ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ตุลาคม 21, 2014, 03:45:03 PM
หน้าแรก หน้าแรก chatroom ช่วยเหลือ ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
พ่อค้ารับรอง
สนใจติดต่อ PM
พ่อค้ารับรอง
สนใจติดต่อ PM


+  THAIAIRSOFT.GUN :
|-+  นิตยสาร บทความ และหัวข้อที่อยู่ในความสนใจของชาว BB GUN
| |-+  บทความน่าสนใจ (ผู้ดูแล: RbungA+)
| | |-+  ปืนเล็กยาวตระกูลเอ็ม 16
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ปืนเล็กยาวตระกูลเอ็ม 16  (อ่าน 8419 ครั้ง)
adminplay
Administrator
นายสิบ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 232

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 12 : Exp 32%
HP: 0.9%



อีเมล์
« เมื่อ: มิถุนายน 18, 2007, 11:57:58 PM »

ปืนเล็กยาวตระกูลเอ็ม 16

   เอ็ม 16 คือนามเรียกขานสำหรับปืนเล็กยาวที่ใช้งานอยู่ในกองทัพทุกเหล่าของสหรัฐฯ    ถูกพัฒนามาจากปืนเออาร์-15 ของอาร์มาไลต์  มันคือปืนเล็กยาวจู่โจมที่ใช้กระสุนมาตรฐานนาโตขนาดหน้าตัด 5.56 ม.ม.  เป็นอาวุธประจำกายของทหารราบแห่งกองทัพบกสหรัฐฯมาตั้งแต่ปี 1967  ถูกใช้ในประเทศกลุ่มนาโตทั้ง 15 ประเทศ   และเป็นปืนเล็กยาวในขนาดหัวกระสุนนี้ที่ถูกผลิตออกมามากที่สุด



   แม้ว่าจะมีปัญหาในช่วงแรกๆ   แต่ในที่สุดเอ็ม 16 ก็พัฒนาตัวเองมาสู่อาวุธที่มีความเที่ยงตรงสูงที่สุดแบบหนึ่ง    เริ่มแรกโคลท์  และฟาบรีค  นาซิอ็องนาลเป็นผู้ผลิต   รวมทั้งมีการแตกแบบและรุ่นออกไปมากมายทั่วโลก    ในแบบยิงด้วยระบบกึ่งอัตโนมัติคือเออาร์-15 นั้น  นับว่าเป็นปืนเล็กยาวเพื่อสันทนาการยอดนิยมในสหรัฐฯ     สำหรับเอ็ม 16 เอ 2   สามารถยิงได้สองระบบ  ทั้งแบบกึ่งอัตโนมัติที่ยิงกระสุนออกไปตามจำนวนครั้งที่เหนี่ยวไก  หรือแบบยิงควบทีละสามนัดซึ่งจะปล่อยกระสุนออกไปทีละสามนัดในการเหนี่ยวไกครั้งเดียว     โดยที่การเลือกลักษณะการยิงจะกระทำได้ด้วยการเลื่อนคันบังคับการยิงข้างโครงปืนทางด้านซ้าย  มีให้เลือกทั้งตำแหน่งห้ามไก(safe),กึ่งอัตโนมัติ(semi) และอัตโนมัติ(auto)



   ปืนในตระกูลนี้ถูกพัฒนาตามแนวทางที่กองทัพบกสหรัฐฯกำหนดเมื่อทศวรรษ 1950   ซึ่งแล้วเสร็จและถูกนำไปทดสอบในสนามรบจริงของเวียดนามเมื่อทศวรรษ 1960    และถูกนำเข้าประจำการในปี 1964 โดยกองทัพอากาศสหรัฐฯในนามเรียกขานว่า เอ็ม16    ต่อมาอีกสามปี เมื่อมันได้ถูกดัดแปลงแก้ไขส่วนบกพร่องแล้ว  กองทัพบกจึงนำเข้าประจำการในปี 1967 ด้วยนามเรียกขานว่า เอ็ม 16 เอ 1   ในระหว่างนั้นก็ยังมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ปืนตระกูลนี้ดีขึ้นระหว่างการใช้งาน
 


   เอ็ม 16 เอ 1 ยังประจำการอยู่จนถึงทศวรรษ 1980  แล้วจึงถูกแทนที่ด้วยเอ็ม 16 เอ 2   เอ็ม 16 เอ 3นั้นคล้ายคลึงกับรุ่นเอ 2 แต่สามารถยิงแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบได้  และเอ็ม 16 เอ 4 ก็คือเอ็ม 16 เอ 2 นั่นเอง  แต่ที่ด้านบนไม่มีหูหิ้วและแทนที่ด้วยรางสำหรับติดอุปกรณ์ประกอบการรบได้หลากหลาย     ส่วนเอ็ม 16 เอ 1 รุ่นที่ประกอบกับขาทรายนั้น  ได้ถูกแทนที่ด้วยปืนกลรุ่นเอ็ม 249 ในฐานะปืนกลประจำหมู่ ในระหว่างทศวรรษ 1980   ทั้งเอ็ม 16 เอ 2 และเอ็ม 249 ต่างก็ใช้กระสุนมาตรฐานนาโตเช่นกัน และมีเกลียวลำกล้องแตกต่างไปจากเอ็ม 16 รุ่นแรกๆ คือเอ็ม 16 และเอ็ม 16 เอ 1    และในช่วงทศวรรษ 1990 จนถึงปัจจุบันนี้  ปืนในตระกูลเอ็ม 16 ทั้งหมดต่างก็ถูกแทนที่โดยเอ็ม 4 คาร์บีน  ซึ่งพัฒนามาจากเอ็ม 16 ดั้งเดิม





ความเป็นมาของปืนในตระกูล เอ็ม 16
โครงการ”ซัลโว”

      กองทัพบกสหรัฐฯได้จัดตั้งสำนักวิจัยปฏิบัติการ(Operations Research Office (ORO)ขึ้น บริหารงานโดยพลเรือน   มีรูปแบบคล้ายคลึงกับสำนักวิจัยปฏิบัติการของอังกฤษ   ผลงานชิ้นแรกของสำนักนี้นับแต่ตั้งขึ้นมาก็คือการดำเนินโครงการ”แอลแคลด”(ALCLAD)  เพื่อศึกษาเกราะกันกระสุน   และสรุปได้ว่าจะต้องรู้ให้ได้ว่าทหารได้รับบาดเจ็บอย่างไรในสนามรบ  เพื่อจะได้วางแนวทางเสนอแนะต่อหน่วยเหนือได้อย่างถูกต้อง   

   รายงานการบาดเจ็บจากสนามรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 จำนวนสามล้านรายงาน   ได้ถูกนำมาวิเคราะห์   หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี  โครงการนี้ก็ได้เสนอรายงานถึงสิ่งที่ค้นพบต่อหน่วยเหนือ

   ผลสรุปเบื้องต้นก็คือ    การต่อสู้ส่วนใหญ่ของทหารต่อทหารจะเกิดในระยะประชิด    ในสงครามแบบเคลื่อนที่เร็วเช่นนี้    หน่วยรบมักจะเผชิญหน้ากับข้าศึกแบบฉับพลันอยู่บ่อยๆ  และผู้มีกำลังยิงสูง  ใช้อาวุธดีกว่าก็จะชนะเกือบทุกครั้งที่ปะทะ   ที่พบในรายงานอีกประการหนึ่งก็คือ   โอกาสจะถูกยิงในการสู้รบนั้นไม่แน่นอน  ซึ่งก็คือการเล็งได้อย่างแม่นยำจะสร้างความแตกต่างได้น้อยมาก    เพราะเป้าหมายไม่ได้อยู่นิ่งๆ    ตัวชี้บ่งที่ง่ายที่สุดสำหรับเป้าหมายที่ถูกทำลาย   ก็คือจำนวนทั้งหมดของกระสุนที่ถูกยิง



   ข้อสรุปนี้ทำให้เข้าใจได้ว่าทหารราบจะต้องใช้ปืนเล็กยาวอัตโนมัติ  หรืออาวุธที่มีการทำงานแบบเดียวกัน  เพื่อเพิ่มอัตราการยิงกระสุน  แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ตาม  มันก็ยังเห็นได้ชัดอีกว่าอาวุธประเภทนี้ต้องใช้กระสุนมาก   ดังนั้น  ถ้าทหารจะเอากระสุนติดตัวเข้าสู่สนามรบให้มากๆ  เขาก็ต้องใช้ปืนน้ำหนักเบาเป็นส่วนที่ชดเชยกัน



   ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง  ปืนเล็กยาวที่มีใช้อยู่แต่ก่อนจึงไม่เข้ากับคุณลักษณะใหม่ที่ปรากฎในการสู้รบยุคปัจจุบัน   แม้จะปรากฎว่าปืนรุ่น ที44 ใหม่(เป็นรุ่นก่อน เอ็ม 14)สามารถเพิ่มอัตราการยิงกระสุนได้  แต่กระสุนที่น้ำหนักมากของมันก็เป็นปัญหา  ยิ่งกว่านั้นก็คือทั้งน้ำหนักและความยาวของปืนทำให้มันไม่เหมาะสำหรับการต่อสู้ระยะประชิด  ซึ่งอาวุธเล็กและเบากว่าจะได้เปรียบ



   ความพยายามสร้างอาวุธให้ทั้งเบาและกระทัดรัดนี้อยู่ในความสนใจของเรอเน  สตัดเลอร์   ผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายวิจัยอาวุธเบา    เขารู้สึกขัดเคืองใจเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานพลเรือนกำลังเข้ามารุกล้ำในขอบข่ายการทำงานของตัวเอง     และเริ่มพยายามจะสนับสนุนการพัฒนากระสุนแรงสูงสำหรับปืนรุ่น ที 25  อันเป็นรุ่นที่บริษัทอาวุธสปริงฟีลด์  อาร์เมอรี่พัฒนาขึ้นมาแข่งกับที 44  ในที่สุด   เขาจึงขอให้สนามทดสอบอาวุธอาเบอร์ดีนส่งรายงานของอาวุธใช้กระสุนขนาดเล็กกว่ามาให้

   แผนการณ์นี้ต้องถูกยับยั้งไว้  เพื่อหัวหน้าทีมวิจัยคือโดแนลด์  ฮอลค้นพบว่ากระสุนขนาด .22 มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกับกระสุนขนาดใหญ่กว่าในทุกสถานการณ์สู้รบ    ยิงกระสุนได้ถี่กว่า  รวมทั้งมีแรงสะท้อนถอยหลัง(รีคอยล์)น้อย  จึงมีแนวโน้มว่าอาวุธใช้กระสุนขนาดนี้น่าจะสร้างความเสียหายให้กับข้าศึกได้มากกว่า  ผู้ร่วมทีมของเขา โดยเฉพาะวิลเลียม  ซี. เดวิส  จูเนียร์  และจี.เอ.   กุสตาฟสัน  ซึ่งได้เริ่มการทดลองขึ้นหลายครั้งกับกระสุน .224 นิ้ว(5.69 ม.ม.)  แต่ในปี 1955 คำขอเพื่อวิจัยให้ลึกลงไปอีกกลับถูกรัฐบาลปฏิเสธ

   การศึกษาครั้งใหม่คือโครงการ”ซัลโว”  จึงถูกตั้งขึ้นเพื่อศึกษาหาแบบสำหรับอาวุธใหม่ที่จะนำมาใช้กับสภาพการสู้รบที่เป็นจริง      ระยะเวลาของโครงการคือระหว่างปี 1953   และ 1957 แบ่งออกเป็นสองช่วง     สิ่งที่โครงการซัลโซเสนอก็คือ   ปืนที่ยิงกระสุนสี่นัดเข้าเป้ากว้าง 20 นิ้ว(หรือประมาณครึ่งเมตร)     จะมีโอกาสถูกเป้ามากกว่าอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติเดิมที่มีประจำการอยู่แล้ว

   ในโครงการซัลโวช่วงที่ 2      อาวุธต้นแบบสำหรับทดลองหลายแบบถูกนำมาทดสอบ   เออร์วิน  บาร์แห่งบริษัทเอเอไอ(AAI) ได้นำเอาปืนเล็กยาวยิงลูกปรายมาทดสอบ       เริ่มต้นด้วยการใช้ปลอกกระสุนลูกซอง   จนมาถึงปืนกระสุนลูกปราย    ส่วนของวินเชสเตอร์และสปริงฟีลด์   ก็เสนออาวุธแบบหลายลำกล้อง  ในขณะที่แบบของ ORO เองก็คือปืนใช้กระสุนขนาด .22 ,.25 และขนาด .27  บรรจุเอาไว้ในปลอกกระสุนขนาด .308 หรือ .30-06

ยูจีน  สโตเนอร์



   ในขณะที่การทดสอบปืน ที 44 ยังดำเนินไป    บริษัทฟาบรีค  นาซิอ็องนาล ซึ่งเข้าแข่งขันผ่านทางบริษัทอเมริกันชื่อแฮริงตัน แอน์ ริชาร์ดสัน ก็ได้ส่งปืนเล็กยาวเอฟเอ็น  เอฟเอแอลเข้าทดสอบในรหัสว่าที48  แม้จะเป็นเช่นนี้ก็ตาม  ดูเหมือนว่าการทดสอบที่กระทำกับที 44 จะได้ผลสรุปเป็นที่น่าพอใจแล้ว  ปืนรุ่นนี้จึงถูกคัดเลือกให้เป็นปืนเล็กยาวแบบใหม่ของกองทัพบก

   แต่มันก็ยังไม่ได้เข้าประจำการจนกระทั่งปืนรุ่นใหม่ล่าสุดถูกนำมาทดสอบ    ในปี 1954  เมื่อยูจีน  สโตเนอร์และบริษัทอาร์มาไลต์ซึ่งตั้งขึ้นใหม่ได้พัฒนาปืนเออาร์-10 ขึ้น  เมื่อเทียบกับที 44 และปืนประเภทเดียวกันจะพบว่ามันมีความแตกต่างอันโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด   เมื่อปืนที 44 ยังใช้ไม้เป็นพานท้าย  และสร้างด้วยเหล็กกล้าทั้งกระบอก    แต่อาร์มาไลต์กลับใช้ปืนสร้างด้วยโลหะผสม(อัลลอยส์)เข้าทดสอบ   พร้อมกับความมั่นใจของสโตเนอร์ว่าจะเอาชนะคู่แข่งอื่นๆได้

   แบบปืนของสโตเนอร์ค่อนข้างจะแหวกแนว  ด้วยการใช้ลำกล้องเป็นโลหะผสม   ภายในลำกล้องประกอบด้วยชั้นบางๆของเหล็กกล้าซึ่งถูกคว้านเป็นเกลียวลำกล้อง   วางตัวอยู่ชั้นในของลำกล้องด้านนอกซึ่งเป็นอลูมินัม  อัลลอย เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง  ส่วนโครงปืนถูกสร้างจากอลูมินัมแทนที่จะใช้เหล็กกล้า  แล้วให้ส่วนในของลำกล้องยื่นเลยออกมาถึงรังเพลิงและโครงปืนอันเป็นที่อยู่ของลูกเลื่อน   เพื่อให้เหล็กกล้าและเหล็กกล้าล็อคตัวเข้าด้วยกัน    ในส่วนของลูกเลื่อนก็ทำงานด้วยแรงดันแก๊ซซึ่งยิงออกมาจากทางด้านหน้าของลำกล้อง   ตรงสู่เพลาลูกเบี้ยวในลูกเลื่อนในโครงปืน   อันเป็นวิธีการตรงกันข้ามกับวิธีปฏิบัติการเดิมที่ใช้ท่อนเหล็กยาวเพื่อขับดันลูกเลื่อน    ส่วนประกอบอื่นทั้งหมด(พานท้ายและด้าม) สร้างด้วยพลาสติกแทนไม้   แม้แต่ปลอกลดแสงปลายกระบอกก็ผลิตจากไททาเนียม

   ในขณะที่รูปพรรณสันฐานโดยทั่วไปของปืนค่อนข้างล้ำสมัย   แต่ก็มีศูนย์ปืนที่ถูกออกแบบง่ายๆด้วยการวางตัวอยู่บนลำกล้อง  ใช้ส่วนโค้งของพานท้ายเพื่อลดแรงสะท้อนถอยหลังมาสู่หัวไหล่    แต่ปืนก็ยังยกตัวขึ้นอยู่ดีเมื่อยิง  จนทำให้ยากแก่การควบคุม  ทางออกของสโตเนอร์ก็คือสร้างลำกล้องให้วางตัวในแนวเดียวกับพานท้ายเสียเลย  ให้อยู่ใต้ระดับสายตา  แล้วแก้ปัญหาการเล็งด้วยการติดตั้งศูนย์ยกตัว  และให้ปลายหูหิ้วปืนเป็นตำแหน่งติดศูนย์หลังไว้ด้วย

   ปืนเออาร์-10 คือปืนแบบที่ล้ำสมัยที่สุดแล้วสำหรับโลกในยุคนั้น   ด้วยน้ำหนักที่เบากว่าปืนของคู่แข่งอยู่ถึง 900 กรัม  แรงรีคอยล์ต่ำ  มันจึงน่าจะชนะการแข่งขันได้ในที่สุด      แต่มันก็เข้าแข่งขันอย่างช้าและเร่งรีบเกินไป    และรูปร่างอันแปลกตาก็ไม่ค่อยเป็นที่น่าเชื่อถือสำหรับผู้เชี่ยวชาญปืนกระสุนหนัก  เมื่อเกิดอุบัติเหตุลำกล้องระเบิดขณะทดสอบ  เออาร์-10 จึงแพ้การแข่งขัน


โคนาร์ค(CONARC)



   ในปี 1957  ข้อเสนอของกุสตาฟสันเพื่อของบประมาณไว้ตั้งแต่ปี 1955  ในที่สุดก็ไปอยู่ในมือของพลเอกวิลลาร์ด  ไวแมน  ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯภาคพื้นสหรัฐอเมริกา(U.S. Continental Army Command (CONARC) เขาจึงรวบรวมทีมงานขึ้นทีมหนึ่งทันที  เพื่อพัฒนาปืนใช้กระสุนขนาด.22 เพื่อทดสอบ    ข้อทดสอบที่ต้องทำให้ผ่านเป็นด่านสุดท้ายก็คืออาวุธที่สามารถเลือกระบบการยิงได้  หนัก 6 ปอนด์(2.7 ก.ก.)  พร้อมกระสุน 20 นัด  กระสุนนี้จะต้องยิงทะลุหมวกเหล็กแบบมาตรฐานของกองทัพสหรัฐฯ,เกราะป้องกันลำตัว  หรือแผ่นเหล็กกล้าหนา .135 นิ้ว(3.4 ม.ม.)ในระยะ 500 หลา(460 เมตร)   โดยต้องก่อให้เกิดความเสียหายต่อเป้าหมายได้เท่ากับกระสุนปืนขนาด .30

   เมื่อเคยเห็นปืนเออาร์-10 มาก่อนแล้ว   ไวแมนจึงได้ขอเป็นกรณีพิเศษให้อาร์มาไลต์ส่งอาวุธเข้าทดสอบ    ในขณะนั้นสโตเนอร์ก็กำลังทำงานอยู่กับเออาร์-10 รุ่นใหม่(เออาร์-16)   แต่คนอื่นๆในบริษัทเดียวกันก็พยายามจะส่งอาวุธของตัวเองเข้าทดสอบด้วย   ปืนแบบแรกมีรูปร่างแบบเดิมๆและมีบางส่วนที่ใช้ไม้ประกอบ  มันมีน้ำหนักเบา  เมื่อนำมาประกอบเข้ากับพานท้ายแบบธรรมดา  ก็เกิดปัญหาขึ้นอีกกับแรงรีคอยล์แม้แต่กับกระสุนน้ำหนักเบาก็ตาม   ส่วนแบบที่สองก็คือเออาร์-10 ย่อส่วนซึ่งได้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นแล้วว่าใช้งานได้ดีกว่า   

   วินเชสเตอร์เข้าประกวดด้วยปืนแบบที่ยึดเอาเอ็ม 1 คาร์บีนเป็นพื้นฐาน  และเอิร์ล   ฮาร์วีย์แห่งบริษัทสปริงฟีลด์   ได้พยายามที่จะส่งปืนแบบของเขาเข้าประกวด   แต่ก็ถูกยับยั้งจากคณะผู้บริหารฯ  ซึ่งไม่ปรารถนาที่จะผันทรัพยากรมาจากโครงการปืนที44

   ในที่สุด  เออาร์-15 ของอาร์ไลต์ก็หมดคู่แข่งขัน  กระสุนที่เบากว่าทำให้สร้างมันได้เล็กกว่าเออาร์ 10  และแม้เมื่อเปลี่ยนลำกล้องมาเป็นเหล็กกล้าล้วนๆ  มันก็ยังน้ำหนักเบากว่าวินเชสเตอร์อยู่มากกว่า 450 กรัม  ด้วยน้ำหนักปืนเปล่า 2.89 ก.ก. และ 3.5 ก.ก.พร้อมกระสุน   

   ปัญหาใหญ่อย่างเดียวของปืนรุ่นนี้  ก็คือมันยังพัฒนาไปไม่ถึงที่สุดก่อนกองทัพบกจะเอาไปทดสอบในอีกเก้าเดือนต่อมา ในวันที่ 31 มีนาคม 1958   น้ำฝนคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลำกล้องปืนของทั้งอาร์มาไลต์และวินเชสเตอร์ระเบิด   ทำให้กองทัพบกต้องกดดันให้สร้างลำกล้องสำหรับกระสุนใหญ่อีกครั้ง    คราวนี้คือกระสุน . 258 ยิ่งกว่านั้นยังได้สั่งให้นำไปทดสอบสภาพการทำงานท่ามกลางอากาศเย็นจัดในอลาสก้าด้วย    ไม่นานสโตเนอร์ก็ต้องบินไปยงที่ทดสอบเพื่อเปลี่ยนชิ้นส่วนหลายชิ้นของปืน   เมื่อเขามาถึงบริเวณทดสอบก็พบว่าปืนไม่ได้ถูกประกอบอย่างถูกต้อง   เมื่อกลับมาก็รู้สึกประหลาดใจ   เมื่อทราบว่าปืนทั้งสองแบบได้ถูกกองทัพปฏิเสธไปตั้งแต่ก่อนจะมาถึงที่หมาย  โดยรายงานได้แนะนำให้ใช้กระสุน .258  หลังจากอ่านรายงานทั้งหมดนี้จบลง  พลเอกแม็กซ์เวล  เทย์เลอร์ก็ตัดสินใจระงับการทดสอบปืนใหม่  และมีคำสั่งให้ผลิตเอ็ม 14 ต่อไป

   แต่ก็ไม่ใช่ว่ารายงานการทดสอบปืนทั้งหมดจะเป็นไปในแง่ลบ   ในการทดสอบกับสถานการณ์รบจำลองสำหรับเออาร์- 15,เอ็ม 14 และเอเค-47  การทดสอบซึ่งกระทำโดยกองทัพบกทำให้พบว่าขนาดอันกระทัดรัดของเออาร์-15 และน้ำหนักอันเบาของมันทำให้ใช้งานได้อย่างคล่องตัวกว่า  ดังเช่นที่คอนาร์คแนะนำ  ข้อสรุปสุดท้ายก็คือการให้ทีมทหาร 8 นายมีอาวุธประจำกายเป็นเออาร์- 15 จะมีกำลังยิงรุนแรงเทียบเท่ากับทหาร 11นายที่ใช้เอ็ม 14 เป็นอาวุธประจำกาย    ผู้ทดสอบยังพบอีกว่าเออาร์-15 ทำงานได้เท่ยงตรงกว่าเอ็ม 14  ทั้งในเรื่องกลไกขัดข้องและกระสุนขัดลำกล้อง   หลังจากยิงทดสอบอย่างต่อเนื่องแล้วหลายพันนัด
เอ็ม 16 เข้าประจำการ

   เคอร์ติส  เลอเมย์ได้เห็นการสาธิตปืนเออาร์-15 ในเดือนมิถุนายน 1960   หลังจากนั้นจึงมีคำสั่งให้จัดหาปืนแบบนี้จำนวน 8,500 กระบอกไว้ให้ทหารใช้ป้องกันฐานทัพอากาศหลายแห่ง    โคลท์อินอัสตรีส์เองก็เข้าติดต่อกับสำนักวิจัยขั้นสูง (Advanced Research Projects Agency (ARPA))  ซึ่งจัดหาปืนเล็กยาว 1,000 กระบอกให้กองทัพเวียตนามใต้ในตอนต้นฤดูร้อนของปี 1962   และหน่วยปฏิบัติการพิเศษของอเมริกาที่ปฏิบัติงานร่วมกับกองทัพเวียตนามใต้   ได้รายงานการใช้งานในสนามรบมาอย่างน่าพอใจ  พร้อมกับขอให้ทางการจัดหามันเข้าประจำการ

   นายโรเบอร์ต  แมคนามารา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ  เกิดความคิดอันขัดแย้งกันขึ้นสองประการ  กล่าวคือรายงานของเออาร์พีเอเข้าข้างเออาร์-15  และกระทรวงกลาโหมก็ค่อนข้างจะพอใจกับสถานภาพของเอ็ม14  แม้แต่ประธานาธิบดีจอห์น  เอฟ.  เคนเนดี้ก็ยังแสดงความเป็นกังวลให้เห็น   ดังนั้นนายแมคนามาราจึงได้มีคำสั่งให้รัฐมนตรีว่าการทบวงทัพบก   คือนายไซรัส  แวนซ์นำเอาทั้งเอ็ม 14,เออาร์-15 และเอเค-47 มาทดสอบ

   การทดสอบโดยกองทัพบกได้ทำให้เกิดข้อมูลว่ามีเพียงเอ็ม14 เท่านั้น   ที่เหมาะสมกับกองทัพบกที่สุด    แต่แวนซ์ก็ยังไม่เชื่อว่ารายงานชิ้นนี้จะถูกต้อง     จึงมีคำสั่งให้จเรกองทัพบกเข้าไปสอบสวนวิธีการทดสอบ    ในที่สุดก็พบว่าผู้ทดสอบทำรายงานเอื้อผลประโยชน์ให้เอ็ม 14 อย่างชัดเจน

   เมื่อเป็นดังนี้นายแมคนามาราจึงมีคำสั่งให้หยุดการผลิตปืนเอ็ม 14 ไว้ในเดือนมกราคม  1964  และให้กองทัพบกนำเอ็กซ์เอ็ม 16 อี 1 จำนวน 85,000 กระบอกไปทดสอบ  ส่วนกองทัพอากาศเองก็ได้จัดหาปืนแบบนี้เข้าประจำการอีก 19,000 กระบอก   โดยที่กองทัพบกก็ดำเนินโครงการอื่นๆไปด้วยพร้อมกันคือ  โครงการระบบอาวุธขนาดเล็ก(Small Arms Weapons Systems (SAWS))สำหรับอาวุธประจำกายของทหารราบที่จะใช้ในอนาคต   เมื่อได้ทดลองใช้งานแล้วระยะหนึ่งกองทัพบกก็แสดงความต้องการว่าให้จัดหาอาวุธแบบนี้เข้าประจำการอย่างรวดเร็ว    และเปลี่ยนนามเรียกขานของมันเสียใหม่ว่าเอ็ม 16   ต่อมาจากนั้นอีกไม่นานในปีเดียวกัน   กองทัพอากาศก็รับเอาเอ็ม 16 เข้าประจำการ   ซึ่งเอ็ม 16 ของกองทัพอากาศนั้นแตกต่างจากเอ็กซ์เอ็ม 16 อี 1 อย่างเห็นได้ชัด  เพราะมันคือปืนเล็กยาวแบบเออาร์- 15ที่ดัดแปลงเพียงเล็กน้อย  ไม่ได้สร้างใหม่ทั้งกระบอก
   

เมื่อเอ็ม 14 ถูกส่งมายังเวียตนามพร้อมกับทหารสหรัฐฯในปี 1965

บทความโดย : คุณสรศักดิ์ สุบงกช พี่โต F16

ลิขสิทธิ์เฉพาะเว็บ Thaiairsoftgun.com เท่านั้น.
บันทึกการเข้า

อย่ามาหือ กับผมนะ ผมเกรียนได้คนเดียว เอิ๊กๆ

Mr.Tanawin Keeyakool
Tel : 08-86373111
Business Director
บริษัท เซย์เยส คอร์ปอเรชั่น จำกัด
WinWar
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 68

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 65%
HP: 0.1%


« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2007, 03:03:37 PM »

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
maibok
นายสิบ
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 286

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 13 : Exp 68%
HP: 0.1%


เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2007, 10:03:41 PM »

เยี่ยมโคตร  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า



ผมไม่ใช้แมงบ้ง(ไม่กินผัก)
นายสิบ
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 11 : Exp 9%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 20, 2007, 08:48:30 AM »

คุณคับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

นำเข้าสินค้าจีน

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.10 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!