งยังความ  ปลาบปลื้มปีติในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

       สำหรับศพของวีรบุรุษทั้ง  6  คนนั้น  ทางรัฐบาลไทยได้จัดทำพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติที่สุด  โดยมีนายกรัฐมนตรี  นายทหารชั้นผู้ใหญ่  ตลอดจนบรรดาคณะทูตานุทูตต่างพากันไปรอรับศพ    โดยพร้อมเพรียงกัน  ณ  สนามบินดอนเมือง  จากนั้นจึงได้นำศพของเหล่าวีรบุรุษมายังวัดโสมนัสวิหาร  เพื่อรอรับการพระราชทานเพลิงศพต่อไป  (ขออนุญาต ไม่ลงชื่อ ยศ ผู้เสียชีวิตครับ)
       การประกอบวีรกรรม  ของทหารไทยหน่วยจงอางศึก  ณ สมรภูมิฟุคโถ.  สาธารณรัฐเวียตนามครั้งนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์แสดงถึงความกล้าหาญ  ของชนชาติไทยให้ปรากฏชัดแก่ชาวโลกเห็นว่า  แม้ชาติไทยจะได้รับสมญานามว่า  “ดินแดนแห่งรอยยิ้ม”  แต่สายเลือดแห่งความเป็นนักรบอันสืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษนั้นมิได้น้อยไปกว่ารอยยิ้มนั้นเลยแม้แต่น้อย

จบครับ  :)


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: teerapon m ที่ พฤศจิกายน 17, 2013, 08:22:35 PM
ไม่มีต่อแล้วหรือครับ กำลังสนุก :D :D


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: opairforce ที่ พฤศจิกายน 19, 2013, 04:41:17 PM
สนุกดีครับ
 :) ;) :)


หัวข้อ: Re: ด่านนรก โดย สยุมภู ทศพล
เริ่มหัวข้อโดย: kiti30 ที่ มกราคม 20, 2014, 03:21:53 PM
ชอบครับ