ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
เมษายน 30, 2017, 04:24:43 AM
หน้าแรก หน้าแรก chatroom ช่วยเหลือ ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
พ่อค้ารับรอง
สนใจติดต่อ PM
พ่อค้ารับรอง
สนใจติดต่อ PM


+  THAIAIRSOFT.GUN :
|-+  นิตยสาร บทความ และหัวข้อที่อยู่ในความสนใจของชาว BB GUN
| |-+  บทความน่าสนใจ (ผู้ดูแล: RbungA+)
| | |-+  เชลยศึกเดนตาย โดย สยุมภู ทศพล
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2 ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: เชลยศึกเดนตาย โดย สยุมภู ทศพล  (อ่าน 20221 ครั้ง)
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« เมื่อ: มิถุนายน 18, 2013, 03:57:44 PM »

๑๑...   แลบลิ้น

ฟ้าแล็บแปล๊บๆ  เป็นทางยาวผ่านอยู่บนท้องฟ้า กลุ่มหมอกซึ่งเคลื่อนขบวนอยู่บนเหนือที่ราบแอ่งกระทะเริ่มลอยต่ำลงทุกที  ชั่วอึดใจฝนก็กระหน่ำลงมาเหมือนกับฟ้ารั่ว  ทั้งหมอกทั้งฝนปกคลุมสนามบิน ซำทองจนขาวโพลนไปหมดทั่วอาณาบริเวณ
       ทหารเวียตนามเหนือซึ่งทำหน้าที่ควบคุม เชลยศึกชาวไทย  หยิบเสื้อฝนที่บรรจุอยู่ในเป้สนามออกมาสวมทับเครื่องแบบ ซึ่งขณะนี้เปียกโชกไปหมดด้วยสายฝนซึ่งกระหน่ำลงมาอย่างไม่ปราณีปราศรัย
       เชลยศึกเกือบ 100  คน ถูกบังคับให้ขนลังอาวุธหนักนานาชนิดจากถ้ำกึ่งกลาง สนามบินซำทองไปยังจุดหมายแห่งหนึ่งบนเส้นทาง  “ซำทอง-ล่องแจ้ง”  ซึ่งสร้างวกวนอยู่บนเทือกเขาสูงเสียดฟ้าเบื้องหน้าโพ้น 
       ผมนำหน้าขบวนกับอาสาสมัคร “ชิด มั่นจอหอ”  ลูกน้องคู่ใจซึ่งถูกจับด้วยกันตั้งแต่ฐานภูเทิงแตก  แล้วโดนทหารเวียตนามเหนือบังคับให้สร้างถนนมุ่งสู่สนามบินซำทองเกือบ  5  เดือนเต็ม  สถานการณ์อันฉุกละหุกในขณะเข้าตีกองพันทหารรับจ้างที่  606  ทำให้ผมกับชิดได้หลุดพ้นจากการควบคุมของทหารเวียตนามเหนือชั่วขณะ  แต่แล้วในเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา  ผมและชิดก็ต้องตกเป็นเชลยศึกอีกครั้ง....
       และครั้งนี้ดูเหมือนว่าพวกทหารเวียตนามเหนือจะยัดเยียดงานแสนหนักให้ พวกผมอย่างชนิดไม่มีทางหลีกเลี่ยงแม้แต่น้อย
      ชุดเครื่องแบบสีดำ  “กุลีญวน”  ของผมเปียกปอนไปหมด  ผมขยับลังกระสุนบนบ่าให้ส่วนยาวของมันตั้งขึ้น  แล้วแนบใบหน้าเข้าไปซบด้านข้างลังกระสุน  จากลักษณะดังกล่าว ทำให้ผมสามารถหลบสายฝนที่สาดกระเซนเข้าตาได้บ้าง
       ลังกระสุนบนบ่าชักกหนักอึ้งขึ้นทุกทีจนผมหมดแรงก้าวขา  ชิดเดินเซแซ่ดๆ อยู่ข้างๆผมถึงกับสบถออกมาอย่างฉุนเฉียว
       “หนักฉิบหาย  หมวด  เจาะแบบนี้อีก 2-3 เที่ยว  ผมโยนมันทิ้งแน่ๆ  เฮ้ยๆ  อะไรวะ ?”
       ประโยคสุดท้าย  ชิดร้องเสียงหลง  เมื่อปรากฏร่างเชลยศึกที่อยู่เบื้องหลังคนหนึ่งเซ ถลาเข้ามา  กระแทกจนล้มคว่ำลงไปด้วยกันบนพื้นถนนอันเจิ่งด้วยน้ำฝน
       ลังกระสุนที่เราแบกอยู่บนบ่ากลิ้งกระเด็นไปคนละทิศละทาง  ชิดผลุดลุกขึ้นมาก่อนขณะที่เชลยศึกผู้ไม่ปรากฏนามผู้นั้นนอนแน่นิ่งแช่อยู่กับแอ่งน้ำ  ทำท่าทางเหมือนปราศจากลมหายใจเสียแล้ว 
       “ไอ้สัตว์นรก  ลุกขึ้น  ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้  ไอ้ลูกไม้ถ่วงเวลาอู้กินแรงแบบนี้  กูฆ่าทิ้งมาเสียเยอะแล้ว” 
       ผู้คุมทหารลาวแดงซึ่งยืนประกบอยู่ริมทาง  ปราดเข้ามายืนจังก้าอยู่ข้างๆ ร่างเชลยศึกที่นอนคว่ำหน้านิ่งพร้อมกับใช้ปลายกระบอกปืนอาก้า   ทิ่มหมับลงไปบนท้ายทอยอันมอมแมนด้วยโคลนตม ท่าทางของเขากระหายเลือดยิ่งนัก
       เชลยศึกผู้เคราะห์ร้ายขยับตัวแล้วค่อยๆ  พยุงร่างขึ้นมานั่งเท้าแขน ใบหน้าซึ่งเงยขึ้นมาบ่งบอกถึงความเหน็ดเหนื่อยสุดชีวิต  และหากสายตาผมไม่ฝาดจนเกินไป  ผมเห็นร่างเขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว  เสมือนหนึ่งจะมีอาการไข้มาลาเรียกำเริบกระทันหัน
      “ผม....ผม....ผมไม่มีแรง  ผมเป็นไข้  กรุณาผมเถอะครับ”
       ในขณะที่พูด  เชลยศึกผู้นั้นก็ยกมือไหว้ผู้คุมอย่างน่าสมเพช  แล้วฟุบลงไปกับพื้นอีกครั้ง
       ผมขยับตัววางลังกระสุนลงกับพื้น  แล้วปราดเข้าไปประคองร่างที่งอก่องอขิง  แต่ก็ต้องผงะกลับด้วยพานท้ายอาก้าที่ตีสวนวืดมาจนเฉียวปลายคางผมไปชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด
“ไม่ต้องช่วย  กลับไปทำงานของเองตามเดิม  ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้  ไอ้ขี้ข้าจักรวรรดิ์นิยมอเมริกา”
       ผู้คุมทหารลาวแดงคนที่ตีผมสำรากออกมาอย่างเหี้ยมเกรียม  แล้วออกแรงกระซากเชิงผมของเชลยศึกที่น่าสมเพชจนหน้าหงาย
       อาการไข้ที่หนักเพียบทำให้เขาผู้นั้นไม่มีแรงพอที่จะพยุงร่างขึ้นมาตามคำสั่งของผู้คุมเหี้ยมโหดได้  ทหารเวียตนามเหนือซึ่งยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ  ตวาดออกมาสุดเสียง
       “ถอยออกมา  สหาย....  เมื่อไอ้พวกสุนัขรับใช้อเมริกามันอยากนอน  ก็ขอให้มันได้นอนสมใจอยากของมัน....ถอยออกไป ! ”
       ประโยคสุดท้ายทหารเวียตนามเหนือสำรากออกมาอย่างเหี้ยมเกรียม พร้อมกับวาดปืนขึ้นมาแนวสะโพก มือซ้ายเลื่อนลงไปจับฝ่าประกบลำกล้อง  กดศูนย์ปืนลงบนร่างที่นอนสั่นสะท้านอยู่นั้น  มือขวาสอดโกร่งไก  เหนี่ยวไกปืนด้วยความเร็วจนผมซึ่งสังเกตดูอยู่ตลอดเวลายังมองไม่ทัน
       “ปัง....ปัง....ปัง....ปัง....ปัง....”
       ประกายไฟสีส้มแลบออกมาจากปากกระบอกปืน  มองเห็นถนัดหูถนัดตา  พร้อมกับเสียงอันแหลมเล็กของทูตมฤตยู ก็คำรามแหวกสายฝน ด้วยลักษณะการยิงแบบ  “เซมิ-ออโต้”  ห้านัดซ้อนๆ
       นักแรกเจาะเข้าที่บริเวณก้นกบ  พอร่างของเชลยศึกผวาแอ่นขึ้นสุดตัว  นัดที่สองพุ่งเจาะเข้าตรงบริเวณสะเอว,แผ่นหลัง,ต้นคอ,และนัดสุดท้ายฉีกท้ายทอยออกเป็นรูโบ๋  โลหิตทะลักออกมาคลุกเข้ากับน้ำฝนนองพื้น  แล้วสีแดงก็ไหลตามกันดุจกระแสธารโลหิตแดงเถือกนองไปทั่วบริเวณ
       ผมจึงจังงังดูความโหดเหี้ยมทารุณอยู่ครู่หนึ่ง.....เสียงสำทับอย่างเฉียบขาดพร้อมๆกับพานท้ายปืนหุ้มเหล็กของอาก้าที่เงื้อง้าเข้ามาอยู่เบื้องหน้า  ทำให้ผมต้องสะกดใจก้มลงแบกลังกระสุนที่หนักอึ้งขึ้นใส่บ่า  เดินเอียงไปมาฝ่าสายฝนซึ่งกระหน่ำอย่างหนักมุ่งหน้าขึ้นไปยังเนินเขาเล็กที่มองเห็นสลัวอยู่เบื้องหน้าอย่างหมดอาลัยตายอยากในชีวิต
       ตลอดทางผมสวนทางกับทหารราบเวียตนามเหนือผสมลาวแดงไม่ขาดระยะ  เท่าที่ผมสังเกตไม่ว่าจะเป็นพลทหาร  นายสิบ  หรือนายทหารทุกคนช่วยกับแบกลูกกระสุนคนหนึ่งๆ  ไม่น้อยกว่าสองลูกขึ้นไป....  ไม่ว่าจะเป็นลูกปืนครก,  ลูกปืน ปรส.  (ปืนไร้แสงสะท้อนถอยหลัง)  หรือแม้กระทั่งลูกกระสุนปืนใหญ่  ทุกคนขนอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านั้นด้วยความเต็มใจไม่มีสีหน้าบ่งบอกถึงความอิดหนาระอาในแม้แต่นิดเดียว
       และสิ่งดังกล่าวเหล่านั้นเองที่ทำให้ข้อเคลือบแคลงใจของผมในข้อที่ว่า  ทหารเวียตนามเหนือทำไมมีกระสุนใช้อย่างเหลือเฟือก็เป็นอันสิ้นสุดลงโดยปริยาย
       สามสิบนาทีต่อมา  ฝนซึ่งตกลงมาอย่างกับฟ้ารั่ว  ก็เริ่มซาเม็ดลง และอีก  5 นาทีต่อมามันหยุดสนิทเป็นปลิดทิ้ง  หากสายหมอกยังคงปกคลุมเหนืออาณาบริเวณดังกล่าวอย่างหนาทึบเหมือนเช่นเคย
       นาฬิกาข้อมือของผู้ควบคุมทหารลาวแดงชี้บอกเวลา  16.30 น.  ซึ่งเวลาดังกล่าวตามปรกติแล้ว  ทางผู้ควบคุมมักจะสั่งให้เชลยศึกหยุดพักงานทั้งหมด  เพื่อรับประทานอาหารเย็น  แต่คราวนี้พวกมันกลับสั่งให้ลำเลียงเสบียงอาหารที่ยึดได้จาก กองพัน  606  เดินทางไปตามถนน  ซึ่งตัดวกวนอยู่บนสันเขา  มุ่งหน้าไปสนับสนุนกำลังพลส่วนหน้าของมัน  ซึ่งขณะนี้คงจะเคลื่อนที่ออกไปตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ ณ บริเวณใด บริเวณหนึ่ง ของเส้นทางดังกล่าว
       ผมกับชิดถูกแยกตัวออกจากกันชั่วคราวผู้ควบคุมชุดหนึ่ง  ซึ่งผมจำได้ว่าเป็นชุดเดียวกับที่เคยควบคุมผมในขณะเคลื่อนย้ายจากสนามบิน  “บ้านนา”   มายังสนามบิน “ถ้ำตำลึง”  ได้ออกคำสั่งให้ผมขึ้นไปบนฐานปฏิบัติการของกองพัน  606  เพื่อเก็บซากวิทยุ  “PRC.77”  ที่พนักงานวิทยุของกองพันทั้งสองคน ได้ถูกยิงตายคารั้วลวดหนาม ต่อหน้าต่อตาพวกผมในขณะนั่งอยู่บนรถสายพาน
       ผมพบศพ  “สอ. มนู  ดอกไม้เพลิง”  และจ่าชำนาญ  แห่งกอง  ส.พล.  4  ในสภาพนอนหงายพิงรั้วลวดหนาม  ดวงตาทั้งคู่เบิกโพลงราวแสดงอาการเจ็บปวดแสนสาหัสก่อนที่ชีวิตของเขาจะพบกับจุดจบ  อย่างน่าอเนจอนาถใจ
       ผมคุกเข่าลง ยังไม่ทันเอื้อมมือเข้าไปแตะต้องศพเสียงสำทับอย่างเฉียบขาดก็ดังแว่วๆ อยู่ทางเบื้องหลัง
       “เอาเชือกนี้ผูกข้อเท้าศพแล้วลากให้เคลื่อนที่ออกจากจุดเดิมประมาณ  5 เมตร”
        ผู้ควบคุมทหารเวียตนามเหนือซึ่งพูดภาษาไทยได้ชัดเจนพอสมควรออกคำสั่งผม  พร้อมกับโยนเชือกร่มชูชีพให้ขดหนึ่ง
       ผมพอจะอ่านเจตนาของพวกมันออก  พวกมันกริ่งเกรงกับระเบิดซึ่งอาจซุกซ่อนอยู่ภายใต้ร่างกายพนักงานวิทยุทั้งสองนั่นเอง
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา  ผมเห็นทหารรับจ้างรุ่นใหม่ๆ มักจะผลีผลามเข้าไปยึดสิ่งของจากศพทหารเวียตนามเหนือ  แล้วเลยพบจุดจบจากกับระเบิดซึ่งพวกมันซ้อนกล  วางดักเอาไว้อย่างแนบเนียน
       ผมใช้เชือกผูกข้อเท้าหมู่มนู  แล้วออกแรงลากด้วยจิตใจที่เต้นไม่เป็นขบวน  แน่นอนเหลือเกิน  ถ้ามีกับระเบิดซุกซ่อนอยู่ภายใต้ศพหมู่มนู  ระยะกระชั้นชิดขนาดนี้ ร่างของผมจะต้องถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ด้วยอำนาจของสะเก็ดระเบิดไม่ต้องสงสัย
       ในขณะที่ผมออกแรงลากศพอย่างทุลักทุเลอยู่นั้น  พวกผู้คุมทั้งหมดก็หลบลงไปในร่องสนามเพาะเหมือนอย่างจะรู้แกว
       เดชะบุญไม่มีอะไรบังเกิดขึ้น โชคชะตายังคงบิดเบียน  “ดวง”  เส็งเคร็งของผมให้พบกับความหฤโหดของสงครามลาวที่บัดซบต่อไปอีกอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
       
บันทึกการเข้า
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2013, 04:37:53 PM »

ไม่รู้ว่าเรื่องนี้มีคนโพสต์ และได้อ่านกันหรือยังครับ ไม่รู้ว่าซ้ำกับคนอื่นหรือเปล่า  ถ้าซ้ำก็ขออภัยด้วยนะครับ   ยิ้ม
บันทึกการเข้า
e21cye
จ่า
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 342

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 14 : Exp 98%
HP: 0.2%


« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2013, 04:46:50 PM »

กรุณามาต่อให้จบด้วยครับ  ยิ้ม
บันทึกการเข้า

วีระศักดิ์ เขียนแววดี
สถานฑูต ออสเตรเลีย
081-633-9201
weerasak.k97@gmail.com
TPMVP :MAGPUL ACR:
หืม?
นายพล
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2036

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 36 : Exp 69%
HP: 0.1%


งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา


« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2013, 05:00:20 PM »

แปะไว้ก่อนเด่วมาอ่าน ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

นาย ชัยสิทธิ์  อยู่พุ่มพฤกษ์ เลขที่บัญชี  041-2-63557-6 ธนาคาร กสิกรไทย

130 ซ.ตรอกเกลือ ถ.สุรวงศ์
แขวงสี่พระยา เขตบางรัก
กรุงเทพมหานคร 10500

Line ID  : tpmvp
0877039878  ท๊อป MASADA User /พระราม3
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 21, 2013, 07:40:34 PM »

ดีใจจังเลยมีคนมาอ่านด้วย  ยิงฟันยิ้ม

       เครื่องวิทยุ  “PRC. 77”  ทั้งสองเครื่องอยู่ในสภาพที่เรียบร้อย  ไม่มีรอยบุบสลายแม้แต่นิดเดียว  แม้กระทั่งแบตเตอรี่สำรองซึ่งอยู่ในเป้สนามก็ยังถูกพวกมันยึดเอาไปจนหมดสิ้น
       ผมหยิบเครื่องวิทยุ  “PRC. 77”  ของจ่าชำนาญขึ้นมาสพายหลัง แล้วใช้มือขวาหิ้ววิทยุอีกเครื่องหนึ่งจากศพหมู่มนู  ขึ้นมาถือเอาไว้ด้วยจิตใจที่หดหู่เซื่องซึมเหลือบสายตามองร่างที่เหยียดยาวอยู่บนพื้นเป็นครั้งสุดท้าย  แล้วตัดสินใจก้าวเดินสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
       สายหมอกเริ่มจางลงทุกขณะ  และพร้อมๆกันนั้นความมืดก็ได้คืบคลานเข้ามาแทนสภาพอากาศที่เป็นใจทำให้เหล่าทหารเวียตนามเหนือ  เคลื่อนย้ายกำลังกันอย่างเปิดเผยโจ๋งครึ่ม
       รถสายพานซึ่งรอดจากการโจมตีทางอากาศของเครื่อง  “T-28”  วิ่งกลับไปกลับมาระหว่างถ้ำกึ่งกลาง  สนามบินซำทองกับปลายสุดสนามบินอันเป็นปากทางของเส้นทาง  “ซำทอง-ล่องแจ้ง”  หลายต่อหลายเที่ยวแต่ละเที่ยวก็บรรทุกทหารราบพร้อมอาวุธเต็มระวาง
       ผมกับผู้ควบคุมได้อาศัยรถสายพานเคลื่อนที่กลับไปยังถ้ำกึ่งกลางสนามบินซำทองอีกครั้งหนึ่ง  และคราวนี้ผมก็ได้พบกับความตื่นตาตื่นใจอย่างใหญ่หลวง  เมื่อมองเห็นขบวนรถถังและรถสายพาน  ได้เคลื่อนย้ายเข้ามาซุกซ่อนอยู่ภายในถ้ำหินแห่งนี้แน่ขนัดไปหมด
       รถถัง  “T-34”  4  คัน  กับรถสายพานอีก  3  คันกำลังจอดอุ่นเครื่องเสียงดังกระหึ่มอยู่ภายในถ้ำ แสงไฟจากหน้ารถพุ่งกระทบผนังถ้ำทำให้อุโมงค์ใต้ดินแห่งนั้น  สว่างจ้าเหมือนถูกประดับประดาด้วยแสงไฟนับเป็นพันๆดวง
ควันจากท่อไอเสียม้วนตลบอบอวลอยู่ภายในถ้ำและบางส่วนเริ่มลอยขึ้นเบื้องบนของถ้ำหินดังกล่าวนั้น จะมีปล่องระบายอากาศอยู่ในที่ จนผมบังเกิดความเอะใจต้องแหงนหน้าขึ้นสำรวจอย่างรวดเร็ว
       เนื่องจากชั้นความสูงของผนังภายในถ้ำสูงเกือบ  50  เมตร  และแสงสว่างก็สาดขึ้นไปไม่ถึงเท่าที่ควรผมจึงไม่สามารถตรวจการณ์พบปล่องระบายอากาศตามที่เคลือบแคลงใจได้
       ผู้ควบคุมออกคำสั่งให้ผมขึ้นไปติดตั้งวิทยุ  “PRC.77”   บนรถถัง   “T-34”   ทั้งสี่คัน
       พร้อมกับคุมผมในขณะทำงานอย่างไม่ยอมให้คลาดสายตาได้เลย  ผมเพิ่งจะเห็นห้องอุปกรณ์ภายในรถถัง  “T-34”   เป็นครั้งแรกในชีวิต  เพียงแว็บเดียวที่มองเห็นลูกปืนของรถถัง  ผมก็สามารถบอกตัวเองได้ว่าเจ้ารถถัง   “T-34”   คันนี้ใช้ปืนใหญ่ขนาด   85   มม.  เป็นอาวุธหนักที่ทรงประสิทธิภาพสูง พอที่จะถล่มบังเกอร์ที่แข็งแรงของพวกเราได้อย่างสบาย


๑๒...

       ผมใช้เวลาติดตั้งวิทยุ  “PRC.77”   บนรถถังทั้ง  4  คัน  เสร็จเรียบร้อยไม่ถึงครึ่งชั่วโมง  เจ้าหน้าที่สื่อสารของมันก็ออกคำสั่งให้ผมติดตั้งเสาอากาศแบบ  “ลอง-วาย”   บนป้อมปืนรถถังอีกครั้ง  และเมื่อผมติดตั้งเสร็จแล้วลองเช็คเครื่องวิทยุดู ก็ปรากฏว่า สามารถรับฟังวิทยุจาก  บก สิงหะ (บก. ล่องแจ้ง)  ได้อย่างสบายทั้งๆ ที่อยู่ภายในถ้ำใต้ดิน
       ผมจำได้แม้กระทั่งเสียงพนักงานวิทยุ  ซึ่งมีความคุ้นเคยกับผมพอสมควร  ในใจอยากกระซิบบอกความลับต่างๆ  ที่ผมได้รู้ได้เห็นในขณะถูกควบคุมตัวเป็นเชลยศึก  แต่ผู้ควบคุมซึ่งขนาบติดหลังผมแจ  ไม่ยอมปล่อยโอกาสดังกล่าวให้ผมเลยแม้แต่นิดเดียว
       สำหรับรถสายพานทุกคัน  ผมได้ติดตั้งเครื่องวิทยุเสร็จเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อครั้งกองทับทหารเวียตนามเหนือตั้งฐานปฏิบัติการอยู่  ณ บริเวณสนามบินบ้านนา  และพวกมันก็ได้อาศัยเครื่องวิทยุดังกล่าวดังฟังการเคลื่อนไหวของกองพันทหารรับจ้างชาวไทยได้อย่างสบายตลอดเวลา
       เมื้อเย็นนั้นผมได้รับอาหารชั้นดีจากพวกมันเป็นครั้งแรก  และอาหารดังกล่าวก็คือของสดจำพวกหมูและเนื้อ  ซึ่งพวกมันเพิ่งจะยึดได้จากกองพันทหารรับจ้างต่างๆ  บนพื้นที่สนามบินซำทองนั้นเอง
       การประกอบอาหารทำกันภายในถ้ำ  ซึ่งกว้างขวางพอที่จะบรรจุทหารราบพร้อมทั้งอาวุธประมาณ  2  กองพันได้อย่างสบายนั่นเอง 
       หลังอาหารเย็นผมก็ถูกผู้ควบคุมพาเดินเข้าไปในช่องทางคดเคี้ยวก้นถ้ำทันที  คราวแรกผมเดาเจตนามันว่า  พวกมันคงจะพาผมเข้าไปกักขังเอาไว้ภายในห้องซึ่งดัดแปลงไว้ภายในก้นถ้ำอย่างแน่นอน
       ผมพยายามสังเกตดูสภาพรอบกายอย่างระเอียดถี่ถ้วนเพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลในโอกาสซึ่งอาจจะหลุดเป็นอิสระจากถ้ำแห่งนี้  ทว่าโอกาสดังกล่าวไม่เป็นใจให้ผมเลย  ผู้ควบคุมซึ่งขนาบข้างผมอยู่ตลอดเวลาได้ผลักใสผมให้เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว  พร้อมกับใช้ปากกระบอกปืนอาก้ากระแทกหลังผมทุกระยะ
       พวกมันพาผมเข้าไปในซอกหินแห่งหนึ่ง  ซึ่งอยู่ห่างปากช่องทางไม่ถึง  20  เมตร  ภายในซอกหินนั้นดัดแปลงเป็นห้องสี่เหลี่ยมกว้างขวางพอสมควร   มีทหารเวียตนามเหนือเข้าแถวอยู่เบื้องหน้าแท่นเหล็กเล็ก  ลักษณะคล้ายกับแผ่นรองนั่งของ  “รอก”   ชนิดที่ใช้ส่งอาหารตามชั้นต่างๆ  ตามภัตตาคารไม่มีผิด
       ทหารเวียตนามเหนือทยอยขึ้นไปยืนอยู่บนแท่นเหล็กครั้งละ  5  คน  ผู้ควบคุม  “รอก”   ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ  เอื้อมมือไปกดคันโยกที่ยื่นโผล่ออกมาจากตัวเครื่อง   ก็ปรากฏเสียงดังหึ่งๆ  ของมอเตอร์แว่วขึ้นมาอย่างถนัดถนี่พร้อมกับแท่นเหล็กเลื่อนขึ้นไปตามลางเหล็กขนาดใหญ่  สูงตระหง่านจนต้องแหงนคอตั้งบ่าอย่างช้าๆ   เสียง  “ล้อรอก”   สัมผัสกับลางเหล็กดังเอี๊ยดอ๊าด ๆ  อยู่ตลอดเวลา
       แท่นเหล็กหายวูบขึ้นไปเกือบ  1 นาที  ก็เลื่อนกลับลงมาเหมือนเดิม  คราวนี้มีทหารเวียตนามเหนือชุดใหม่  ซึ่งคงจะได้รับการผลัดเปลี่ยนจากเบื้องบนลงมาในจำนวนพลเท่าๆกัน  และสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือหีบกระสุนเปล่าซึ่งถูกขนลงมากองพะเนินเทินทึกอยู่บนพื้นถ้ำเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า  จนผมคาดไม่ถึงว่าเจ้ากระสุนดินดำเหล่านั้นทำไมจึงมากมายมหาศาลเช่นนั้น
          ต่อจากนั้นผมก็โดนผู้ควบคุมสั่งให้ผมขึ้นไปบนรอกเลื่อน  พร้อมกับที่ทหารสื่อสารของมันขนโทรศัพท์สนามและเครื่องวิทยุ  “PRC  77”   ขึ้นมาสมทบอีกจำนวนหนึ่ง
       ขณะที่รอกเลื่อนขึ้นสู่เบื้องบน  ผมลองแหงนหน้าดูตามปล่องราง ก็มองเห็นแสงดาวระยิบระยับบนฟากฟ้าอย่างถนัดชัดเจน  ความคิดคำนึงซึ่งพุ่งขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วนก็คือ  ทำไมพวกทหารช่างของทหารเวียตนามเหนือถึงสามารถติดตั้ง  “รอก”   ที่ใช้เครื่องยนต์ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ?   และจากลักษณะดังกล่าวบนยอดถ้ำหินแห่งนี้   จะต้องเป็นฐานปฏิบัติการที่มั่นคงและแข็งแรงพอสมควรเป็นแม่นมั่น
        พอรอกขึ้นมาหยุดอยู่ในระดับเดียวกับยอดถ้ำหิน  ผมก็ถูกผู้ควบคุมออกคำสั่งให้ติดตั้งเครื่องโทรศัพท์สนามและเครื่องวิทยุ  PRC  77    ตามบังเกอร์รอบๆถ้ำหิน ซึ่งดัดแปลงเป็นที่มั่นตามธรรมชาติอย่างแข็งแรงทันที
       พระเจ้าช่วย.....นอกจากอาวุธประจำกายธรรมดาแล้ว  ผมยังมองเห็นปืนต่อสู้อากาศยานแบบ   “12.7”   ตั้งตระหง่านอยู่ในที่กำบังพรางตารอบๆ ยอดถ้ำหิน  4  กระบอกด้วยกัน   และจากที่ตั้งยิงของปืน   12.7  แต่ละกระบอกสามารถถล่มเครื่องบินที่จะบินเข้าโจมตี  ถ้ำหินได้ทุกทิศทุกทางอีกด้วย
       อา....ผมพอจะอ่านแผนยุทธวิธีอันลึกซึ้งของมันได้อย่างทะลุปรุโปร่งเดี๋ยวนี้เอง  พวกมันใช้ยอดถ้ำหินเป็นฐานปฏิบัติการ  “ลวง”   สำหรับหลอกล่อให้เครื่องบินทิ้งระเบิด  และในขณะเดียวกันก็ขนย้ายปืน  12.7  ลงไปซุกซ่อนในอุโมงค์ข้างล่าง  “รอกยนต์”  นั่นเอง   พอเครื่องบินฝ่ายเราบินกลับ  พวกมันก็ขนย้ายปืนต่อสู้อากาศยานดังกล่าวขึ้นมาตั้งฐานยิงต่อไปอีก  พวกมันจะเอาเถิดเจ้าล่อแบบนี้    เพื่อดึงความสนใจนักบินจากภารกิจเคลื่อนที่ของทหารราบของมัน  ซึ่งขณะนี้คงจะแฝงกายซ่อนเร้นเข้าไปใกล้ฐานปฏิบัติการของเราทุกขณะ
       เมื่อนึกถึงข้อนี้ขึ้นมา ทำให้ผมต้องลอบชำเรืองไปยังเนินเขา   “ชาร์ลี-ชาร์ลี”   ซึ่งสูงทมึนลิบๆ  อยู่ข้างหน้าด้วยความห่วงใยอย่างยิ่งยวด
   ยอดเนิน  “ชาร์ลี-ชาร์ลี”   เป็นยอดเนินหนึ่งของเทือกเขา   “สกายไลน์”   ซึ่งโอบล้อมเมืองล่องแจ้งไว้ทั้งสี่ด้าน   แต่ละด้านเต็มไปด้วยฐานปฏิบัติการของกองพันทหารรับจ้างกองพันต่างๆ  เสมือนหนึ่งจะเป็นกำแพงด่านสุดท้ายของกองบัญชาการเสือพรานเลยทีเดียว
       และถ้าผมเดาไม่ผิดยอดเนิน   “ชาร์ลี-ชาร์ลี”   ก็คือที่ตั้งฐานปฏิบัติการของกองพัน   616   ซึ่งเป็นเป้าหมายแรกของกองพันทหารเวียตนามเหนือจะเคลื่อนพลเข้าไปบุกขยี้ในโอกาสต่อไปนั่นเอง
       ผมกวาดสายตาลงไปทางซ้ายมือ  บริเวณเนินหัวช้างอันเป็นช่องว่างระหว่างเนิน  “สกายไลน์-วัน”   กับเนิน  “สกายไลน์-ทู”   ด้วยความคิดที่สับสนยิ่งกว่าทุกครั้ง....ทั้งๆ  ที่มองเห็นประตูกำแพงเมืองล่องแจ้งอยู่แค่เอื้อม  แต่ทว่าความหวังของผมเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้ก็คือได้แต่เพียงเหม่อมองพร้อมกับตั้งความหวังไว้อย่างลมๆ แล้งๆเท่านั่นเอง
        ทหารเวียตนามเหนือเพิ่งจะได้รับการผลัดเปลี่ยนเวรผลัดแรก  จากการสังเกตคร่าวๆ พื้นที่บนยอดถ้ำหินมีอาณาบริเวณกว้างขวางพอสมควร  นอกจากนั้น   พื้นยอดถ้ำหินได้รับการปรับไว้ราบเรียบเป็นพิเศษ  ด้วยอีเตอร์ทลายหินลงเป็นแถบๆ  แล้วตบแต่งให้เป็นบังเกอร์ธรรมชาติ ที่สามารถป้องกันอาวุธหนักได้เกือบทุกชนิดอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด  จนผมต้องชมเชยความคิดอันลึกซึ้งของพวกมันอยู่ในใจ
        หลังจากที่พวกมันปล่อยให้ผมนั่งเหม่อชมวิวอยู่ชั่วครู่   มันก็มาพาผมเข้าไปในบังเกอร์ด้านซ้ายมือสุดด้านตรงข้ามกับสนามบินซำทอง   จัดการล่ามข้อมือซ้ายของผมด้วยโซ่เหล็กเส้นเล็กๆ  ซึ่งมีความยาวประมาณ  2  เมตรเศษ  แล้วล่ามติดไว้กับฐานปืนต่อสู้อากาศยาน  12.7 ม.ม.  ซึ่งตั้งทิศทางการยิงไปทางเทือกเขา  “ทันเดอร์”   แลสลัวอยู่ในความสะท้อนดวงดาวพราวระยับ
         ทหารเวียตนามเหนือซึ่งทำหน้าที่เป็นพลยิงหันมามองผมครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดคุยกับผู้ควบคุมผมเป็นภาษาเวียตนามด้วยน้ำเสียงเบาๆ  จนผมไม่สามารถทราบได้ว่าทั้งคู่คุยกันด้วยเรื่องอะไร
       วิทยุ  “PRC-77”   ซึ่งใช้ดักฟังวิทยุของเราตั้งอยู่ข้างๆวิทยุชนิดแบนด์ของรุซเซีย  ซึ่งขณะนี้สวิทซ์รับ-ส่งถูกปิดตายโดยสิ้นเชิง  เนื่องจากคำสั่งจากหน่วยเหนือ  แล้วหันมาใช้โทรศัพท์สนามซึ่งขณะนี้เสียง   “ออด”   ดังกังวานอยู่ไม่ขาดระยะ
       พนักงานโทรศัพท์ใช้ไฟฉายพรางแสง   นั่งรับข่าวด้วยท่าทางเอาจริงเอาจัง  เขาบุ้ยใบ้ให้ผมออกไปนั่งห่างๆ  แล้วก็ก้มหน้าก้มตารับข่าวต่อไปอย่างขมักเขม้น
       
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 21, 2013, 07:53:43 PM โดย winggo » บันทึกการเข้า
opairforce
มือใหม่หัดยิง
จ่า
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 322

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 14 : Exp 52%
HP: 0.1%


« ตอบ #5 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2013, 11:36:19 AM »

กำลังมันส์เลย
 ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม
บันทึกการเข้า

นายอัษฎาวุธ  ชัยศรี (อ๊อฟ)
ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน 109 ม.2 ต.ส้มป่อย อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ 36130
ที่อยู่ในการจัดส่ง 638,640 ถ.เจริญสุข ต.ในเมือง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร 62000 Tel. 0898570185
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #6 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2013, 03:49:08 PM »

ดวงจันทร์เพิ่งจะโผล่พ้นออกมาจากหมู่เมฆ  รัศมีนวลกระจ่างสาดลงมาสว่างโพลนไปทั้งหุบเขา  เมื่อผมชำเรืองไปยัง  “เด็ลต้า-อินเดีย”   ซึ่งผมจำได้ว่าเป็นถนนซึ่งพวกเราได้ออกแรงทำกันมาชนิดเลือดตากระเด็นก็มองเห็นแสงไฟจุดเล็กๆ  เคลื่อนที่ตามกันมาเป็นทิวแถวหยั่งกับงูกินหาง   จากลักษณะดังกล่าว  ถ้าผมเดาไม่ผิดเจ้าแสงไฟเหล่านั้นก็คือ  ไฟหน้ารถบรรทุกอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ได้รับการพรางไฟ  กำลังเคลื่อนที่มาจากทุ่งไหหิน  เพื่อสนับสนุนและส่งกำลังบำรุงพวกทหารราบของมันนั่นเอง
       อา   สงครามชิงเมืองล่องแจ้งครั้งนี้    ดูทีเหมือนว่า  พรรคพวกของผมจะต้องพบศึกหนักอย่างชนิดไม่มีทางหลีกเลี่ยงเข้าให้แล้ว  แน่นอนเหลือเกิน  ยอดสูญเสียของแต่ละฝ่ายจะต้องมีจำนวนมหาศาลจนผมคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
       ธารเลือดอาจท่วมเมืองล่องแจ้ง  ดังคำทำนายของผู้เฒ่าชาวแม้วที่เคยบอกเล่าสืบต่อกันมา  จนกระทั่งกลายเป็นนิยายโกหกพกลมสำหรับหลอกเด็กในปัจจุบัน
       แต่ให้ตายเถอะครับ  สภาพการณ์เท่าที่ผมเห็นอยู่ทนโท่ขณะนี้  ผมคาดว่าคำทำนายที่ประชาชนชาวแม้วเคยหัวเราะเยาะในอดีตจะต้องเป็นจริงขึ้นมาภายในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้แน่นอน  เมื่อคิดถึงความหายนะของเมืองล่องแจ้งซึ่งเต็มไปด้วยเด็กและคนชรา  ยังไม่สามารถจะป้องกันตนเองได้แล้ว  ทำให้ผมเกิดความหดหู่ใจขึ้นมาเหลือล้น
       เกือบค่อนคืนเข้าไปแล้ว  จันทร์เพ็ญลอยอยู่บนท้องฟ้า  เริ่มคล้อยไปทางทิศตะวันตก  ผู้ควบคุมผละออกจากบังเกอร์  ปล่อยให้ผมครึ่งนั่งครึ่งนอนอยู่บนลังกระสุนซึ่งแข็งกระด้าง  กระแสลมซึ่งพัดรุนแรงอยู่บนยอดถ้ำหินทำให้ผมต้องคู้เข่าขึ้นมาตั้งฉาก  แล้วใช้มือทั้งคู่โอบประสานพร้อมกับซุกศีรษะลงไปแนบหัวเข่า  ด้วยความหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ
       “สหายคงหนาวมากใช่ไหม ? ”
       ภาษาไทยชัดเปรี๊ยะจากพลยิงปืน   12.7  ม.ม.  กระซากภวังค์ที่สับสนอลเวงของผมให้กลับมาเป็นของตัวเองอีกครั้ง  ความสงสัยที่จู่โจมเข้ามาในปัจจุบันทันด่วนก็คือ  ทำไม.......?  ทำไม ?   พลยิงปืนต่อสู้อากาศยานของเวียตนามเหนือคนนี้   ถึงพูดภาษาไทยได้ชัดถ้อยชัดคำเหมือนกับคนไทยภาคกลางคนหนึ่ง ?   ความเคลือบแคลงใจทำให้ผมหลุดคำถามโง่ๆออกไป  ด้วยน้ำเสียงเหมือนกับคนติดอ่างว่า
       “ทำไม ?......ทำไมคุณพูดภาษาไทยของผมได้ชัดเจนเช่นนี้ ?  หรือว่าคุณเป็นคนไทยเหมือนอย่างผม ? ”
       พลยิงปืน  12.7  ม.ม.  หัวเราะเสียงแหลมเล็กราวกับว่า   ครั้งหนึ่งในอดีตเขาคงจะได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจมาแล้ว  พร้อมกับเอ่ยขึ้นมาช้า  ๆ  ชัดถ้อยชัดคำ
      “ใช่....สหาย....ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นคนไทยเหมือนคุณนี่แหละ.......แต่เดี๋ยวนี้ผมเป็นเวียตนามเหนือทั้งเชื้อชาติและสัญชาติ....  คุณจะไม่ถามผมหรือว่า  ทำไมผมต้องระเห็จออกจากเมืองไทย  ซึ่งครั้งหนึ่งผมเคยตั้งความหวังเอาไว้สวยหรูว่า   ผมจะฝังรกรากอยู่บนพื้นแผ่นดินอันร่มเย็นนี้ชั่วชีวิต   แต่แล้วความหวังของผมต้องปลาสนาการไปในชั่วพริบตา  ”
       พลปืนต่อสู้อากาศยานของเวียตนามเหนือหยุดพูดชั่วขณะ   เขาเอื้อมมือหยิบวิทยุทรานซิสเตอร์เล็กๆ  ซึ่งคงจะยึดเอาไปจากทหารรับจ้างชาวไทยบนฐานปฏิบัติการฐานใดฐานหนึ่ง  ณ บริเวณพื้นที่สนามบินซำทอง  ขึ้นมาวางไว้บนตัก  มือข้างหนึ่งเปิดสวิทซ์ให้เครื่องทำงานพร้อมกับหมุนคลื่นวิทยุอยู่ไปมา  ปากก็พึมพำไม่ขาดระยะ
       “เหลืออีก  1 นาที   จะเที่ยงคืน  สหาย   ผมขอเวลาฟังเพลงปลุกใจจากสถานีฮานอยก่อน.... ประเดี๋ยวเราค่อยคุยกัน”
       เสียงเพลงเวียตนามเหนือแว่วขึ้นมาจากวิทยุทรานซิสเตอร์เก่าคร่ำคร่านั้น
       “........เซียนซี.......เดียนเบียนฟู”
      

๑๓...
       เพลง   “เดียน-เบียน – ฟู ”  บรรเลงขึ้นอย่างฮึกเหิม  มันเป็นเสียงเพลงแห่งชัยชนะ
        เสียงเพลงที่ปลุกดวงวิญญาณอันแกร่งกล้าของชาวเวียตนามเหนือทุกผู้ทุกนามให้ตื่นขึ้นมารับรู้   ชัยชนะของกองทัพปลดแอก  “เดียนเบียนฟู”  ซึ่งกำลังเคลื่อนย้ายกลับเข้าเมืองฮานอยในวันอันสดใสวันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิ  ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยกรรมกร   ประชาชนแน่นขนัด....ทุกคนถือธงชาติพร้อมกับโบกมือแสดงความยินดีต่อชัยชนะของกองทัพปลดแอก   ที่สามารถขับไล่จักรวรรดิ์นิยมฝรั่งเศษให้กระเจิงออกไปจากเดียนเบียนฟู   พร้อมด้วยความสูญเสียอย่างเหลือคณานับของฝ่ายข้าศึก  “ผืนแผ่นดิน....เทือกเขาสูงเสียดฟ้าตลอดจนแม่น้ำที่จืดสนิทดุจน้ำฝน  ต่างลุกขึ้นมาจากการหลับใหล   เปล่งเสียงแสดงความปรีดาปราโมทย์กับชัยชนะอันสูงส่งของกองทัพปลดแอกโดยพร้อมเพียงกัน ”
       ครับ  ทั้งหมดนั้นคือเนื้อเพลงปลุกใจที่ไพเราะเพราะพริ้ง  เพลง  “เดียนเบียนฟู”  ซึ่งเพิ่งจบลงไปสด ๆ ร้อน ๆ เดี๋ยวนี้เอง  พลยิงปืน  12.7 ม.ม.  เอื้อมมือปิดวิทยุ  แล้วยกขึ้นวางไว้บนเนินกระสอบทรายที่ตั้งเรียงรายอยู่บนแนวขอบหินนั้น
       “ผมเป็นคนมหาสารคาม”   เขาพูดทั้งๆกำลังเอี้ยวตัวหันหลังให้ผมอยู่  เมื่อผมนิ่ง   เขาก็นิ่งบ้างราวกับจะชั่งใจอะไรสักอย่าง   แล้วหันมาสบตาผมเขม็งปากก็พูดออกมาอย่างยืดยาว  ด้วยคำพูดแสดงความเจ็บช้ำน้ำใจอย่างใหญ่หลวง
        “พ่อผมเป็นญวน  แม่เป็นผลิตผลระหว่างลาวกับไทย   เลือดพ่อผมคงจะรุนแรงพอสมควร  ฉะนั้น  เมื่อผมเกิดมาก็เลยต้องอยู่ในกรอบและ อุดมการณ์ของบ้านเกิดเมืองพ่ออย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงใดๆทั้งสิ้น..... ไม่มีทางหลีกเลี่ยงทั้งๆที่จิตใจอันแท้จริงของผมเอนเอียงไปทางคนไทยเกือบหมดสิ้น........สังคมและกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดของชาวญวน   ทำให้ผมเซ็งและเบื่อหน่ายเต็มประดา....  แทบทุกวันผมจะถูกคุณพ่ออบรมให้เกลียดชังเจ้าหน้าที่และรัฐบาลไทยด้วยคำพูด  ตลอดจนเหตุผลที่สมจริงสมจัง   จนผมบังเกิดความคล้อยตามขึ้นทุกขณะ.... สูบบุหรี่ไหมสหาย ?”
       พลยิงปืน  12.7 ม.ม.  หยุดพูด  พร้อมกับย้อนถามผมดื้อๆ เมื่อผมพยักหน้า  เขาก็ควักบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ  โยนมาให้ผมทั้งซอง  ปากก็ร่ายต่อไปอย่างเนิบนาบ  
       “...ถ้าอยากจนทนไม่ไหวก็เชิญสูบได้   สหายกระสอบทรายสูงๆแบบนี้  พวกสหายคงตรวจการณ์ไม่เห็นพวกเราหร็อก.....   หรือจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่ง   สหายเคยได้รับของขวัญจากคนไทยพลัดแผ่นดินก็ยังได้นา ”
       ผมหยิบบุหรี่ยี่ห้อ  “สายฝน”   ซึ่งเขาคงยึดมาจากฐานปฏิบัติการขึ้นมาใส่กระเป๋าเสื้อชุดกุลีญวนบางเจี๊ยบ   ปากก็พึมพำขอบคุณด้วยคาดไม่ถึงว่าจะได้รับความเมตตาถึงเพียงนี้
        “...ผมเติบโตท่ามกลางความจงเกลียดจงชังรัฐบาลไทยอย่างเข้ากระดูกดำ   ยิ่งเห็นพ่อถูกรีดไถจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองบ่อยครั้ง   ไอ้ความเกลียดเหล่านั้นก็ยิ่งทับทวีเพิ่มขึ้น   จนไม่มีช่องว่างสำหรับการเปลี่ยนใจในโอกาสภายหน้าอีกแล้ว....พออายุได้  15  ปี  พ่อส่งผมไปยังฮานอย    บางทีสหายคงจะแปลกใจว่า   พวกผมข้ามไปเวียตนามเหนือด้วยวิธีใด   ทั้งๆที่บริเวณเขตแดนก็มีการระมัดระวังอย่างแข็งแรงอย่างที่ได้ยินกันอยู่”
       พลยิงปืน  12.7  ม.ม.  หยุดพูด  พร้อมกับจ้องหน้าผมเขม็ง  เมื่อผมพยักหน้าเป็นเชิงถาม  เขาก็ระบายยิ้มออกมาด้วยสีหน้าเยาะเย้ย   พร้อมกับขยับลุกขึ้นยืนพิงแนวกระสอบทราย   ส่งสายตาไปยังเนินเขาทันเดอร์  ปากก็พูดออกไปอีกอย่างยืดยาว
       “พวกสหายมีเฮลิคอปเตอร์ของจักรวรรดินิยมอเมริกาใช้   พวกเราก็มีเฮลิคอปเตอร์ของมหามิตรโซเวียตรุสเซียใช้เช่นกัน เทือกเขาภูพาน  คือแหล่งส่งทหารป่าที่  “ลับ”   ที่สุดของพวกเรา...ด้วยท่อเก็บเสียงที่มีประสิทธิภาพ   เฮลิคอปเตอร์รุสเซียสามารถลักลอบบินข้ามเขตแดนไทย  มาสนับสนุนพวกเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   สองปีในฮานอยทำให้ผมเชี่ยวชาญการศึกและการจารกรรมขั้นแตกฉาน....เมื่อผมกลับมาเมืองไทยผมก็ต้องได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจอย่างแสนสาหัส  คุณพ่อซึ่งเป็นร่มไทรของผม   โดนยิงบนเส้นทาง   “บรบือ-มหาสารคาม ”  อย่างโหดร้ายทารุณจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองกลุ่มหนึ่ง....คุณเชื่อไหม ?  สหาย  ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา   ผมเริ่มวางแผนลอบสังหารเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอย่างเหี้ยมโหด  ผมจะฆ่าเมื่อมีโอกาส  จะฆ่าอย่างไม่ปรานีปราศรัย  จากนั้น   ผมก็วางแผนจารกรรมด้วยการเสนอตัวเข้าคลุกคลีกับบุคคลระดับบริหารของจังหวัดมหาสารคาม   ด้วยการช่วยเหลือในโอกาสต่างๆ ตามแต่โอกาสจะอำนวย   ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานกุศล  การแข่งขันฟุตบอลดารา  และแผนงานสุดท้ายก็คือ  อาศัยเงินจากการเรี่ยไรของชาวญวนอพยพซื้อ   “เวลา”   วิทยุทางรายการเข้าจัดรายการ  เพื่อส่งข่าวรหัสไปยังหน่วยเหนือที่ฮานอยได้อย่างสะดวกโยธิน  สหายที่รัก   อาจเคยได้ยินหมอลำคณะหนึ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังแถวๆภาคอีสานมาแล้ว   สหายอาจคาดไม่ถึง    ถ้าผมจะขอบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า   ผมคือเจ้าของกิจการที่แท้จริงของหมอลำคณะ   “รังสิมูน”   อันมีชื่อเสียงนั้นแต่เพียงผู้เดียว   ผมปฏิบัติงานอยู่ในจังหวัดมหาสารคามเกือบ  5  ปีเต็ม   แล้ววันหนึ่งผมก็ต้องพลาด   พลาดเพราะขบวนการ  ซี.ไอ.เอ.  ที่หนุนรัฐบาลไทยอย่างลับๆ  สายลับมือดีของ  ซี.ไอ.เอ.   ที่สวมรอยเข้ามาในคราบ   “โค๊ชกีฬา”   แห่งวิทยาลัยครูมหาสารคาม  ตามไล่ถลกหนังหัวผม   จนต้องเผ่นกระเจิงออกจากแผ่นดินไทยมาจวบเท่าทุกวันนี้   แผนงานที่ผิดพลาดในอดีต   ทำให้หน่วยเหนือต้องแทงบัญชีผมออกจากงานจารกรรมอย่างสิ้นเชิง   และนี่...คืองานชิ้นสุดท้ายที่ผมต้องปฏิบัติเป็นประจำในสมรภูมิลาว ”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 22, 2013, 03:53:48 PM โดย winggo » บันทึกการเข้า
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #7 เมื่อ: มิถุนายน 23, 2013, 02:02:21 PM »

   ตกใจ
     พลปืน  12.7  ม.ม.   สิ้นสุดคำพูดอันยืดยาวของเขาด้วยน้ำเสียงแหบเครือ  อากัปกิริยาที่แสดงออกมาบ่งถึงความน้อยเนื้อต่ำใจในโชควาสนาของตัวเองอย่างแจ่มชัด  ถ้าผมเดาไม่ผิด   ชายผู้นี้กำลังเกิดความคิดสองฝักสองฝ่ายต่อสู้กันภายในจิตใจอย่างกระทันหันและผมก็ไม่ละโอกาสที่จะ   “ล้างสมอง”   อันเป็นประโยชน์ในการหลบหนีของผมในวาระถัดไป
       “ทำไม  หน่วยเหนือถึงไม่เล็งเห็นคุณงามความดีของคุณ   ในผลงานที่ผ่านมาแล้วบ้างครับ ?  ตามปกติแล้วสำหรับในประเทศไทยเรารัฐบาลจะไม่ยอมทอดทิ้งผู้ที่กระทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ เป็นอันขาด   ถึงแม้จะพิการได้รับบาดเจ็บจากผลการกระทำดังกล่าว   ทางรัฐบาลก็จะตอบแทนด้วยการมอบเงินบำเหน็จ   และแต่งตั้งยศชดเชยให้อย่างเหมาะสม  เจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่กระทำต่อคุณในอดีต  อาจจะมีทั้งดีและชั่วคละกันไป  ผมอยากจะให้คุณไปเห็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองขณะนี้เหลือเกิน  คุณ....คุณ ”
       “เรียกผมว่า   “อมรฤทธิ”…อมรฤทธิ   สติรอดชมภูนุช    อดีตนักจัดรายการชื่อดังของมหาสารคาม  ซึ่งขณะนี้แทบจะไม่มีแผ่นดินซุกหัวนอนเนื่องจากโชควาสนาที่แสนจะเฮงซวยนั้น   ป่วยการครับ  ป่วยการที่สหายจะมาปลุกระดมคนชั้นผมให้เคลิบเคลิ้มไปกับเหตุผลจอมปลอม   ซึ่งผมเคยพบเห็นมาด้วยตาของผมอย่างชาชินแล้ว    และนี่คือเหตุผลที่ผมเล่าไอ้เรื่องบัดซบนี้ให้คุณได้ฟัง ”
       พอพูดจบ   อมรฤทธิก็ยื่นมือข้างซ้ายซึ่งซุกอยู่เบื้องหลังส่งมาให้ผมดู
       พระเจ้าช่วย   ข้อมือด้านซ้ายของอมรฤทธิ   ยอดจารชนของเวียตนามเหนือในอดีต  มีโซ่เล็กๆล่ามติดกับตัวปืน   12.7  ม.ม.  เหมือนกับผมไม่มีผิด   
       และเมื่อผมชำเรืองสายตาไปที่พนักงานโทรศัพท์   ซึ่งขณะนี้กำลังครึ่งนั่นครึ่งนอนอยู่บนเป้สนาม   ก็ปรากฏว่ามีโซ่เส้นเล็กๆ  ล่ามผูกติดเอาไว้ที่เครื่องวิทยุ   P.R.C.-77   มองเห็นถนัดตา
       “ร้อยโทบุญเพ็ง  นาคำ ”   แห่งกองพันทหารลาวจากสุวรรณเขต  เขาถูก   “สัมมนา”   มาแล้วสองเดือนแต่ทว่าทางหน่วยเหนือยังไม่ค่อยจะไว้ใจเท่าใดนัก   ก็เลยต้องล่ามโซ่เอาไว้ก่อน   สหาย...กรุณาบอกยศ  ชื่อ ของคุณให้ผมทราบด้วย
       ประโยคสุดท้าย  อมรฤทธิเจาะจงให้ผมบอก ยศ ชื่อ และตำแหน่ง   ก่อนที่ผมจะถูกจับเป็นเชลยศึกให้เขาทราบ ด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความเอาแต่ใจตนเอง   จนผมบังเกิดความฉุนขึ้นมาทันที
       ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยอะไรออกไป   ประสาทหูก็ได้ยินเสียงครวญครางของหางนำทิศดังแว่วๆ อยู่บนท้องฟ้า  ทิศทางของมันตรงดิ่งเข้ามาหายอดถ้ำหิน   ใกล้เข้ามาทุกขณะ   สัญชาตญาณทำให้ผมผวาเข้าไปซุกตัวหมอบอยู่ข้างๆ ตัวปืน   แล้วพร้อมๆกันนั้น   ผมก็ได้ยินเสียงของหางนำทิศเงียบเสียงลงบนยอดถ้ำหินเหนือศีรษะของผมพอดี
       “วี๊ด.....บึ้ม”
       พอสิ้นเสียงครางของหางนำทิศ  เสียงระเบิดปานประหนึ่งปฐวีถล่ม   ก็ได้คำรามขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว  พื้นยอดถ้ำหินโครงเครง  เหมือนกับภูเขาทั้งลูกถูกมือยักษ์ผลักเคลื่อนที่   ความรู้สึกบอกกับตัวเองว่า   ขณะนี้พื้นที่ส่วนหนึ่งของยอดถ้ำหินโดนระดมยิงด้วยปืนใหญ่ขนาด  155  ม.ม.   ของกองพันปืนใหญ่   กองพันใดกองพันหนึ่งของฝ่ายเราเข้าให้แล้ว
       อมรฤทธิกระโจนพรวดลงมานอนตัวสั่นเหมือนกันเจ้าเข้าอยู่ข้างๆผม    มือข้างที่ว่าเอื้อมเข้ามากอดผมแน่น   ปากก็กระซิบกระซาบบอกความลับบางสิ่งบางอย่างซึ่งผมฟังแล้วเย็นเยียบเข้าไปทุกขุมขน
       “สหายยังไม่รู้อะไร   แทบทุกคนที่ประจำปืน  12.7  ม.ม.  ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลซึ่งหน่วยเหนือไม่ได้ไว้ใจในพฤติการณ์ทั้งสิ้น   เมื่อเกิดการโจมตีขึ้นมา  พวกที่อยู่บนถ้ำหินจะถูกตัดขาดจากหน่วยเหนือซึ่งอยู่ในถ้ำเบื้องล่างอย่างสิ้นเชิง   ดวงใครดีก็รอด   ดวงใครจู๋ก็ต้องถูกเป็นเหยื่อลูกระเบิดเครื่องบินของนายพลวังเปา   เชื่อผมเถอะ   ป่านนี้พวกผู้คุมหลบลงไปในปล่องหมดแล้ว”
       อา....ผมเพิ่งจะรู้พฤติการณ์ต่างๆบนยอดถ้ำหินจากคำพูดของอมรฤทธิเดี๋ยวนี้เอง   เสนาธิการชั้นหัวกระทิของเวียตนามเหนือ  วางแผนยอกย้อนด้วยการใช้ชีวิตของพวกเชลยศึกและพวก   (ต้องสงสัย)   ทั้งหลายเป็นเครื่องอ่อยเหยื่อให้ฝ่ายเราโจมตี   เป็นการหันเหความสนใจจากภารกิจลับสุดยอดของทหารราบฝ่ายของมันอย่างที่ผมเคยคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด
       กระสุนปืนใหญ่  155   ม.ม.   ของฝ่ายเราคงจะถูกระดมยิงมาจากเมืองล่องแจ้ง    และกระสุนนัดแรกที่หล่มโครมลงมาเหมือนกับผีจับยัดนั้น   คงจะเป็นลูกฟลุก  ซึ่งบังเอิญจับพลัดจับพลูหล่มตูมลงมาอย่างช่วยเหลืออะไรไม่ได้เท่านั้นเอง  และต่อจากนั้นกระสุนทุกนัดของปืนใหญ่ฝ่ายเราก็ตกคร่อมไปคร่อมมาระหว่าง  ถ้ำหินกับหมู่บ้านร้างซึ่งปลูกระเกะระกะอยู่ไม่ห่างจากบริเวณดังกล่าวนั้นเท่าใดนัก   จนกระทั่งการระดมยิงของปืนใหญ่ได้ยุติเป็นปลิดทิ้งในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา
       และก็จริงเหมือนอย่างอมรฤทธิพูดเอาไว้ไม่มีผิด  หลังจากปืนใหญ่หยุดยิงไปแล้วเกือบหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ  ผู้ควบคุมจึงขึ้นมาสำรวจยอดเสียหายของเชลยศึกบนยอดถ้ำหิน    พร้อมกับกำชับให้ผมดักฟังข่าวคราวความเคลื่อนไหวของกองพันทหารรับจ้างต่อไป  ด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาดและดุดัน
 
๑๔...
       สถานการณ์ที่เลวร้ายทำให้ผมและอมรฤทธิก้มหน้าเข้าปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด  ทั้งๆที่ประสาทส่วนหนึ่งเตือนไม่ให้ผมไว้วางในอมรฤทธิมากนัก  แต่ทว่าสถานการณ์ที่ฉุกละหุกทำให้ผมหายเคลือบแคลงใจ ลูกครึ่งญวนผู้นี้ไปอย่างสนิทใจ
       “ทางหนีของเรามีอยู่ทางเดียวก็คือ   ปลดโซ่ออกจากข้อมือ  แล้วลอบลงไปจากยอดถ้ำหินตรงทางลับทางด้านหลังซึ่งผมเคยขึ้นมาแล้ว   2-3  ครั้ง   และทางดังกล่าวมียามเฝ้าอยู่เพียง  2  คนเท่านั้น”
        อมรฤทธิเอ่ยแผนการออกมาให้ผมฟัง   พร้อมกับขยับตัวลุกขึ้นยืนพิงแนวกระสอบทราย  มือข้างหนึ่งชี้ไปยังเนินเขาลูกเล็กๆทางซ้ายมือ  ปากก็บ่นพึมพำเหมือนกับจะพูดกับตนเองอยู่ตลอดเวลา
       “ปัญหาอีกข้อหนึ่งก็คือ    ทำไมคุณและผมจึงจะสามารถแหวกวงล้อมทหารป่าของเจ้าสุภานุวงศ์ไปยังเมืองล่องแจ้งได้อย่างปลอดภัย ผมขอรับกับคุณตรงๆ  ผมไม่รู้จักภูมิประเทศแถบนี้เลย   เคลื่อนย้ายแต่ละครั้งผมจะมีลาวแดงเป็นผู้นำทางโดยตลอด  โน่น   เส้นทางหลังเนินเขาลูกโน้นที่ผมพอจะจำได้อย่างติดหูติดตาว่ามีค่ายเชลยศึกชาวไทย   เหมือนอย่างผมกับคุณถูกกักขังอยู่หลายสิบคน  ถ้าเราได้พวกเขาเป็นเพื่อน  บางทีแผนงานของเราอาจเป็นผลสำเร็จ”
       “คุณพูดแต่ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  อมรฤทธิ  การแหวกวงล้อมลงไปจากยอดถ้ำหิน  ก็เป็นปัญหาที่หนักอึ้งสำหรับพวกเราพอเพียงอยู่แล้ว   และถ้าผมจำไม่ผิดคุณคิดแผนการหนีถึง  4  ครั้ง   และแทบทุกครั้งผู้ที่ร่วมแผนการกับคุณก็มักจะสูญหายไปอย่างไม่ได้ร่องรอย   พอทีเถอะครับ......ขอให้คุณสร้างวิมานในฝันของคุณไปคนเดียวก็แล้วกัน ”
       หมวดบุญเพ็งซึ่งนอนขดอยู่ข้างๆ วิทยุ  ซึ่งคราวแรกผมคิดว่าหลับสวนคำพูดออกมาเบาๆ  พร้อมกับขยับตัวลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิอยู่หน้าวิทยุ  มือข้างหนึ่งหมุดฟรีเคว้นซี่  “P.R.C. 77”  อยู่ไปมา   ปากก็ยังคงพึมพำอยู่ตลอดเวลา    และคราวนี้ดูเหมือนว่าผู้หมวดบุญเพ็งจะจงใจพูดกับผมโดยเฉพาะ
       “ไอ้ห่า......ข่าววิทยุทำไมมันเงียบเหมือนเป่าสากอย่างนี้ก็ไม่รู้ว่ะ....คุณ....คุณ....ช่วยรับข่าวฉบับนี้ส่งให้  บก.  หน่อย ผมจะช่วยส่องไฟให้เอง  ”
       ผมปราดเข้าไปนั่งอยู่ข้างๆ หมวดบุญเพ็ง   เสียงรหัสวิทยุที่แซดขึ้นมา   ทำให้ผมต้องรีบคว้าแผ่นกระดาษแข็งซึ่งวางอยู่ที่พื้นขึ้นมาวางทาบอยู่บนลังกระสุน   แล้วเริ่มรับข่าว   ซึ่งเข้ารหัสอย่างลวกๆ  ด้วยความตื่นเต้นที่สามารถดังฟังข่าวคราวความเคลื่อนไหว  ของพรรคพวกได้เป็นผลสำเร็จ
       นับเป็นข่าวการรายงานผลการตรวจการณ์ยอดถ้ำหินจากกองพัน   616   ไปยัง  บก. สิงหะ  (บก . ล่องแจ้ง)   ด้วยวิทยุอย่างง่ายๆ  แม้กระทั่งผมซึ่งไม่รู้  “กุญแจรหัส”   ดังกล่าว  ก็ยังสามารถทำความเข้าใจกับข่าวนั้นได้อย่างสบาย
       พนักงานวิทยุรายงานถึงความผิดสังเกตบนยอดถ้ำหินที่ผมกำลังนั่งรับข่าวอยู่อย่างยืดยาว เขาอ้างถึงแสงไฟหลายจุดที่ตรวจการณ์พบอย่างบังเอิญ    (แต่ความจริงแล้วมันเป็นความจงใจ  ที่จะทำให้แสงไฟบังเกิดขึ้นจากน้ำมือของทหารเวียตนามเหนือ   เพื่อแผนการบางสิ่งบางอย่างที่พวกมันวางเอาไว้อย่างแยบยลนั่นเอง)       ท้ายข่าวสรูปอย่างมั่นใจว่า   บนยอดถ้ำหินเป็นที่ตั้งปืนต่อสู้อากาศยานและพร้อมกับขอเครื่องบินมาทำ   “แอร์  สไตรค์”    ในเช้าวันรุ่งขึ้น
       ผมอ่านข่าวฉบับนั้นด้วยความรู้สึกที่เย็นเยียบจับขั้วหัวใจ   แน่นอนเหลือเกินถ้าพรุ่งนี้ทัศนวิสัยแจ่มใสผมและเพื่อนๆ   เชลยศึกอีกหลายต่อหลายคน  ซึ่งประจำอยู่บนยอดถ้ำหินจะต้องกลายเป็นเหยื่อล่อพร้อมกับคอยจัดวางลูกระเบิดขนาดหนักของเครื่องบินนานาชนิด  ซึ่งคงจะแห่กันมาอย่างมืดฟ้ามัวดินเลยทีเดียว
       ร.ท. บุญเพ็ง  รับกระดาษเขียนข่าวไปจากมือของผมแล้วหมุนกริ่งโทรศัพท์สนามรายงานเป็นภาษาเวียตนามเหนือไปยัง  บก.   ซึ่งอยู่ในอุโมงค์เบื้องล่าง  ชั่วอึดใจเขาก็ฉีกกระดาษเขียนข่าวแผนนั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย   ปากก็บ่นพึมพำออกมาไม่ขาดระยะ
       “ไอ้หอก...พนักงานวิทยุข้างล่างก็รับข่าวฉบับนี้ได้หน่อย  ยังเสือกด่าขึ้นมาอีกว่ารายงานช้าไปตั้ง   5  นาที   คุณ....คุณ....แปลข่าวนั้นออกไหมครับ ?”
      ประโยคสุดท้ายหมวดบุญเพ็งหันมาถามผมเอาดื้อๆ 
       “เมื่อก่อนนี้ผมแปลได้  เพราะได้รับกุญแจรหัสจากล่องแจ้งเป็นประจำ  ตั้งแต่ผมถูกจับเป็นเชลย  รู้สึกว่ากุญแจรหัสเปลี่ยนแปลงจนสับสนไปหมด  ผมแปลข่าวฉบับนี้ไม่ออกหรอกครับ  ผู้หมวด”
       ผมพูดไม่จริงออกไปอย่างมีชั้นเชิง   พร้อมกับชำเรืองไปยังอมรฤทธิ  ซึ่งขณะนี้ขยับตัวเข้ามาใกล้ๆวิทยุ ด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน
       เผลอแพล็บเดียว   ท้องฟ้าชักสว่างขึ้นมาทุกที   ทัศนียภาพสนามบินซำทองซึ่งมัวซัวอยู่ทั้งคืน   เริ่มชัดเจนขึ้นทุกขณะ   สายหมอกซึ่งยังคงอ้อยอิ่งอยู่ค่อยจางหายไปกับรัศมีอันแรงกล้าของดวงอาทิตย์   ซึ่งกำลังสาดขึ้นมาจากสันเนิน   “ทันเดอร์”   จนมองดูสุกปลั่งเหมือนกับขุนเขาอันใหญ่โตมโหฬารนั้นถูกฉาบไว้ด้วยทองคำเปลวแผ่นมหึมา     
บันทึกการเข้า
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #8 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2013, 12:14:25 AM »


ชั่วพริบตา  ท้องฟ้าเหนือที่ราบแอ่งกระทะก็คลี่ม่านออกมาสว่างไสวเหมือนกับเมืองเนรมิต  ทัศนียภาพทุกแง่ทุกมุมของสนามบินซำทองกระจ่างอยู่แค่เอื้อม  และเมื่อผมมองไปทางช่องว่าง   ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างเนิน   “สกายไลน์-วัน”                               กับเนิน   “สกายไลน์-ทู”   ก็ปรากฏว่าโล่งตลอดไปทั้งขุนเขา
       และก็ดูเหมือนว่าพวกผู้คุมจะรู้แกวว่าถ้ำหินดังกล่าวจะต้องถูกโจมตีจากเครื่องบิน  ของฝ่ายท่านนายพลวังเปาอย่างแน่ๆ  เพราะหลังจากพวกเขานำอาหารแห้งอย่างง่ายๆ  จำพวกเนื้อเค็ม  ซึ่งคงจะเก็บหมักเอาไว้นานจนกระทั่งมีกลิ่นเหม็นหืนขึ้นมาให้พวกเราแล้ว   พวกผู้คุมเหล่านั้น  ก็พากันลงไปซ่อนตัวอยู่ในอุโมงค์จนหมดสิ้น
       และนี่คือข้อมูลที่ผมทราบได้อย่างชัดแจ้งว่า   กองบัญชาการทหารเวียตนามเหนือ   จะต้องแปลรหัสข่าวฉบับนั้นได้ถูกต้องทุกข้อความ  และยิ่งไปกว่านั้น  ชั่วอึดใจต่อมา  ผมก็ได้ยินเสียงหึ่งๆ  ของเครื่องบินดังแว่วมาทางทิศใต้พร้อมกับจุดดำเล็กๆ สี่จุด  เรียงรายอยู่บนท้องฟ้าสุกใสนั้น
       “สหาย....เศษเหล็กของจักรวรรดินิยมอเมริกาบินชมวิวอยู่โน่น  หน้าที่ของผมก็คือ  ยับยั้งไอ้เศษเหล็กดังกล่าวนั้น   สหายคงไม่รู้หรอกว่า  ถ้าผมเด็ดปีกไอ้ปีศาจเหล่านั้นได้    ข้อมือของผมจะเป็นอิสระทันที คอยดู....คอยดู......ผมจะหั่นพวกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยลูกแตกอากาศของผมนี่ ”    ในขณะที่ตะโกนอย่างกับคนเสียสติอยู่นั้น  อมรฤทธิก็ใช้มือข้างที่ว่างตบลงไปบนเกราะกำบังหน้าตัวปืนอย่างบ้าคลั่ง  ดวงตาทั้งคู่มองผ่าน  “ตาตารางของศูนย์การยิง”   เหมือนกับจะคำนวณระยะทางอยู่ในที
       ผมคลานเข้าไปซุกตัวหมอบข้างๆ  หมวดบุญเพ็งจิตใจมันเกิดความเกรงกลัวขึ้นมาอย่างสุดขีด   และยิ่งได้ยินเสียงคำรามอย่างกึกก้องของ   “T-28”   ทั้งสี่เครื่อง   ในขณะที่บินข้ามศีรษะไปด้วยแล้ว   หัวใจของผมยิ่งเต้นระทึกแทบจะระเบิดออกมานอกทรวงอกเลยทีเดียว
       หมวดบุญเพ็ง ค่อยๆ ลุกขึ้นมายืนอยู่ข้างๆ ตัวปืนด้านที่สายกระสุนห้อยเป็นตับอยู่นั้น ถ้าผมเดาไม่ผิด หน้าที่อีกตำแหน่งหนึ่งของผู้หมวดก็คือ  “พลบรรจุ”  ปืนต่อสู้อากาศยานนั่นเอง  “ช่วยรับข่าวทางโทรศัพท์สนามให้ผมด้วย ไม่เข้าใจภาษาเวียตนามก็พูดภาษาลาวตอบไปแล้วกัน ถ้าไม่มีข่าว จะลุกขึ้นยืนดูมหกรรมทางอากาศก่อนก็ได้นะคุณ”  หมวดบุญเพ็ง พูดพลางยิ้มให้ผมเป็นเชิงปลุกปลอบใจ แล้วหันกลับไปใช้มือทั้งสองข้างขยับสายกระสุนที่บิดเอียงไปข้างหนึ่งให้เข้าที่  ต่อจากนั้นก็เพ่งสายตามองขึ้นไป   บนท้องฟ้า   ด้วยความเย็นชา  เหมือนกับไม่ยินดียินร้ายกับเหตุการณ์อันน่าระทึกใจที่กำลังจะบังเกิดขึ้นในวินาทีใดวินาทีหนึ่งข้างหน้านี้
       เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์   “T-28”   เริ่มแผดก้องกังวานขึ้นอีกครั้ง   และคราวนี้เสียงของมันดังขึ้นมาทุกทิศทางเหมือนอย่างจะล้อมถ้ำหินเอาไว้ทุกๆ ด้าน   และเครื่องหนึ่งบินฉากแว็บออกไปยังสนามบินซำทอง   แล้วเลี้ยวซ้ายกลับลำมุ่งหน้าเข้ามายังถ้ำหินด้านที่ผมกำลังยืนมอง   ใจเต้นโครมครามอยู่ด้วยลักษณะการบินที่ดิ่งลงมาเกือบเป็นเส้นตรง
       อมรฤทธิ   ขยับปืนขึ้นเป็นมุม   80   องศา   ความอยากรู้อยากเห็นทำให้ผมเคลื่อนที่เข้ามาหยุดอยู่ทางเบื้องหลังของเขา   สายตามองผ่านตา ตารางรูปวงกลม   ซึ้งมีตัวเลขอารบิค   บอกระยะทางของเป้าหมายปรากฏอยู่อย่างถี่ยิบ   และในขณะนี้ภาพของเครื่องบิน “T 28”   เครื่องดังกล่าวก็ผ่านแว็บเข้ามาในตารางนั้น   มองเห็นอย่างถนัดชัดเจน   “เข้ามา.....ไอ้ปีศาจเวหา.....เข้ามาอีกนิด เข้ามาซีโว้ย   มึงจะมัวรออะไรอยู่อีกวะ”
     อมรฤทธิ   ร้องตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง   พร้อมกับส่ายปืนติดตามทิศทางบินของ   “T 28”   อยู่ตลอดเวลา   ในบัดดลนั้นเอง   ประสาทตาของผมก็มองเห็นวัตถุชนิดหนึ่งพุ่งแว็บออกมาจากทางบริเวณใต้ปีก   “T  28”   เครื่องนั้น   ด้วยความเร็วจนมองดูแทบไม่ทัน
       ประสาทอันเร้นลับเตือนให้ผมทราบว่า   วัตถุดังกล่าวนั้นก็คือ   จรวดอันทรงอานุภาพของเครื่องบินนั่นเอง   และก่อนที่สมองจะทันสั่งการ   ผมก็มองเห็นสายควันสองสาย   พุ่งปราดตรงดิ่งเข้าหาที่ตั้งปืนของผมเหมือนกับลมเพชรหึง
       “บึมสส์..........บึมสส์”
       เสียงกระหึ่มเหมือนกับปฐพีถล่ม   ได้คำรามขึ้นสองครั้งติดๆ กัน   ยอดถ้ำหินเหนือที่ตั้งปืนของผมขึ้นไปประมาณ  20 เมตร   โดนถล่มด้วยจรวจของ   “T - 28”   เข้าอย่างถนัดใจ   จนหินซึ่งชะโงกง้ำออกไปด้านข้างพังทลายร่วงเกรียวกราว   ได้ยินถนัดหูถนัดตา   ขุนเขาทั้งลูกดูเหมือนจะโยกไปโยกมาอยู่พักหนึ่ง   และในช่วงเวลาที่ติดต่อกันนั้น   ประสาทหูของผมก็กึงก้องไปด้วยเสียงรัว   เป็นประทัดแตกของปืนต่อสู้อากาศยานจากตำแหน่งที่ซ่อนพรางตามด้านต่างๆ   ของยอดถ้ำหินนั้นผสมผเสกับเสียงแผดก้องของเครื่องยนต์ที่ดังสนั่นหวั่นไหวอยู่ไม่ขาดระยะ   ทำให้บรรยากาศ   ณ   สถานที่ดังกล่าวเพิ่มความน่าสะพรึงกลัวขึ้นเป็นทวีคูณ
       “T - 28”   เมื่อปล่อยจรวจทั้ง   2   ลูก   เข้าถล่มที่ตั้งปืนของผมแล้ว   ก็เชิดหัวบินไดร๊ท์ขึ้นท้องฟ้าอย่างรวดเร็วจนอมรฤทธิซึ่งส่ายปืนอยู่   ยิงไม่ทันถึงกับสบถออกมาอย่างฉุนเฉียว
       “ขออีกทีว๊ะ   เพื่อนฝูง   ขอกูอีกที   มึงชะล่าใจเมื่อใดเป็นโดนดีเมื่อนั้น”
       เครื่องบิน   “T - 28”   ทั้ง   3   เครื่องที่โดนต่อต้านจากปืน   12.7   ม.ม.   รีบบินผละออกจากยอดถ้ำหินแล้วบินวนเวียนอยู่สูงลิบ    ปล่อยให้   “T - 28”   เครื่องที่บินโจมตีที่ตั้งปืนของผมครั้งแรก   แล้วไม่ได้รับการยิงต่อสู้แต่อย่างใด   บินดิ่งลงมายิงจรวจครั้งที่สองอย่างชะล่าใจ
       อมรฤทธิส่ายปืนตามเครื่องบินอย่างใจเย็น   เมื่อภาพของ   “T- 28”   ผ่านแวบเข้ามาในเส้นผ่าศูนย์กลางของแผ่น  “ตาราง”    เขาก็กดไกปืน 12.7 ม.ม.ทันที
       “ปัง.......ปัง........ปัง... ...ปัง......ปัง.......”
       กระสูนแตกอากาศพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นสาย   ชุดแรกเฉียดลำตัวเครื่องบินไปอย่างชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด   อมรฤทธิกระแทกไกปืนต่อไปอีกอย่างบ้าคลั่ง   พระเจ้าช่วย   ด้วยฝีมือหรือความฟลุคก็เหลือจะเดากระสุนชุดหนึ่งจากหลายๆ   ชุดที่ยิงสลุตขึ้นไปเหมือนกับห่าฝนฉีกปีกข้างหนึ่งของ    “T -  28”   ผู้เคราะห์ร้ายลำนั้นหลุดกระเด็นปลิวออกไปเหมือนกับโดนขวานจาม   และชั่วอึดใจต่อมาส่วนหัวของมันก็บังเกิดควันสีดำพุ่งขึ้นเป็นสาย   อันดับต่อไปแผ่นห่างซึ่งมีตราช้างสามเศียร   อันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศลาว   ก็กระเด็นแวบขาดออกไปเป็นชิ้นๆ   เหมือนเศษกระดาษที่โดนลม   บ้าหมูหอบขึ้นไปสู่เบื้องบนเครื่องยนต์ของ   “T - 28”   สำลักติดๆ   กันสามสี่ครั้งแล้วระเบิดตูมออกมาดังสนั่นหวั่นไหว   ซึ่งพร้อมๆ   กันนั้น   ผมก็เห็นวัตถุชิ้นหนึ่งปลิวแวบออกมาจากห้องโดยสารแล้วพุ่งปราดลอยขึ้นเบื้องบนเสมือนกับถูกแรงชนิดหนึ่ง ดีดออกมาจากเครื่องบิน   ซึ่งกำลังแตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่นั้น

๑๕..
       คราวแรกผมดูไม่ค่อยออกว่าวัตถุดังกล่าวนั้นเป็นอะไรกันแน่   ชั่วอึดใจต่อมา   ผมก็มองเห็นร่มชูชีพสีขาวสลับแดงกางพรึบออกมาอย่างถนัดตา   ร่างของนักบินซึ่งห้อยโต่งเต่งอยู่ด้านล่าง   เริ่มขยับสายร่มพร้อมกับโยกตัวเองบังคับร่มให้มุ่งทิศทางหนีออกจากพื้นที่ดังกล่าวอย่างเต็มความสามารถ
       “ขอให้มึงลงนรก.....   ไอ้ปีศาจเวหา...ฮะฮ้า...   ไอ้สุนัขรับใช้จักรวรรดินิยมอเมริกา   มึงอย่ามีชีวิตอยู่อีกเลย     กูจะส่งวิญญาณอันชั่วร้ายของมึงลงนรกก่อนเท้าอันโสโครกของมึงจะสัมผัสพื้นแผ่นดินที่พวกมึงกำลังรุกรานพวงพี่น้องเผาพันธุ์   ของพวกกูอยู่ในขณะนี้ตายเถอะมึง”
       “อมรฤทธิ   ตระโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง   แล้วเบนปากกระบอกปืน   “12.7”   เข้าร่างชูชีพซึ่งในขณะลอยห่างออกไปจากยอดถ้ำหินทุกขณะ
       “ร.ท.   บุญเพ็ง   นาคำ”   ซึ่งยืนคุมสายกระสุนอยู่ข้างๆ   ฉากแวบเข้าไปหาอมรฤทธิ   โซ่ซึ้งยาวพอสมควรถูกยกขึ้นคล้องฉับเข้าไปที่คอหอย   มือข้างที่ว่างกระตุกรวบโซ่เข้ามาแล้วออกแรง   กระซากร่างของ   อมรฤทธิ     ล้มหงายหลังลงกับพื้นปากก็สำทับออกมาเหมือนกับจะเตือนสติอมรฤทธิอยู่ในที
       “คุณจะบ้าเลือดไปถึงไหน   อมรฤทธิเชลยศึกนักบินคือสิ่งที่มีค่าสำหรับหน่วยเหนือ   คุณลืมกฎข้อบังคับของพวกเราแล้วหรือ?.....อมรฤทธิคุณกำลังจะสร้างความยุ่งยากให้กับพวกเราเสียแล้ว.....ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้”
       อมรฤทธิดิ้นอึกอักอยู่ที่พื้น.....   ชั่วอึดใจเขาก็สามารถสงบสติอารมณ์ได้เหมือนอย่างเดิมเขาค่อยๆ   ลุกขึ้นมานั่งกุมคอหอยพร้อมกับไออย่างรุนแรงติดๆ   กัน 3-4  ครั้ง   ต่อจากนั้นก็กระย่องกระแย่งลุกขึ้นมาที่แนวกระสอบทรายจ้องสายตาไปยังร่มชูชีพ  ขณะนี้   กำลังลอยต่ำลงไปในรันเวย์สนามบินซำทองอยู่ทุกขณะ
       “_มึงจะหนีพวกกูไปไหนพ้น   ไอ้สัตว์นรกโน่น!   พวกกูออกตามล่ามึงแล้ว.....ดูสหายดูการล่าหัวมนุษย์ที่มีความสนุกสนานและความตื่นเต้นยิ่งกว่าเกมส์ใดๆ   ที่มีการแข่งขันกันอยู่ในโลก   ดูซะ   ดูให้เต็มตาโอกาสสนุกๆ   แบบนี้   สหายจะหาดูไม่ได้อีกแล้วในแผ่นดิน”
       “อมรฤทธิ”   พูดพลางหัวเราะพลางพร้อมกับชี้มือให้ผมมองดูกลุ่มทหารเวียตนามเหนือจากฐานซึ่งกำลังลอยต่ำลงทุกขณะ   และยิ่งไปกว่านั้น   เมื่อผมกวาดสายตาไปรอบๆ   ก็ปรากฏว่ามีทหารเวียตนามเหนือจากฐานปฏิบัติการต่างๆ   ของสนามบินซำทองออกมาปรากฏกายยั้วเยี้ยไปหมด   ทิศทางของทุกคนเท่าที่ผมมองเห็น   ดูเหมือนจะเคลื่อนที่โอบล้อมร่มชูชีพ   ดังกล่าวนั้นให้จนมุมอยู่   ในใจกลางของรันเวย์สนามบินซำทองซึ่งกว้างใหญ่ไพศาลนั้น

บันทึกการเข้า
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #9 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2013, 01:02:30 AM »


เครื่องบิน  “T-28”  ทั้งสามเครื่องซึ่งบินคุมเชิงอยู่สูงลิบ  เพื่อหลบรัศมีแตกอากาศของปืน  12.7  ม.ม.   เมื่อมองเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นบังเกิดขึ้นแก่  “ลูกฝูง”   ของตัวเองก็โฉบแวบลงมา  พร้อมกับกราดปืนกลอากาศเสียงระรัวเหมือนกับประทัดในวันเฉลิมฉลองตรุษจีน
       อมรฤทธิเผ่นผึ่งเข้าไปที่แท่งปืน   “12.7”  เจตนาของเขาต้องการที่จะ   “สอย”   เครื่องบินทิ้งระเบิดเหล่านั้นด้วยมือของเขาเองอีกครั้ง....และคราวนี้ผู้หมวดบุญเพ็ง  นาคำ  ก็ไม่รั้งรอที่จะเข้าไปร่วมสังฆกรรม  ด้วยการจัดแจงเปลี่ยนสายกระสุนด้วยท่าทางคล่องแคล่วว่องไว....
       ร่มชูชีพกระทบพื้นรันเวย์แล้ว     ผมมองเห็นร่างของนักบินล้มกลิ้งลงไปกับพื้นชั่วขณะหนึ่ง   เนื่องจากผมอยู่บนภูมิประเทศซึ่งสูงพอสมควร   จึงสามารถตรวจการณ์เห็นการเคลื่อนไหวต่างๆ  ได้อย่างถนัดชัดเจน......ชัดเจนจนกระทั่งมองเห็นนักบินผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นกระตุก   “M-18 ”  (อามาไลท์)   ออกมาจากขอเกาะที่ติดอยู่ข้างๆ  ท่อนขาด้านนอกแล้วจึงย้อนกลับไปทางทิศเหนือด้านเนินเขา    “เด็ลต้า-อินเดีย”   ในขณะที่ทางทิศเหนือท้องฟ้าด้านบนมีเจ้าปีศาจเวหาทั้งสามเครื่องคุมเชิงอยู่ตลอดเวลา   
       หน่วยเหนือคงจะมีนโยบายจับเป็นนักบินอย่างที่ผู้หมวดบุญเพ็งพูดเอาไว้ไม่มีผิด   เพราะผมสังเกตเห็นแนวกระสุนจากปืน   “12.7”    ทุกกระบอกที่อยู่บนยอดถ้ำหินต่างก็ละจากเป้าหมายที่วิ่งหนีตายอยู่เบื้องล่างนั้นแล้ว  หันไปสลุตกระสุนเข้าใส่เครื่องบินซึ่งฉวัดเฉวียนอยู่เบื้องบน  ด้วยลักษณะการยิงที่ต่อเนื่องกันอย่างไม่หยุดยั้ง
       อย่างไรก็ดี   เป้าหมายที่เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา   และระยะทางดังกล่าวนั้นก็อยู่ห่างพอสมควร  จึงทำให้   “T-28”   ทั้งสามเครื่องรอดจากกระสุนแตกอากาศไปได้อย่างหวุดหวิด
       เสียงออดโทรศัพท์สนามที่ดังลั่นขึ้นมาทำให้ผมต้องละสายตาจากเหตุการณ์ที่ตื่นเต้น   ณ บริเวณเบื้องล่างไปชั่วขณะผมปราดเข้าไปหยิบปากพูด  หูฟังขึ้นมาแนบหูชั่วอึดใจ   ภาษาเวียตนามที่เฉียบขาดก็แว่วกังวานขึ้นมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ........
       “-ห้ามพลยิงทุกคน ยิงนักบินอย่างเด็ดขาด”
       ทั้งๆที่ผมพอจะเข้าใจภาษาเวียตนามได้พอสมควร   แต่มันเรื่องอะไรที่ผมจะเผยไต๋ของตัวเองให้ข้าศึกรู้....... ผมก็เลยส่งภาษาลาวสวนกลับลงไปทันควัน
       “-กรุณาช่วยสั่งเป็นภาษาลาวด้วยครับ   ผมฟังไม่รู้เรื่อง   ขณะนี้ผู้หมวดบุญเพ็งกำลังช่วยพลยิงปฏิบัติงานอยู่”
       เงียบเกือบครึ่งนาทีพนักงานโทรศัพท์  จึงพูดภาษาลาวตอบกลับมา  ด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน
       “-สั่งพลยิงด้วยเด้อ  หน่วยเหนือห้ามใช้ปืนลูกแตกยิงนักบินเป็นอันขาด   ให้ยิง   “เครื่องยนต์เหาะ”  แต่อย่างเดียว   เข้าใจบ่อ  ไอ้เชลยน่าโง่”
       ประโยคสุดท้าย   พนักงานวิทยุโทรศัพท์ด่าผมเสียแสบเข้าไปถึงกระดองใจ
       ผมรีบตระโกนบอกให้อมรฤทธิทราบ  แล้วปราดเข้าไปยืนดูการล่าหัวมนุษย์   ณ  บริเวณสนามบินซำทองด้วยความตื่นเต้น
       อา !   ขณะนี้เหตุการณ์ได้กลับตารบัตรไปอย่างสิ้นเชิง    แทนที่ทหารเวียตนามเหนือจะเป็นฝ่ายล่ากลับเป็นฝ่ายวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน   เหมือนกับหมาโดนน้ำร้อนไปรอบๆ  สนามบินซำทอง   โดยมี  “T-28”   ทั้งสามเครื่อง   ไล่โฉบกระหน่ำยิงด้วยปืนกลอากาศอย่างช่ำมือ
       ทหารเวียตนามเหนือล้มตาย  เหมือนกับใบไม้ร่วง  บางคนบ้าดีเดือดถึงกับยืนจังก้าประทับอาวุธประจำกายยิงสวนเครื่องบินอย่างชนิดใครดีใครอยู่
       ไม่มีเหลือหรอกครับ....จรวดอากาศถูกยิงถล่มลงมาสองลูกซ้อนๆ กลุ่มทหารเวียตนามเหนือซึ่งกำลังวิ่งกระเซอะกระเซิงอยู่เบื้องล่างกระเด็นแวบออกไปเหมือนกับโดนช้างเตะ    แรงระเบิดทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้น  ณ บริเวณต่างๆ  อย่างรวดเร็ว......
       ขณะนี้นักบินผู้เคราะห์ร้ายวิ่งใกล้บริเวณชายป่าเข้าไปทุกขณะ  และเป็นที่น่าสังเกตว่าทหารเวียตนามเหนือทั้งหมดที่กำลังไล่ติดตามอยู่  ต่างก็พากันถอนตัวเข้าไปหลบอยู่ในพื้นที่อันอับกระสุน  ตามบริเวณที่กว้างใหญ่ไพศาล   ของสนามบินซำทองจนหมดสิ้นเป็นที่ผิดสังเกตของผมอยู่ครามครัน
       เพราะตามปกติแล้ว  ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเพียงใด ?  ทหารเวียตนามเหนือจะต้องสู้หัวชนฝา....สู้จนกระทั่งหมดลมหายใจ  ถึงแม้พวกเขาจะสูญเสียกำลังพลอย่างย่อยยับขนาดไหนก็ตามทีพวกที่เหลือก็จะห้อตะบึงเข้าเชิดฉิ่งกับข้าศึกศัตรูอย่างชนิดเลือดทาแผ่นดินเลยทีเดียว......ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าพวกทหารเวียตนามเหนือเหล่านั้น  จะต้องได้รับคำสั่งทางวิทยุจากหน่วยเหนือ   ให้ถอนตัวออกจากพื้นที่ดังกล่าวนั้นอย่างแน่นอน
       มันจะต้องมีแผนการที่ลึกซึ้ง   และยอกย้อนบังเกิดขึ้นอย่างแน่ๆ   และในชั่วเวลาต่อมาผมก็มองเห็นรถสายพานสองคัน    วิ่งโผล่พรวดออกไปจากอุโมงค์ใต้ถ้ำหินทิศทางของมันก็คือรันเวย์สนามบินซำทอง   ซึ่งขณะนี้กำลังกลายเป็นทะเลเพลิง  เนื่องจากอำนาจจรวดจากเครื่องบิน   “T-28”   ทั้งสามเครื่อง
       ตามปกติ  กระบะท้ายรถสายพานจะติดตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน  4  ลำกล้องเอาไว้   2  กระบอก  แต่บัดนี้เท่าที่ผมมองเห็นท้ายกระบะดังกล่าวมีผืนผ้าใบคลุมเอาไว้อย่างมิดชิด  จนผมบังเกิดความเคลือบแคลงใจอยู่ครามครัน
       รถสายพานทั้งสองคันห้อตะบึงผ่านซากปรักหักพังของเรือนโรงรอบๆ สนามบิน  แล้วเลี้ยวซ้ายวิ่งปราดขึ้นไปบนรันเวย์  มุ่งหน้าไปยังร่างของนักบิน  ซึ่งขณะนี้กำลังวิ่งกระเซอะกระเซิง   ใกล้แนวชายป่าเข้าไปทุกขณะ
       “T-28”   ทั้งสามเครื่อง  โฉบแวบเข้ามาเหมือนกับเหยี่ยวเห็นเหยื่อ   เครื่องหนึ่งสลุตกระสุนปืนกลอากาศเข้าทักทายทันควัน....  แนวกระสุนถูกรันเวย์ข้างๆ   ตัวรถแล้วแฉลบไปกับพื้น  ประกายไฟซึ่งเกิดจากการเฉียดสี  ลุกวูบวาบมองเห็นถนัดตา
       บัดดลนั้นเอง    ผ้าใบท้ายกระบะของรถสายพานทั้งสองคันก็ถูกเลิกออกอย่างกะทันหัน   ปืนต่อสู้อากาศยานตั้งจังก้าพร้อมกับสลุตกระสุนเข้าใส่เครื่องบินทั้ง   3  ที่กำลังชะล่าใจอย่างเมามัน 
       กระสุนแตกอากาศ   วิ่งปราดขึ้นท้องฟ้าเป็นสาย    “T-28”    ทั้ง  3  เครื่อง   ซึ่งกำลัง  “ดิ่ง”   ลงมาตาลีตาเหลือก   “ไดร๊ท”   เครื่องขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างกะทันหัน.......
       อนิจจา!   สองในสามเครื่องตกเข้ามาอยู่ในทางปืนของรถสายพานเข้าอย่างช่วยเหลือไม่ได้........ อำนาจของลูกกระทบแตกฉีกปีกและแพนหางของเครื่องบินทั้งสองขาดฉิวปลิวกระเด็นไปเหมือนกับใบไม้แห้งหลุดออกจากขั้ว    ชั่วอึดใจต่อมาผมก็มองเห็นเครื่องบินทั้งสองแปรสภาพเป็นลุกไฟกองมหึมาสว่างจ้าอยู่กลางอากาศจนผมต้องหลับตาลงชั่วขณะ
       “บึ้มสส์........  บึ้มสส์”
        เครื่องบิน   “T-28”   ทั้งสองเครื่องระเบิดกลางอากาศอย่างไม่มีชิ้นดี  ส่วนอีกเครื่องที่เหลือก็ไดร๊ทตัวเองขึ้นหาชั้นความสูง   แล้วบินหนีออกจากพื้นที่ดังกล่าวอย่างทุลักทุเล  ด้วยลักษณะการบินที่แฉลบไปแฉลบมาจนผมคาดว่า   “เครื่องบังคับ”   เครื่องบินเครื่องนั้น  จะต้องโดนสะเก็ดระเบิดของกระสุนแตกอากาศชำรุดอย่างแน่นอน
       ควันสีเทาอมดำพุ่งออกมาจากบริเวณส่วนหัวของเครื่องบินเป็นสาย........หมวดบุญเพ็ง  ซึ่งยืนเบิ่งตาดูอยู่อย่างชนิดแทบไม่หายใจยกมือข้างหนึ่งขึ้นแตะหน้าผาก  แล้วเลื่อนลงมาแตะที่หน้าอกด้านขวาและซ้ายทำอากัปกริยาเสมือนหนึ่งจะส่งวิญญาณของนักบิน    ผู้ขับขี่เครื่องบิน    “T-28”   เครื่องนั้นอยู่ในที   ปากก็พึมพำออกมาค่อนข้างดัง
       “-เพื่อนเอ๋ย  ลองมีควันออกมาดำปี๋แบบนี้.... เห็นทีเพื่อนจะไปไม่รอดแน่ๆ  พยายามหน่อยวะยังไง ๆ  ขอให้เพื่อนตกลงบนเนินสกายไลน์ก็ยังดี”
       ยังไม่ทันจะจบคำพูดของผู้หมวดบุญเพ็ง  ผมก็มองเห็น  ประกายไฟลุกขึ้นแดงฉาน ที่หัวเครื่องบินและพร้อมๆ  กันนั้นก็มีวัตถุชิ้นหนึ่งโดนดีดออกมาจากห้องโดยสาร   มองเห็นลิบๆ.....  อึดใจต่อมา  ร่มชูชีพ  สีแสดสลับขาว   ก็กางพรึบอยู่บนท้องฟ้า....และเหมือนกับคำภาวนาเอาใจช่วยของผู้หมวดบุญเพ็งจะมีความขลัง  เจ้าร่มชูชีพดังกล่าว  ลอยละลิ่วลงไปในช่องว่างระหว่างรอยต่อของ   “เนินสกายไลน์-วัน” กับ “ เนินสกายไลน์-ทู”  อันเป็นที่ตั้งฐานปฏิบัติการของกองพันทหารรับจ้างที่  604.  พอดิบพอดี
       เครื่องบิน   “T-28”   เมื่อปราศจากผู้บังคับก็ดิ่งลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว   ชั่วอึดใจต่อมามันก็หายลับไปทางเบื้องหลังเนิน   “ทันเดอร์”   ซึ่งทมึมอยู่หน้าเนินสกายไลน์นั้น
       “บึ้มสส์  ๆ  ๆ  ๆ  ๆ  ๆ”
       เสียงระเบิดสะท้อนกลับไป กลับมา   สองนาทีเต็มๆ  ควันสีเทาอมดำพุ่งขึ้นมาเหนือยอดเนินทันเดอร์มองดูเหมือนกับลูกเห็ดยักษ์  แล้วค่อยๆแผ่ปริมณฑลออกไป  จะดูเหมือนกับว่ายอดเนินทันเดอร์โดนปกคลุมด้วยเมฆสีดำจนมืดมิดไปทั่วอาณาบริเวณ

๑๖...
       “เสร็จแล้ว....นักบิน.......โน่นโดนมัดเดินอกแอ่นมาโน่น.”
       อมรฤทธิ   ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ   พูดออกมาค่อนข้างดัง  พร้อมกับสะกิดให้ผมมองไปทางปลายสุดของรันเวย์สนามบิน
       ผมหันควับกลับไปด้วยความตื่นเต้นและก็จริงอย่างที่อมรฤทธิพูดเอาไว้ไม่มีผิด   นักบินผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นถูกควบคุมตัวออกมาจากแนวชายป่าเบื้องหน้า   ท่ามกลางความคุ้มกันของทหารเวียตนามเหนือ  ชุดที่เพิ่งจะลงไปจากรถสายพานทั้งสองคันนั้น   และถ้าสายตาของผมไม่ฝาดจนเกินไปนัก   ผมมองเห็นทหารเวียตนามเหนือใช้เท้าและมือฟาดลงไปบนร่างกายของนักบินผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นอยู่ตลอดเวลา   บางครั้งนักบินก็เซถลาล้มลงไปกับพื้นดิน   หมวดบุญเพ็งซึ่งยืนเหม่อมองดูอยู่ถึงกับพึมพำออกมาเบาๆ
       “-กว่าจะถึงบก.    นักบินคนนั้นคงจะบวมไปทั้งตัว....เชื่อผมเถอะ....ผมเคยโดนมาแล้ว  ขนาดร่มชูชีพเกือบจะถึงพื้น  พวกมันก็ยังช่วยกันระดมยิงจนร่มผมพรุนไปหมด....ผลของมันก็คือทำให้ผมลงพื้นเร็วกว่าปกติ....และนี่คือ  รอยจาลึกจากการลงพื้นครั้งนั้น”
       พอพูดจบหมวดบุญเพ็งก็เลิกปลายขากางเกงเครื่องแบบที่เก่าคร่ำคร่าให้ผมดูแผลเป็นขนาดใหญ่ที่บริเวณขาพับด้านนอก  ด้วยท่าทางแค้นใจ
       ผมเพิ่งจะรู้ว่า  อดีตของผู้หมวดบุญเพ็งก็คือนักบินขับไล่  “T-28”    ของกองทัพอากาศลาวที่เพิ่งจะโดนยิงตกอย่างสด ๆ ร้อน ๆ  ในการโจมตีเส้นทางโฮจิมินห์  ก่อนที่กองพันทหารเวียตนามเหนือจะยกทัพบุกตะลุยกองพันทหารรับจ้างเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง  จนกระทั่งพวกเราต้องวิ่งอย่างรีบร้อนอยู่ในขณะนี้นั่นเอง
บันทึกการเข้า
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #10 เมื่อ: มิถุนายน 28, 2013, 05:19:59 PM »


       เมื่อเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้น   ได้ผ่านพ้นไปแล้ว  พวกผู้คุมซึ่งลงไปหลบอยู่ในอุโมงค์เบื้องล่างก็ทยอยขึ้นมาตรวจดูความเสียหายข้างบนยอดถ้ำหินกันเป็นจ้าระหวั่น.....
       พร้อม ๆ กันนั้น  ทหารช่างไม่น้อยกว่าหนึ่งหมวดพร้อมเครื่องมือ   ก็ถูกลำเลียงขึ้นมาอย่างเร่งด่วน  ด้วยการทำงานที่มีประสิทธิภาพไม่ถึง  2  ชั่วโมงที่มั่นอันแข็งแรงบนยอดถ้ำหิน   ก็ถูกซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเดิมอย่างเรียบร้อย   แนวกระสอบทรายซึ่งเอียงกระเท่เร่เพราะจรวดอากาศจากเครื่องบิน   “T-28”   ถูกเสริมขึ้นมาให้สูงจากเดิม  จนทำให้ผมบังเกิดความอุ่นใจขึ้นอีก
       อำนาจของจรวดอากาศทำให้เชลยศึกชาวแม้ว   ซึ่งทำหน้าที่เป็นพลยิงปืนต่อสู้อากาศยานด้านทิศตะวันตกเสียชีวิตไปอีกหนึ่งคน..... จากสภาพศพซึ่งผมมองเห็นในขณะที่ถูกลำเลียงกลับลงไปในอุโมงค์ใต้ดิน    เชลยแม้วผู้นั้นเหลือร่างกายอยู่เพียงท่อนล่างเท่านั้นเอง....
       “อมรฤทธิ”  ถูกถอดข้อมือเป็นอิสระ  เขาหันมายิ้มกับผมด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงแววเยาะเย้ยพร้อมกับพูดจาถากถางผมและหมวดบุญเพ็งออกมาดังๆ
       “ –สหาย  คราวนี้สหายทั้งสองคนคงจะคิดวางแผนหลบหนีกันสบายไปเลยนะ    ขอให้โชคดี !  ถ้าผมเดาไม่ผิด  ประเดี๋ยวสหายคงจะมีเพื่อนหน้าใหม่มาช่วยยิงปืนแทนผมหรอก.....ลาก่อน.... บางทีเราอาจจะได้พบกันอีกครั้ง”
       และนั่นคือประโยคสุดท้ายที่ผมได้ยินจากปากของลูกครึ่งญวนจอมจารชนของเวียตนามเหนือในอดีต   เพราะตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา  ผมมิได้พบหน้าตาบุคคลผู้นั้นอีกเลย
       จากเช้าจนกระทั่งถึงเที่ยง   ไม่มีเครื่องบินจากฝ่ายเราบินเข้ามาปฏิบัติงานในสนามบินซำทองอีกแม้แต่เครื่องเดียว    จากการสูญเสียเครื่องบินขับไล่   “T-28”   ทั้ง   4  เครื่อง   นำความหวาดหวั่นให้กับท่านนายพลวังเปา  จนมิกล้านำเครื่องบินเฉียดมายังพื้นที่ดังกล่าวอีกเลย.....
       อย่างไรก็ดี   พอตอนบ่าย   “ไอ้ปากชั่ว”   หรือเครื่องบินตรวจการณ์ขนาดเล็กปีกชั้นเดียว   ก็เริ่มบินมาตรวจการณ์เหนืออาณาบริเวณดังกล่าว   ด้วยลักษณะการบินซึ่งสูงลิบจนผมมองแทบไม่เห็นตัว....
       ขนาดบินสูงๆ แบบนั้น   ปืนต่อสู้อากาศยานทุกกระบอกบนยอดถ้ำหินก็ยังได้รับคำสั่งให้ระดมยิงรบกวนอยู่ไม่ขาดระยะ    จนกระทั่ง   “ไอ้ปากชั่ว”    จำเป็นต้องบินผละออกจากพื้นที่ดังกล่าวนั้นไป   เนื่องจากตรวจการณ์ไม่ได้ผล....
       ก่อนเวลา  17.00 น. เล็กน้อย   พวกผมทั้งหมดที่อยู่บนยอดถ้ำหินต่างก็ได้รับความแปลกใจอย่างใหญ่หลวง  ที่จู่ๆก็ได้รับคำสั่งให้ขนย้ายปืนต่อสู้อากาศยานทั้งหมดลงไปในอุโมงค์ใต้ดินอย่างรวดเร็ว....
       และเมื่อผมลงมาถึงภายในอุโมงค์ดังกล่าว   ก็สังเกตเห็นทหารราบเวียตนามเหนือ  ซึ่งผมประมาณกำลังว่า ไม่น้อยกว่า   2,000   คนขึ้นไป    แออัดยัดเยียดกันแน่นขนัดไปหมด   และทุกคนต่างก็มีเศษผ้าหรือสำลีอุดหูเอาไว้ทั้งสองข้าง
       ผมและหมวดบุญเพ็งได้รับแจกเศษผ้าร่มชูชีพคนละชิ้น   และได้รับคำสั่งให้อุดหูทั้งสองข้างเหมือนกับทหารเหล่านั้น   จากนั้นผู้คุมก็ต้อนผมเข้าไปในช่องทางแคบๆ   ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปจากกึ่งกลางถ้ำพอสมควร.....
       คบไฟขนาดเล็ก  ซึ่งปักอยู่ระหว่างหลืบในช่องอุโมงค์ริบหรี่เหมือนกับอ็อกซิเย่นจะมีอยู่น้อยเต็มที....ผมเริ่มรู้สึกอึดอัด    หมวดบุญเพ็งซึ่งเดินอยู่เบื้องหน้าผมหายใจฟืดฟาดเหมือนกับผ่านการออกกำลังกายมาอย่างสด ๆ ร้อน ๆ   เขาชะงักแล้วหันไปพูดกับผู้คุมซึ่งเดินขนาบอยู่ข้างๆ  ด้วยท่าทางอ่อนระโหยโรยแรง
       “จะพาผมไปไหนครับ   อากาศข้างในนี้อึดอัดเหลือเกิน....ขืนเดินเข้าไปลึกกว่านี้ผมคงตายแน่”
       ผู้คุมทหารลาวแดงกระแทกปากลำกล้องปืนอาก้าเข้าไปที่บริเวณสีข้างของผู้หมวดบุญเพ็ง   แล้วสำรากออกมาอย่างยะโส
       “ไอ้น่าโง่....มึงอย่าสำออยมากนัก.....ตราบใดที่คบไฟยังติดอยู่   พวกมึงต้องมีอากาศหายใจแน่ ๆ  มึงอยากจะแก้วหูแตกตายอยู่ข้างนอกหรือยังไงวะ.... ไอ้วายร้าย   กูพามึงเข้ามาหลบ  “B-52”   อยู่ในก้นถ้ำนี้พวกมึงยังไม่รู้จักบุญคุณอีก....เอ้า....ถึงแล้วพักผ่อนได้   นั่งรวมกลุ่มอยู่นี่แหละ ”
       ผู้คุมทหารลาวแดงไขกุญแจให้ข้อมือผมกับหมวดบุญเพ็งหลุดออกจากกัน   แล้วผลักให้ผมเข้าไปนั่งรวมกลุ่มกับเชลยเชื้อชาติต่างๆ  ซึ่งแออัดยัดเยียดอยู่ในห้องแคบๆ นั้นก่อนแล้ว....
       ผู้คุมทหารลาวแดงผละออกไปจากช่องทางดังกล่าวพวกเชลยศึกซึ่งนั่งพังพาบอยู่กับพื้นที่เย็นเยียบ    จ้องสายตามาที่ผมสลอน....คนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ในเงามืดถามผมออมาเป็นภาษาอังกฤษ สำนวนอเมริกัน   ด้วยน้ำเสียงที่แหบเครือ
       “-คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหมครับ”
       หมวดบุญเพ็งเอื้อมมือมาสะกิดผมทันควัน   สัญชาติญาณทำให้ผมปฏิเสธออกไปเป็นภาษาไทยได้ทันท่วงที
       “-คุณพูดอะไรผมฟังไม่รู้เรื่อง....... ผมไม่เข้าใจภาษาอังกฤษหรอกครับ”
       “บลูเชี้ยด....นรกสาบหรือยังไงโว้ย   ไอ้พวกห่ากินนี่ถึงพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ซักคน”
       ภาษาอเมริกันแสลงพ่นออกมาอีกด้วยน้ำเสียงที่ฉุนเฉียว   พร้อมๆ กับเจ้าของเสียงก็ขยับตัวลุกขึ้นจากมุมมืดแล้วก้าวเท้าออกมาอยู่นอกกลุ่ม   ปากก็บ่นพึมพำต่อไปไม่ขาดระยะ
       ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่เกิน  6  ฟุต    แถมผิวดำสนิทเหมือนกับยางมะตอย  เชลยศึกอเมริกันนิโกรผู้นั้นแสยะยิ้มฟันขาวพร้อมกับยื่นมือออกมาให้ผมสัมผัส   ภาษาไทยเหน่อ ๆ  และเพี้ยนจนผมยังแทบไม่รู้เรื่องถูกกล่าวออกมาช้าๆ  จากริมฝีปากที่หนาเตอะนั้น
       “ซาหวัดดี๋....ทหารไทย    คุณเป็นอารายถึงโดนจับ-หา ?”
       ให้ตายเถอะครับ !  ตั้งแต่ผมโดนจับเป็นเชลยศึกมาเกือบ   8  เดือนเต็มๆ   ผมไม่เคยเห็นเชลยศึกอเมริกันซักคนเดียว....และที่นี่       ภายในอุโมงค์ใต้ดินที่แข็งแรงและมั่นคงประดุจหลุมหลบภัยขนาดยักษ์   ผมได้มีโอกาสพบกับอเมริกันนิโกรเข้าอย่างไม่คาดฝัน......
       ผมไม่ตอบแต่รีบทรุดตัวลงนั่ง   พร้อมๆ กับดึงแขนอเมริกันนิโกรคนนั้นให้นั่งลงไปด้วย.......เมื่อผมลอบสังเกตดูเชลยศึกทุกคนไม่สนใจ    ผมก็กระซิบบอกเชลยศึกอเมริกันนิโกรผู้นั้นด้วยภาษาอังกฤษทันที
       “-คุณรีบหาอะไรอุดหูทั้งสองข้างเดี๋ยวนี้....อีกไม่กี่นาที   “B-52”  จะมาปูพรมเหนือถ้ำหินนี้....เร็ว”
       ประโยคสุดท้ายผมกำชับด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง
       เชลยศึกอเมริกันจ้องมองดูหน้าผมเขม็ง    ดวงตาทั้งคู่เหลือกโพลนเหมือนไม่เชื่อหูของตัวเอง.... แต่ก็เป็นชั่วอึดใจหนึ่งเท่านั้น... ในพริบตาต่อมาเขาก็ฉีกเสื้อชั้นในด้านหน้าออกมาทั้งกระบิ....และในขณะที่เขากำลังสาละวนกับหูทั้งสองข้างอยู่นั้น  ผมก็รู้สึกผิดปกติในบรรยากาศรอบๆ  ข้างขึ้นมาในบัดดล
       บรรยากาศรอบๆตัว    เหมือนกับโดนแรงอัดอันมหาศาลวิ่งโถมกระแทกเข้ามาพร้อมๆกัน  ทั้ง  4  สี่ด้าน...เสียงคำรามปานประหนึ่งอุโมงค์ใต้ดินจะถล่มทลาย  ดังก้องสะท้อนขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย....  เศษหินซึ่งอยู่บนเพดานอุโมงค์ร่วงเกรียวกราวลงมาไม่ขาดระยะ
       ด้วยสัญชาติญาณที่ผ่านมาอย่างจำเจ   ผมพุ่งตัวเองลงไปนอนฟุบหน้าอยู่บนพื้นอุโมงค์ที่เย็นเยือบนั้นมือทั้งสองยกขึ้นตะปบใบหูเอาไว้แน่น    หลับตานิ่งด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม  แทบจะระเบิดออกมานอกทรวงอก
       แผ่นดินข้างๆ  ตัวเริ่มโยกไปโยกมาเหมือนกับนั่งอยู่บนเรือโต้คลื่น  ร่างของเชลยศึกที่นั่งอยู่ข้างๆ   กลิ้งกระเด็นมานอนทับสุมกัน  เหมือนกับถูกเขย่าด้วยกระด้งฝัดข้าว   คบไฟซึ่งริบหรี่อยู่ดับมืดลงในบัดดล
    อา!  แรงอัดอันมหาศาล  ซึ่งเกิดจากลูกระเบิดของเครื่องบิน  “B-52”   ได้กระทำปฏิกิริยาไล่อ็อกซิเย่น ซึ่งมีอยู่น้อยเต็มทีในช่องทางลับก้นอุโมงค์ออกไปสู่ภายนอกจนหมดสิ้น   หรือถ้าจะมีอยู่ก็คงจะน้อยเต็มทน   น้อยจนกระทั่งไม่สามารถที่จะเป็นสื่อให้คบไฟดังกล่าวนั้นติดไฟได้
       ผมรู้สึกสะอึกขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน   ลมหายใจเริ่มขัดและขาดเป็นห้วงๆ  แรงกระตุ้นของหัวใจทำให้ผมยกขาทั้งสอง  ถีบออกไปรอบๆตัว  แล้วกลิ้งกระเสือกกระสนไปที่พื้น  พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดทั้งทางปากและจมูกพร้อมๆกัน อย่างทุรนทุราย
       ความทรมานที่เกิดขึ้นในขณะนี้   ถ้าจะเปรียบมันก็คงจะเหมือนกับคนที่มีลักษณะใกล้ตายนั่นเอง
       อนิจจา !   ผมเพิ่งจะรู้บัดนี้เองว่าคนใกล้จะตาย  มันจะมีความทรมานอย่างแสนสาหัสอย่างนี้เอง    ความรักตัวกลัวตายทำให้ผมกระเสือกกระสนไปยังส่วนต่างๆของก้นถ้ำที่คับแคบนั้น   กระเสือกกระสนไปเพียงเพื่อต้องการอากาศหายใจ   อันเป็นความหวังที่ริบหรี่เต็มทน  ตามสัญชาติญาณของคนกลัวตาย.... “โอ้ย  ข้อยหายใจบ่อออก  ซ่วยข้อยด้วยแน้....มันเห็ดอีหยังของมันน๊อ   โอ้ย   มันขี่เดียดหลายแท้”
       ภาษาลาวผสมแม้ว  โวยวายไม่ได้ศัพท์อยู่รอบๆตัวผม   บางทีก็มีเสียงผรุสวาทด่าทอพร้อมกับเสียงทำร้ายซึ่งกันและกันอึงคะนึงชุลมุนวุ่นวายไปหมด  จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
       มีมือลึกลับมือหนึ่งเอื้อมตวัดเข้ามาโอบกอดศีรษะของผมเอาไว้แน่น   กลิ่นตัวฉุนกึกเหมือนกับกลิ่นกายนิโกรทั่วไป   อบอวลอยู่ใกล้ๆ จนจมูกผมแทบสำลัก
       “หายใจยาวๆ เอาไว้  เพื่อนฝูง  “B-52”  ยุติการโจมตีเมื่อไร  อ็อกซิเย่นภายนอกจะไหลกลับเข้ามาในถ้ำนี้ทันที  อดทนเอาหน่อย”
       เชลยศึกอเมริกันนิโกร  ตะเบ็งเสียงกรอกหูของผมเต็มแรง   พร้อมกับกดศีรษะของผมฟุบลงไปที่พื้นเหมือนอย่างเดิม 
       มันเนิ่นนานเหมือนกับตกอยู่ในขุมนรกอเวจี   มันนานเสียจนผมนับเวลาไม่ถูก  ในขณะที่ลมหายใจของผมจวนเจียนจะขาดผึ่งลงไปนั้นผมก็รู้สึกว่าลักษณะการสะเทือนอย่างรุนแรงได้สงบลงเป็นปลิดทิ้ง   แต่ทว่าเศษดินเศษหินเหนือเพดานยังร่วงเกรียวกราวไม่ขาดระยะ....และอากาศบริสุทธิจากเบื้องนอกก็ดูเหมือนจะถูกถ่ายเทเข้ามาภายในอุโมงค์ก้นถ้ำ   จนผมสัมผัสกับความผิดปกตินั้นในอึดใจแรกที่ผมหายใจเฮือกสุดท้ายเข้าไปเต็มปอด 
       ผมกระฉับกระเฉงขึ้นมาอย่างทันตาเห็น    อันดับแรกตาลีตาเหลือกสูดลมหายใจเข้าปอดสามสี่ครั้งติดๆกันอย่างผลีผลาม
       อา!  ขณะนี้ผมรอดตายแล้ว   รอดตายได้อย่างฟรุ๊คที่สุด  ถ้าการโจมตีของ  “B-52”  ยังคงดำเนินต่อไปอีกเพียงเล็กน้อย   ชีวิตอันเส็งเคร็งของผมก็คงจะสิ้นสุดลงภายในอุโมงค์  ปราศจากผู้รู้เห็นโดยสิ้นเชิง 
       เออ !   เวรกรรมแต่ปางก่อนของผมคงยังไม่สิ้น   โชคชะตาจึงผลักดันชีวิตของผมให้ลืมตาเพื่อชดใช้บาปต่อไปอีกอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
บันทึกการเข้า
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #11 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2013, 02:36:27 PM »


๑๗...
       มีเสียงเคลื่อนไหวดังโครมครามอยู่เบื้องหน้า   ลักษณะเหมือนกับเสียงเคลื่อนที่ผ่านเข้าไปในช่องทางที่ลึกไม่มีที่สิ้นสุดนั้น   คงจะเป็นด้วยทางเดินที่มืดทึบปราศจากแสงไฟ    พวกเชลยศึกเหล่านั้นจึงเดินล้มลุกคลุกคลานเสียงดังโครมครามไม่ขาดระยะ
       ความรู้สึกบอกกับผมว่า   พวกเชลยศึกเหล่านี้คงจะกำลังหาทางหลบหนีออกจากก้นถ้ำ  โดยเสี่ยงเดินเข้าไปในหลืบซอกหินเบื้องหน้าเข้าให้แล้ว    พวกเชลยบางคนถือโอกาสที่พวกผู้คุมผละออกไป  ชักชวนกับหลบหนีออกไปสู่อิสรภาพทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเส้นทางซึ่งลึกซอกซอนอยู่เบื้องหน้านั้นจะพาไป  ณ แห่งหนตำบลใด  ทุกคนคิดเพียงอย่างเดียวก็คือเมื่อมีโอกาสก็จะหาทางหลบหนีออกจากพื้นที่ดังกล่าวนี้  ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้
        “คุณมีไม้ขีดไฟหรือเปล่า ?”
       เชลยศึกอเมริกันนิโกร  กระซิบถามผมด้วยเสียงเบาๆ....และจากคำถามเขาทำให้ผมนึกถึงผู้หมวดบุญเพ็งสหายร่วมข้อมือขึ้นมาทันที....และถ้าผมจำไม่ผิด   ผมเคยเห็นผู้หมวดนักบิน    นั่งสูบบุหรี่อยู่บนยอดถ้ำหินกับ   “อมรฤทธิ”   สองถึงสามครั้งด้วยกัน   ผมขยับมือควานออกไปข้างๆ   พร้อมกับตอบคำถามเชลยศึกอเมริกันนิโกร   ออกไปด้วยน้ำเสียงที่แจ่มใสกว่าเดิม
       “เพื่อนผมรู้สึกว่าจะมีแต่....”   คำพูดของผมก็ต้องสะดุดอยู่แค่คอหอย   เมื่อมือข้างหนึ่งควานไปพบร่างกายที่นิ่งสนิทของหมวดบุญเพ็งเข้าอย่างบังเอิญ
       ผมเขย่าร่างของเพื่อนร่วมชะตากรรมแรงๆ   สามสี่ครั้ง   แต่ก็ปรากฏว่า   ร่างของผู้หมวดบุญเพ็งไม่ไหวติงเสียแล้ว   ขยับตัวเข้าไปใกล้พร้อมกับยกมือข้างหนึ่งล้วงไปในชุดเครื่องแบบที่เก่าคร่ำคร่านั้น   แรงเต้นที่เป็นปกติของหัวใจทำให้ใจผมชื้นขึ้นมาทันที......
       หมวดบุญเพ็งคงจะสลบไปชั่วขณะ    ร่างกายที่ค่อนข้างอ่อนแอของเขาคงจะเกิดการช็อกอย่างกระทันหันเนื่องจากปอดขาดอ๊อกซิเจนโดยฉับพลัน    และในขณะที่ผมกำลังสาระวนพยาบาลผู้หมวดบุญเพ็งอยู่นั้น       แสงไฟที่ปักอยู่ตามซอกหลืบหินเบื้องหลังของผมก็สว่างโพลนออกมาเกือบจะพร้อมๆ กันทั้งสองดวง
       คงจะเป็นด้วยฝีมือของเชลยศึกบางคนซึ่งบังเอิญมีไม้ขีดไฟหลงเหลืออยู่นั่นเอง   เป็นผู้จุดคบไฟดังกล่าวนั้นขึ้น....
        แสงสว่างสาดกระจายออกไปรอบๆ ด้าน   กลุ่มเชลยศึกที่คราวแรกแออัดยัดเยียดอยู่ไม่น้อยกว่า   30  คน  บัดนี้เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่ง   และจำนวนที่เหลืออยู่ก็กำลังอาศัยแสงไฟเคลื่อนที่ตามกันออกไป   ตามซอกหินเบื้องหน้าราวกับงูกินหาง   
       “เล็ท-โก”
       เชลยศึกอเมริกัน   กระซิบกับผมแล้วขยับตัวลุกขึ้นเหมือนกับจะตัดสินใจตามพวกเชลยศึกดังกล่าว   หนีตายออกไปจากอุโมงค์ใต้ดินนี้
       “แล้วเพื่อนผมที่สลบอยู่นี้เล่าครับ”
       ผมกระซิบตอบออกไปอย่างพะว้าพะวง   ในใจคิดเป็นห่วงผู้หมวดบุญเพ็งขึ้นมาอย่างจับจิตจับใจ
       “บลูเซี๊ยด......... นั่นมันนวนิยายในภาพยนตร์นี่หว่าไอ้เกลอ........มันคงจะตื่นเต้นมากนะถ้าเพื่อนช่วยแบกไอ้หมอนี่เดินหนีออกไปทางซอกหินเบื้องหน้านั่น....ขอโทษอั๊วขอถามลื้ออย่างตรงๆ เถอะว่า   ลื้อรู้จักหัวนอนปลายตีนไอ้หมอที่นอนแอ้งแม้งอยู่นั่นหรือเปล่า?…..  ลื้อต้องการอะไรอีกวะ    ชีวิตของเชลยศึกไม่มีเหรียญตราหรอกโว้ย    จะมีก็แต่อิสรภาพเสรีเท่านั้น    ถ้าลื้ออยากจะเป็นวีรบุรุษด้วยการหอบหิ้วไอ้หมอนี่ออกไปด้วยก็ตามใจ   อั๊วไปละ ”
       เชลยศึกอเมริกันนิโกรสบถออกมาอย่างฉุนเฉียวแล้วสะบัดมือผม   ผลัดลุกขึ้นพรวดพราดออกไปยังซอกหินเบื้องหน้า
       คำพูดของอเมริกันนิโกร    ทำให้ผมครุ่นคิดอย่างหนัก  จริงซินะ....นี่มันของจริง    ไม่ใช่นวนิยายที่นักประพันธ์เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา....ทุกคนย่อมเห็นแก่ตัวก่อนอื่น....ถ้ามัวคิดแต่มนุษยธรรม    ทุกสิ่งทุกอย่างมันคงจะสายเกินกาลไปจนหมดสิ้น    และเมื่อเข้าตาจนแบบนี้   ผมก็ไม่รั้งรอที่จะแสดงสันดานดิบที่แท้จริงของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามออกมาด้วยการเผ่นผึง  ติดตามเชลยศึกอเมริกันนิโกร   ซึ่งขณะนี้เอื้อมมือหยิบคบไฟที่ปักอยู่ตามหลืบหินเข้ามาถือกระชับอยู่ในมือข้างหนึ่งแล้วยกมือขึ้นเหนือศีรษะ   เสมือนหนึ่งจะส่องนำทางอยู่ในที....
       “-รอผมด้วย....เพื่อนฝูง”
       ผมตะโกนออกไปสุดเสียง....
       “-หยิบคบไฟติดมือมาด้วย....เร็ว....”
       เชลยศึกอเมริกันนิโกร   สวนคำพูดตอบผมมาทันควันพร้อมกับกำชับให้ผมติดตามไปโดยเร็ว....
       ด้วยแสงไฟซึ่งสว่างพอสมควรทำให้ผมกับอเมริกันนิโกรสามารถติดตามกลุ่มเชลยศึกที่เดินกระเซอะกระเซิง   เหมือนกับคนตาบอดอยู่เบื้องหน้าได้ทันในเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น....
       “-เฮ้ย....ลื้อช่วยตะโกนเป็นภาษาลาวให้ไอ้พวกนำหน้านั้นหยุดก่อน....เราสองคนจะขึ้นไปนำทาง.....บางทีมันอาจจะเชื่อเราเพราะเราทั้งสองมีคบไฟ”
       เชลยศึกอเมริกันนิโกรออกความคิดที่แยบยลขึ้นมาอีก....และผมก็ไม่รั้งรอที่จะปฏิบัติตามความคิดเห็นแก่ตัวนั้นทันที....
       “-เชลยศึกทุกคนโปรดทราบ.....ผมกับอเมริกันนี่มีคบไฟ......และพอที่จะรู้ลู่ทางภายในอุโมงค์ใต้ดินนี้พอสมควร.......โปรดหลีกทางให้ผม-ผมกับอเมริกันจะขึ้นไปนำทางให้เอง”
       กลุ่มเชลยศึกที่เดินเหมือนกับงูกินหางอยู่เบื้องหน้า  มีอาการชะงักงันเหมือนกับจะบังเกิดอาการชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง
       ทันใดนั้นเองก็มีเสียงตะโกนตอบเป็นภาษาลาวจากกลุ่มเชลยศึกซึ่งเคลื่อนที่อยู่หน้าสุดนั้น
       “-อย่าไปเชื่อมัน.......ไม่มีพวกเจ้าทั้งสองพวกข้อยก็หนีได้  เฮ้ยตามมาโว้ย......โอ้ย..........ช่วยด้วย”
       ประโยคสุดท้ายมีเสียงอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจพร้อมๆ   กับมีเสียงร้องโหยหวนติดตามขึ้นมาอย่างน่ากลัว
       ผมมองเห็นกลุ่มเชลยศึกที่พรวดพราดตามเชลยศึกคนที่อยู่หน้าสุดหล่นวูบลงไปในความสลัวเบื้องหน้า       ไม่ต่ำกว่า  3-4  คน   ก็นึกออกทันทีว่าภายในเส้นทางข้างหน้านั้นมีเหวลึกขวางอยู่อย่างแน่นอน       ผมก็เลยฉวยโอกาสดังกล่าว  “อำ”    พวกเชลยศึกเหล่านั้นทันที
       “-อย่าเพิ่งไป.....ข้างหน้ามีเหวลึก....เมื่อกี้ถ้าเชื่อผมก็คงจะไม่มีการตายเกิดขึ้น.....ถอยหลังกลับมาเร็ว”
       เชลยศึกถอยหลังกลับมารวมกันเป็นกระจุก...... บางคนระร่ำระลักออกมาด้วยท่าทางหวาดกลัว    ผมกับอเมริกันนิโกรค่อยๆ  เคลื่อนที่เข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าปากเหวขนาดใหญ่  ซึ่งขวางอยู่บนเส้นทางใต้อุโมงค์  ด้วยความระมัดระวัง........
       เท่าที่ผมลองกะ ๆ  ด้วยสายตา มันเป็นเหวขนาดกว้างประมาณ  8  เมตรขึ้นไป  และส่วนกว้างของมันก็พอดิบพอดีกับช่องทางที่ใช้เดิน  จนกระทั่งไม่มีพื้นที่ที่จะสามารถเดินข้ามไปได้
       เชลยศึกอเมริกันนิโกรก้มลงนอนพังพาบกับพื้นแล้วค่อยๆชูคบไฟยื่นลงไปในเหว    ลมซึ่งพัดอย่างรุนแรงกระโชกขึ้นมาจนคบไฟเกือบดับ    เขาก้มลงใช้หูเงี่ยฟังอะไรบางสิ่งบางอย่างอยู่ครู่หนึ่ง   ก็อุทานออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
       “-น้ำ.....อั๊วได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ข้างล่าง.......เฮ้ย......นั่นอะไร   เอะทางตันนี่หว่า”
       สองสามประโยคหลังเขาร้องออกมาสุดเสียงเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นผนังถ้ำเบื้องหน้า   ซึ่งอยู่ถัดจากปากเหวนั้นออกไปเพียงเล็กน้อย  ตันทึบทมึนอยู่ในแสงไฟซึ่งสลัว ๆ อยู่นั้น
       ผมหายใจวาบ   อิสรภาพซึ่งมองเห็นอยู่แค่เอื้อมปราศนาการไปในชั่วพริบตา   ด้วยความกดดันที่พุ่งขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน  ผมขว้างคบไฟเข้าใส่ผนังถ้ำสุดแรงเกิดพร้อมกับสบถออกมาดังๆ
       “-ทำไมมันถึงซวยบรรลัยยังงี้โว้ย.........ทำไมถึงจำเพาะเจาะจงมาตันเอาที่นี่ด้วยวะ”………..คบไฟที่กระทบฝาผนังแล้วกระดอนกลับมายังปากเหวพร้อมๆกับลื่นไถลตกลงไปยังเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
       ประกายไฟสว่างวูบอยู่เบื้องล่างในระยะที่ไม่ลึกเท่าใดนัก    แล้วมันก็วิ่งปราดหายลับไปยังเส้นทางเบื้องหน้าที่มืดมิดนั้นอย่างรวดเร็ว
       ลักษณะดังกล่าวถ้าผมเดาไม่ผิด   คบไฟของผมคงจะตกลงไปกระทบกับลำธารใต้อุโมงค์ซึ่งเชี่ยวกรากนั้น  คราวแรกไฟคงจะยังไม่ดับเลยทันที  กระแสน้ำก็เลยพัดพาคบไฟของผมหายลับไปอย่างรวดเร็ว
       “กระแสน้ำ........ต้องมีทางออกแน่ ๆ   เพื่อนฝูงประเดี๋ยวอั๊วจะเสี่ยงลงไปเอง”
       เชลยศึกอเมริกันนิโกรระลำระลักออกมาด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกด้วยความหวังที่เต็มเปี่ยม    ส่วนผมไม่ต้องพูดถึงหรอกครับ    กำลังใจที่ริบหรี่สว่างโชติช่วงขึ้นมาจนทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉงอย่างทันตาเห็น
       “ลื้อช่วยรวบรวมเข็มขัดทหารลาวเหล่านั้นมาให้อั๊วด้วย  เลือกเอาชนิดที่เป็นด้ายถัก    อั๊วคิดว่าซัก  6-7  เส้นก็คงจะพอ”
       เชลยศึกอเมริกันนิโกร  พยักเพยิกให้ผมขอเข็มขัดจากกลุ่มเชลยศึกซึ่งนั่งหน้าสลอนอยู่ทางเบื้องหลัง   และในชั่วเวลาเพียงเล็กน้อย   ผมก็รวบรวมเข็มขัดเกือบทั้งหมดส่งให้กับอเมริกันนิโกร  พร้อมกับเอื้อมมือรับคบไฟจากมือเขามาถือเอาไว้
       เชลยศึกอเมริกันนิโกร  หยิบเข็มขัดมาขมวดปมมัดติดต่อกันจนยาวเหยียด   ต่อจากนั้นเขาก็ลองออกแรงดึงเข็มขัดสองสามครั้ง  จนมั่นใจว่าคงจะทานน้ำหนักตัวของเขาได้   ก็หันมาส่งปลายข้างหนึ่งของเข็มขัดให้ผมพร้อมกับกระซิบออกมาช้าๆ  อย่างชัดถ้อยชัดคำ....
“-อั๊วชื่อ  กรีนแบ็ค  มาจากแคนซัส   หน่วยงานครั้งสุดท้ายคือพนักงานประตูของ   “ช็อปเปอร์-โฮเต็ล-ฟ๊อคท๊อด”    ถูกยิงตกที่เนินซีบร้าเมื่อ  16 ก.พ  15  และถ้ารื้อรอดตายออกไปได้   ช่วยทำกุศลสักครั้ง....กรุณาแจ้งให้  “เบาวร์เดอร์-คอนโทรล”   ทราบด้วย.....และขอยืนยันต่อหน้าลื้ออีกครั้ง   ถ้าอั๊วตายอั๊วขอยกผลประโยชน์ทั้งหมดให้กับลูกสาวคนเดียวที่อั๊วมีอยู่.........ช่วยผูกปลายเข็มขัดให้ด้วย   ถ้าไม่มีแง่หิน   ลื้อช่วยเป็นธุระให้ไอ้พวกบ้านั่นช่วยดึงหน่อยวะ  เพื่อนฝูง”
       เชลยศึกอเมริกันนิโกร  ชึ่งแนะนำตัวเองว่าชื่อ  กรีนแบ็ค  ได้กระซิบบอกถึงประวัติและหน่วยงานให้ผมทราบเสมือนหนึ่งจะกล่าวคำอำลาอยู่ในที
       ต่อจากนั้น   ผมก็ใช้เหตุผลอธิบายให้เชลยแม้วและลาวเหล่านั้นทราบถึงการกระทำที่เสี่ยงตายของกรีนแบ็ค   และเมื่อพวกเดนตายเหล่านั้นทราบถึงข้อเท็จจริงก็เต็มใจช่วยกันคนละไม้คนละมือ   บางคนถึงกับเอาปลายเข็มขัดมัดร่างเอาเลยทีเดียว
       “ลื้อช่วยสั่งให้พวกเชลยเหล่านั้นกลับไปเอาคบไฟที่ปักอยู่ตามซอกหินนั้นมาด้วย......ไอ้ห่าเมื่อกี้นี้ก็ลืมสนิท   เสือกตกลงไปในเหวนี้อันหนึ่งเหลืออีกอยู่ดุ้นเดียวมันจะพอทำยาอะไรวะ”
       ในขณะที่ผมหันไปตะโกนสั่งพวกเชลยศึก   กรีนแบ็คก็หย่อนปลายเข็มขัดอีกด้านหนึ่งลงไปในเหว  แล้วหันมากำชับสั่งให้ผมบอกกลุ่มเชลยศึกซึ่งดึงเชือกอยู่เขยิบเข้ามาใกล้ ๆปากเหว  เพื่อเป็นการเพิ่มระยะความยาวของเข็มขัดอีกระยะหนึ่ง
       สายเข็มขัดซึ่งมีความยาวเกือบ  10  เมตร   หายวูบลงไปในเหว  ซึ่งผมยังประมาณระยะไม่ถูกนั้น   กรีนแบ็คคลานถอยหลังเข้าไปนอนพังพาบอยู่ที่ปากเหว   ซึ่งพร้อมๆกันนั้น  เชลยศึก  3  คนที่เข้าไปเอาคบไฟจากซอกหินด้านในก็เดินทางมาถึง   
บันทึกการเข้า
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #12 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2013, 09:35:50 PM »


๑๘...
       คบไฟ  6-7  อัน  สว่างโพลนอยู่ในช่องทางเดินแคบๆ  ซึ่งสะดุดอยู่หน้าปากเหวนั้น   แสงสว่างที่เกิดจากคบไฟซึ่งดัดแปลงง่ายๆ  จากกระดาษเปลือกหุ้มของกระสุนปืนครกกระทบกับผนังถ้ำ  แล้วเกิดสีสันระยิบระยับเหมือนกับทั่วอุโมงค์ใต้ดินถูกประดับประดาด้วยหลอดไฟสี นับเป็นจำนวนร้อยๆ ดวงขึ้นไป
       กรีนแบ็ค  สบตากับผมเป็นครั้งสุดท้าย   แล้วค่อยๆหย่อนตัวเองลงไปในเหว   โดยอาศัยปุ่มตามรอยต่อของเข็มขัด   เคลื่อนที่ลงไปอย่างระมัดระวัง 
       คบไฟซึ่งกรีนแบ็คคาบเอาไว้ที่ปาก   สาดแสงนวลจนกระทั่งมองเห็น   คราบตระไคร้น้ำซึ่งจับอยู่ตามขอบผนังใต้ปากเหวลงไปอย่างถนัดชัดเจน
       ผมขยับตัวเข้าไปนอนพังพาบอยู่ที่ปากเหวด้วยจิตใจที่ตื่นเต้นสุดระงับ   ความกริ่มเกรงซึ่งเกิดขึ้นมาในฉับพลันก็คือ  กลัวเข็มขัดจะทานน้ำหนักของสหายร่วมชะตากรรมไม่ไหว   และถ้ามันเกิดขาดผึงลงไปจริงๆ  อะไรมันจะเกิดขึ้น....ภาพของเชลยศึก  3-4  คน  ที่หล่นวูบลงไปในเหวก่อนหน้านั้นสร้างความหวาดกลัวให้กับจิตใจของผมจนกระทั่งสั่นสะท้ายไปหมดทั้งร่าง
       ประสาทหูของผม  ได้ยินเสียงกระแสน้ำไหลดังแว่วๆ อยู่เบื้องล่าง   เหมือนกับที่กรีนแบ็คบอกเอาไว้ไม่มีผิด  ผมพยายามเบิ่งตาลงไปสำรวจก้นเหวอีกครั้ง   ถึงแม้จะมีแสงไฟจากกรีนแบ็ค   ผมก็ยังไม่สามารถที่จะตรวจการณ์ลำธารซึ่งอยู่ก้นเหวนั้นได้......มันคงจะมีความลึกพอสมควรเลยทีเดียว   และเมื่อผมนึกถึงเหตุผลข้อนี้ขึ้นมาก็พอดีได้ยินเสียงของกรีนแบ็คร้องขึ้นมาอย่างสุดเสียง
       “-เฮ้ย....สุดปลายเข็มขัดแล้วโว้ย  อั๊วยังมองไม่เห็นน้ำเลยวะ   ทำไมมันลึกฉิบหายบรรลัยจักรยังงี้วะ.....เฮ้ย.....เฮ้ย......ช่วยดึงขึ้นหน่อยโว้ย.......เชือกทำท่าจะขาดแล้ว....”
       ประโยคสุดท้าย   กรีนแบ็คระล่ำระลักขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความตกใจอย่างใหญ่หลวง.......ผมใจหายวาบหันกลับไปตะโกนให้พากเชลยศึกสาวเข็มขัดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน.....แต่ไม่ทันการเสียแล้ว  สายเข็มขัดซึ่งกำลังค่อยๆ  เลื่อนขึ้นมาจากปากเหวขาดผึงลงไปในพริบตา.....
        สายเข็มขัดหล่นวูบลงไปในเหวพร้อมๆกับที่ผมมองเห็นร่างของกรีนแบ็คลอยละลิ่วลงไปในความสลัว ๆ เบื้องล่างนั้น   ชั่วอึดในผมก็ได้ยินเสียงวัตถุกระทบกับผิวน้ำอย่างถนัดชัดเจน......
       “กรีนแบ็ค....กรีนแบ็ค.....คุณเป็นอะไรไปหรือเปล่า?......ถ้ายังมีชีวิตอยู่โปรดตะโกนตอบผมด้วย........กรีนแบ็ค....กรีนแบ็ค”
       ความห่วงใยในชีวิตของเพื่อนร่วมชะตากรรมทำให้ผมแหกปากกู่ตะโกนลงไปในเหว  เหมือนกับคนบ้าคลั่ง
        เงียบ !  ไม่มีเสียงตอบจากกรีนแบ็ค  เสียงอึกทึกครึกโครมที่สะท้อนไปมาอยู่ในขณะนี้    ก็คือเสียงตะโกนของผมนั่นเอง   และในขณะที่ผมนั่งจับเจ่าซึมกระทื่อที่หน้าปากเหว  เหมือนกับคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิตอยู่นั้น.....ประสาทหูของผมก็ได้ยินเสียงของกรีนแบ็คดังแว่วอยู่เบื้องล่างอย่างถนัดชัดเจน
       “เฮ้ย....เจอะทางแล้วโว้ย    กระแสน้ำเชี่ยวฉิบหายเลย   อั๊วว่ายน้ำขึ้นมาเหนื่อยเกือบตายห่า....กระโดดลงมาทีละคน....ข้างล่างมีผนังถ้ำพอที่จะอาศัยเกาะตัวอยู่ได้ชั่วขณะ   ลงมาเลย  พรรคพวก”
       คำพูดของกรีนแบ็คทำให้ความหวังที่ริบหรี่ของผมสว่างโชติขึ้นมาทันที    ผมหันไปอธิบายคำพูดของกรีนแบ็คให้พวกเชลยศึกชาวลาวและแม้วทราบ   หลายต่อหลายคนมีความลังเลใจ  สายตาที่ชำเลืองลงไปในเหวมีอาการเคลือบแคลงใจจนผมสังเกตเห็นได้ชัด
       “อั๊วสู้กระแสน้ำไม่ไหวแล้วโว้ย........อั๊วจะไปรอที่ผนังถ้ำข้างในนั่นก่อน........ลงมาพรรคพวก    น้ำลึกแค่คอเท่านั้นเอง”
       เสียงของกรีนแบ็ค    เงียบหายไปจากเหตุการณ์ดังกล่าว  ผมพอที่จะเดาได้ว่าหลังจากกรีนแบ็คหล่นลงไปในเหวนั่นแล้ว  กระแสน้ำคงจะพัดพาเขาไปติดผนังด้านในซึ่งอยู่ลึกเข้าไปพอสมควร    กรีนแบ็คคงจะมองเห็นแสงสะท้อนจากคบไฟซึ่งอยู่ที่ปากเหว  เขาจึงว่ายทวนกระแสน้ำออกมาจนกระทั่งติดต่อกับพวกผมได้เป็นผลสำเร็จ
       ผมตัดสินใจเด็ดขาดที่จะกระโดดลงไปในเหวเป็นคนแรก   และก่อนจะกระโดดลงไป   ผมหันมากำชับพวกเชลยศึกเดนตายอีกครั้ง
       “พวกเราไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้อีกแล้ว   หันหลังกลับออกไปพวกเราก็ต้องตกเป็นเชลยอีกเหมือนอย่างเดิมเบื้องล่างมีลำธาร   และ  “อเมริกันนิโกร”    ก็ยืนยันว่ามีทางออก   ผมจะลงไปเป็นคนแรก   ทิ้งระยะชั่วอึดใจค่อยทยอยกระโดดตามลงไป........ใครเปลี่ยนใจเชิญหันหลังกลับไปได้”
       พอพูดจบ  ผมก็ผลุดลุกขึ้นยืนแล้วกระโดดตูมลงไปในเหวกว้าง  ลักษณะการ  “ลงพื้น”   ของพลร่มซึ่งผมเคยได้รับการฝึกบนภาคพื้นดินมาพอสมควรจากโรงเรียน  ผบ.  ร้อย    ก่อนที่จะเข้ามาปฏิบัติการในสมรภูมิลาว
       รองเท้าแตะแบบที่   “กูลีญวน”   ชอบสวมใส่เป็นประจำหลุดออกไปจากเท้าตั้งแต่เมื่อไหร่  ผมไม่มีโอกาสรู้สึกตัว  มารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อเท้าอันเปล่าเปลือยสัมผัสกับความเย็นเยียบของน้ำเบื้องล่างเข้าอย่างถนัดถนี่
       ร่างของผมจมวูบลงไปในกระแสน้ำ   เหมือนกับโดนกระแสแม่เหล็กดูด....ผมกลั้นลมหายใจเต็มที่ กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากพัดร่างของผมลอยละลิ่วไปยังความมืดมิดเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว  สัญชาติญาณทำให้ผมเหยียดมือทั้งสองออกไปเพื่อลดการกระแทก   จากสิ่งกีดขวาง   ซึ่งสายตาของผมไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ในความมืดเหมือนกับขุมนรกนั้น
       ชั่วอึดใจใหญ่ๆ ต่อมา  มือของผมก็กระทบกับผนังถ้ำที่ขวางหน้าเข้าอย่างจัง  และพร้อมๆกันนั้นเท้าทั้งสองของผม ก็สัมผัสกับพื้นลำธารเข้าเป็นครั้งแรกหลังจากที่ได้ตกจากปากเหวลงมา
       ผมยืดตัวเต็มที่....กดน้ำหนักตัวลงบนเท้าทั้งสองพร้อมกับเหยียดมือออกไปยันผนังถ้ำเอาไว้  จากลัษณะดังกล่าวทำให้ผมสามารถขืนตัวจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากนั้นได้อย่างสบาย
       ระดับน้ำอยู่เพียงแค่หน้าอก  ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด  ยังไม่ทันได้หันไปสำรวจสิ่งรอบๆด้าน   ร่างกายท่อนล่างของผมก็สัมผัสกับร่างของมนุษย์ที่ลื่นไถลเข้ามาชนเต็มแรง
       ผมสะดุ้งขึ้นมาสุดตัว  ความเย็นยะเยือกของผิวน้ำผสมกับความมืดมิดของบรรยากาศรอบๆ ด้าน  ทำให้ผมบังเกิดความกลัวผีขึ้นมาอย่างสุดขั้วหัวใจ
       ผมเอื้อมมือลงไปคลำดูก็รู้ได้ทันทีว่า  มันเป็นร่างของเชลยศึกคนหนึ่งคนใดที่หมดลมหายใจจากกระแสน้ำภายใต้อุโมงค์นั้นนั่นเอง   ความกลัวทำให้ผมร้องตะโกนขึ้นมาสุดเสียง
       “กรีนแบ็ค....กรีนแบ็ค”
       “เฮ้ย......อั๊วอยู่นี่....อยู่ทางด้านขวามือของลื้อนี่แหละ   ค่อยๆ เคลื่อนตัวมาตามขอบผนัง.....ระวังด้วยสุดผนังจะมีปล่องทะลุออกไปทางเบื้องหน้าอีกทีหนึ่ง”
       เสียงตอบของกรีนแบ็ค  ทำให้ใจของผมชื้นขึ้นมามากมาย   ผมค่อย ๆ  ขยับตัวไปตามกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากนั้นอย่างทุลักทุเล   จนกระทั่งร่างของผมสัมผัสเข้ากับร่างของกรีนแบ็ค   ซึ่งเกาะอยู่ตรงปลายสุดของผนังด้านนั้นเข้าอย่างพอดิบพอดี
       “กระแสน้ำแรงมาก......แต่จำเป็นต้องไป    ช่องอุโมงค์มันกว้างพอที่ลื้อกับอั๊วจะผูกติดกันด้วยเข็มขัดแล้วปล่อยให้มันไหลตามบุญตามกรรม   ออกไปยังเส้นทางข้างหน้าได้......โอเคไหม   เพื่อนฝูง”
       กรีนแบ็คกระซิบกรอกหูของผม  พร้อมกับใช้เศษเข็มขัดที่ขาดซึ่งห้อยอยู่กับร่างกายของเขา   มัดเอวผมอย่างรวดเร็ว
       ผมไม่มีทางเลือก  และก็ไม่มีโอกาสที่จะรอกลุ่มเชลยศึกเดนตายกลุ่มนั้นอีกแล้ว    เมื่อกรีนแบ็คมัดร่างของผมติดกับเขาเรียบร้อย  เขาก็สะกิดให้ผมเคลื่อนที่ตามเขาออกไปอย่างช้าๆ....ที่หมายก็คือปล่องขนาดกะทัดรัดที่มองเห็นสลัวๆ อยู่แค่เอื้อมนั้น
       กระแสน้ำกรรโชกร่างของผมและกรีนแบ็คหลุดจากแง่หินที่ปลายสุดของผนังแล้วพัดหายวูบเข้าไปในอุโมงค์ที่มืดมิดนั้นอย่างรวดเร็ว 
      ผมเหยียดแขนออกไปเบื้องหน้า  แรงพัดของกระแสน้ำ      ทำให้ผมต้องหลับตาทั้งสองข้างลงอย่างกะทันหัน
       ร่างกายของผมและกรีนแบ็คไหลไปตามช่องทางใต้อุโมงค์หินของสนามบินซำทอง   เหมือนกับลูกธนูออกจากแหล่ง  มันเนิ่นนานเสียจนผมประเมินเวลาไม่ถูก
       ในที่สุดร่างของผมกับกรีนแบ็คก็ทะลุพรวดออกมายังแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่ระดับน้ำลึกจนกระทั่งขาทั้งสองของผมหยั่งไม่ถึง.....
       ผมกับกรีนแบ็ค  ค่อยๆพยุงตัวลอยตัวขึ้นไปนอนพังพาบอยู่บนชายตลิ่ง  ซึ่งราบเรียบนั้นอย่างอ่อนระโหยโรยแรง
       สิ่งที่ผิดสังเกตก็คือ   จมูกของผมได้กลิ่นดอกไม้ป่าบางชนิดอบอวลอยู่เหนือศีรษะ.....และเมื่อผมลองแหงนหน้าขึ้นไปก็สามารถมองเห็นแสงสว่างรำไรลอดลงมาจากเหนือเพดานถ้ำที่สูงลิบนั้น
       เสียงน้ำซึ่งไหลโครมครามอยู่ทางด้านขวามือทำให้กรีนแบ็คซึ่งนอนพังพาบอยู่ข้างๆ ผมเอื้อมมือเข้ามาปลดเข็มขัดที่รัดร่างของผมออกอย่างรวดเร็ว   ต่อจากนั้นเขาก็เลี้ยวตัวเองลงไปในน้ำว่ายฉับๆ  ออกไปยังที่ได้ยินเสียงน้ำที่ดังผิดปกติอยู่ซักพักใหญ่ๆ  เขาก็ระล่ำระลักเข้ามาหาผมด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความดีใจ อย่างสุดขีด
       “-น้ำตก....เพื่อนฝูง....อั๊วเจอะทางออกแล้ว   จากช่องทางโน้นมีน้ำตกขนาดใหญ่  ซึ่งคงจะไหลลงมาจากเบื้องบนปิดทางเอาไว้.....เรารอดตายแน่ๆ  เอาไว้สว่างพวกเราค่อยหาทางออกไป”
       ผมไม่ตอบ  กรีนแบ็ค   ความดีใจที่พุ่งขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน  ทำให้ผมพลิกตัวนอนหงาย   ส่งสายตาที่ฉ่ำไปด้วยสายน้ำขึ้นไปมองปล่องเล็กๆ   อันสูงลิบเหนือเพดานถ้ำ    พร้อมกับปล่อยจิตใจสร้างจินตนาการภายนอกอุโมงค์   อย่างครึ้มอกครึ้มใจในอิสรภาพซึ่งกั้นอยู่เพียงธารน้ำตกเท่านั้น....
       “ถ้าไม่รังเกียจ  ลื้อควรที่จะบอกชื่อ-ยศ   และตำแหน่งครั้งสุดท้ายของลื้อให้อั๊วทราบด้วย.....ลื้อไม่ต้องตกใจ   อั๊วเป็นลูกจ้างของ   “ชาร์ลี-อินเดีย-อัลฟ่า”  (C.I.A)   เหมือนหยั่งกับลื้อเหมือนกัน”
กรีนแบ็คซึ่งคลานขึ้นมานอนข้างๆ  ผมตั้งแต่เมื่อไรผมไม่ทันสังเกต  เอ่ยถาม ยศชื่อ  ของผม   พร้อมกับอ้างตัวเองเป็นลูกจ้างของ  ซี.ไอ.เอ.   ด้วยรหัสคำพูดของวิทยุสากลขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
       ผมเหลือบสายตาจากเพดานถ้ำ   พลิกตัวตะแคงก็มองเห็นแววตาอันเคลือบแคลงใจของกรีนแบ็คจ้องเขม็งอยู่ก่อนแล้ว
       ด้วยความมั่นใจในบางสิ่งบางอย่างทำให้ผมตัดสินใจบอกความจริง  ที่ผมปกปิดมาเป็นเวลาเกือบค่อนปี   ให้สหายร่วมชะตากรรมทราบอย่างหมดเปลือก
       “ผมชื่อ-กำราบ  ตำแหน่ง  ผบ. ร้อย 3  BC. 606   ชื่อจริง  ร.ท.  สาคร  คีสระวนิชย์   ไต่เต้าจากนายทหารชั้นประทวนเหล่าสื่อสารด้วยการสำเร็จจากโรงเรียนช่างกล   แล้วไปต่อวิทยาลัยเทคนิค    จวบจนกระทั่งสอบเทียบคุณวุฒิเป็นนายทหารสัญญาบัตรยศร้อยโทในปัจจุบัน”
       “แล้วผู้กองไปพลาดท่าอีทางไหนเข้าถึงได้โดนจับเป็นเชลยศึกอยู่ที่นี่....ฐานแตกหรือว่าโดนซุ่มโจมตี”
       กรีนแบ็คเปลี่ยนสรรพนามจากคำว่า  เพื่อนฝูง  แล้วหันมาเรียกตำแหน่งยศของผมด้วยคำพูดที่ราบเรียบขึ้นกว่าเดิม
       “ฐานแตกที่ทุ่งไหหิน.....ผมโดนมันบังคับ  สร้างถนนเข้ามาถึงสนามบินซำทองนี่เกือบ  5  เดือนเต็มๆ....เมื่อวานหนีรอดจากพวกมันไปได้ครั้งหนึ่งแล้ว   ก็ยังโดนพวกมันจับเข้าอีกจนได้.........และนี่เป็นครั้งที่สองจะรอดหรือไม่รอดพรุ่งนี้คงจะได้รู้กัน”
       “ขอโทษ...ผู้กองมีครอบครัวแล้วหรือยัง ?”
              คำถามของกรีนแบ็คสะกิดหัวใจของผมจนแปร๊บขึ้นไปถึงสมอง............ความคิดถึงทั้งมวลที่อยู่ในหัวใจดูเหมือนจะวิ่งปราดไปรออยู่ที่บ้านของผมอยู่ก่อนแล้ว
       ลูกน้อยทั้งสองคนของผมกำลังน่ารัก   ช่างพูดช่างจา  อาชีพแม่พิมพ์ของชาติของมารดาทำให้ลูกๆ ของผมมีกิริยามารยาทเรียบร้อยกับลูกของครอบครัวอื่นๆ แทบทุกๆ วันสุดสัปดาห์  ผมมักจะพาครอบครัวออกตระเวนเที่ยวตามชนบทอย่างมีความสุข.....และเมื่อนึกถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมา  น้ำตาเจ้ากรรมมันพาลไหลออกมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวเข้าจนได้
       “ผมเสียใจผู้กอง.....ชีวิตของผู้กองและผมมันช่างมีส่วนคล้ายกันเหลือเกิน…..ผมเป็นทหารผ่านศึกเวียตนามผู้กองคงจะไม่รู้หรอกว่า   อเมริกันนิโกรในสหรัฐถูกเหยียดหยามเพียงไร ?   ความจน ทำให้ผมต้องดิ้นรนสมัครมาทำงานกับ  แอร์-อเมริกา    อันเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อ  ซี.ไอ.เอ.   โดยเฉพาะ”
บันทึกการเข้า
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #13 เมื่อ: กรกฎาคม 06, 2013, 12:45:50 PM »

 ตกใจ
๑๙...
         เสียงอันแหบพร่าของกรีนแบ็ค   เงียบหายไปชั่วขณะจนผมเอะใจ  เมื่อผมผงกศีรษะขึ้นมาดูก็มองเห็นเขาลุกขึ้นนั่ง  แล้วจ้องเขม็งไปที่แอ่งน้ำอยู่ชั่วครู่อึดใจ  ก็อุทานออกมาค่อนข้างดัง
       “เฮ้ย   ไอ้พวกบ้านั่นหลุดออกมาจากอุโมงค์อีกสองคนแล้ว    ผู้กองช่วยบอกให้มันขึ้นมานอนพักอยู่ข้างบนนี้ก่อน”
       จริงอย่างที่กรีนแบ็คพูดไม่มีผิด   ผมมองเห็นร่างของเชลยศึกเดนตายสองคนกำลังว่ายผลุบว่ายโผล่   อยู่ท่ามกลางกระแสน้ำที่ม้วนตัวเป็นวงกลมจนดูคล้ายๆกับจะเป็นวังน้ำวนนั้นด้วยอาการอ่อนแรงเต็มที   
       “-ขึ้นมาพักทางด้านซ้ายมือนี่ก่อนน้องชาย.....ผมกับอเมริกันนิโกรรออยู่ที่นี่แล้ว”
       ผมตะโกนออกไปสุดเสียง  ซึ่งพร้อมๆกับ.....ร่างอันผลุบโผล่ของเชลยศึกเดนตายทั้งคู่ก็จมดิ่งหายลงไปในกระแสน้ำและในชั่วอึดใจก็ทะลึ่งขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง 
       “-เร็ว....ช่วยสงเคราะห์มันหน่อยผู้กอง”
       กรีนแบ็คร้องออกมาสุดเสียง   พร้อมกับกระโจนตูมลงไปในน้ำอย่างรวดเร็ว
       ผมเผ่นผึงขึ้นมาแล้วกระโจนตามลงไปติดๆ   ออกแรงว่ายอย่างไม่คิดชีวิต  ไปยังร่างของเชลยศึกทั้งสองคน  ซึ่งขณะนี้ได้จมหายลงไปใต้น้ำวนนั้นอีกครั้งหนึ่ง
       ผมคว้าเสื้อเชลยศึกคนหนึ่งได้อย่างหวุดหวิดเต็มที.....ในขณะที่ออกแรงดึงร่างของเชลยศึกผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นขึ้นมาเหนือผิวน้ำ   ผมก็มองเห็นกรีนแบ็คกำลังประคับประคองเชลยศึกอีกคนหนึ่งเข้าหาตลิ่งอย่างทุลักทุเล....
       ผมออกแรงลากร่างของเชลยศึก    ผู้รอดตายจากอุโมงค์ขึ้นไปนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นหินซึ่งราบเรียบนั้น    ด้วยกรรมวิธีผายปอดอย่างง่ายๆ  อีกไม่กี่นาทีต่อมา   เชลยศึกทั้งสองคนก็เริ่มขยับตัวเบาๆ  พร้อมกับระบายลมหายใจออกมาอย่างสม่ำเสมอ.....
       “-อย่าเพิ่งไปรบกวนมัน....ผู้กอง....ปล่อยให้มันนอนพักผ่อนสักครู่.....สำหรับผู้กองถ้าง่วง   หรือเหนื่อยจะนอนพักก็ได้....ผมจะเป็นยามให้เอง”
       กรีนแบ็คกระซิบกับผมค่อยๆ   แล้วผละออกไปนั่งที่ริมตลิ่ง  คล้ายกับจะตรวจการณ์สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ข้างอยู่ในที่......
       ความเหนื่อยอ่อนจากการขนกระสุนทั้งวัน   กอปรกับการออกแรงว่ายน้ำและจิตใจที่ตึงเครียด  ทำให้ร่ายกายของผมบังเกิดความอ่อนเพลียอย่างหนัก......เมื่อผมหลับตาลงเพียงชั่วครู่   ผมก็เลยเผลอตัวหลับลงไปอย่างง่ายดาย
       มารู้สึกตัวอีกทีก็มองเห็นแสงสว่างของดวงอาทิตย์  สาดเป็นลำเข้ามาทางปล่องเบื้องบนศีรษะ   จนตาพร่าไปชั่วขณะ  และยิ่งไปกว่านั้น   บริเวณแอ่งวังน้ำวนที่ผมนอนอยู่ก็บังเกิดสีสันเหมือนกับรุ้งกินน้ำ   สาดกระจายออกไปกระทบกับผนังถ้ำหินจนมองดูเหมือนกับเป็นถ้ำเนรมิต   ที่หลอกตาจนคิดว่าตัวเองฝันไป
       “-แสงอาทิตย์กระทบกับธารน้ำตก  บวกกับแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาจากปล่องเบื้องบน   มันก็เลยเกิดถ้ำเนรมิต  หยั่งที่ผู้กองเห็นนี่แหละ   ถ้าไม่เห็นกับตาผมต้องนึกว่า    ผมอยู่ในถ้ำเนรมิตของดิสนีย์-แลนด์  แหง ๆ....ผู้กองลองถามไอ้เปี๊ยกสองตัวนี่ดูซิครับว่าพวกมันทั้งหมดที่รอดมาเพียงสองคนนี่  เท่านั้นหรือยังไง”
       กรีนแบ็คซึ่งท่าทางเหมือนกับจะไม่ได้นอนมาทั้งคืนยังยิ้มฟันขาววับ  พร้อมกับพยัคเพยิดให้ผมสอบถามเชลยศึกแม้วทั้งสองคน   ซึ่งนั่งตาแป๋วๆ อยู่ข้างๆ
    “เป็นยังไง....น้องชาย....พรรคพวกของเราไปไหนกันหมด”
       ผมถามเป็นภาษาแม้วออกไปอย่างลำบากยากเย็น  เพราะไม่ค่อยจะถนัดภาษาชาวเขาแขนงนี้เท่าใดนัก
       “-กระโดดตามนายลงมาหนึ่งคนแล้ว  ก็เงียบหายไป   พวกข้างบนก็เลยไม่กล้าจนกระทั่งผู้คุมทหารแถวมันตามเข้ามาต้อนกลับไป   ผมกับเพื่อนๆ.....ก็เลยตัดสินใจกระโจนหนีลงมา.....ถ้าไม่ได้นายกับฝรั่งนิโกรนี้ช่วยเอาไว้..........ผมทั้งสองคงจะจมน้ำวนนี่ตายไปแล้ว.......จะไปไหนต่ออีกครับเจ้านาย”
       คำพูดซื่อ ๆ ของเชลยแม้วซึ่งสามารถพูดภาษาลาวได้อย่างชัดเจน  ทำให้ผมนึกอะไรต่ออะไรที่ผ่านมาได้อย่างทะลุปรุโปร่งขึ้นมาทันที
       ครั้งแรกเมื่อผมกระโดดตามกรีนแบ็คลงไปในเหวแล้วหายเงียบไป  พวกเชลยศึกที่อยู่ข้างบนคงจะบังเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน    ทุกคนคงจะพากันคิดว่า   ผมกับกรีนแบ็คได้จบชีวิตลงภายในเหวอันมืดมิดนั้นแล้วทั้งสองคน..........ต่อมาคงจะมีเชลยศึกคนใดคนหนึ่งตัดสินใจกระโดดตามผมลงไปอีกกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากคงจะพาร่างของเขากระแทกกับผนังเต็มแรงจนสลบไป  และถ้าผมเดาไม่ผิด   ร่างของเชลยศึกที่ลอยมากระทบกับผมเมื่อตอนเกาะขอบผนังถ้ำอยู่ก็คงจะเป็นร่างของเชลยศึกผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นนั่นเอง
       ผมหันไปอธิบายให้กรีนแบ็คทราบถึงเหตุการณ์ฉุกละหุกบนปากเหว  ดูท่าทางกรีนแบ็คสนใจในคำบอกเล่าของเชลยศึกแม้วเป็นอย่างมาก   เขาบอกให้ผมสอบถามเชลยศึกทั้งสองคนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า   ในขณะที่ผู้คุมทหารเวียตนามเหนือต้อนพวกเชลยศึกกลับ   พวกผู้คุมถามอะไรพวกเชลยศึกเกี่ยวกับพวกผมหรือเปล่า.........
       เชลยศึกทั้งสองคนยืนยันว่า   พวกผู้คุมไม่ได้ซักถามแต่อย่างใด   พวกผู้คุมมีท่าทางรีบร้อนเหมือนจะต้อนพวกเชลยศึกออกไปจากอุโมงค์ใต้ดินโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้........
       “ชัด....ผู้กอง......”B  52”   ของฝ่ายเราคงจะถล่มทหารราบและอาวุธยุทโธปกรณ์ของพวกมันฉิบหายวายวอดหมดแล้ว    พวกมันจึงต้อนเชลยศึกออกไปช่วยลำเลียงกระสุน.......และผมมีความเชื่อมั่นอย่างฝังจิตฝังใจว่า   พวกมันทุกคนจะต้องไม่รู้อย่างเด็ดขาดว่า  ในก้นเหวนั้นจะมีทางออกทะลุมาถึงน้ำตกข้างหน้าเรานี่.....ถึงเวลาแล้วผู้กอง......ผมจะว่ายน้ำฝ่าน้ำตกออกไปก่อน......”
       พอพูดจบ   กรีนแบ็คก็ผละจากผมไปดื้อๆ  เขากระโจนลงน้ำด้วยอากัปกิริยาคล่องแคล่วว่องไว.........เขาว่ายไปวนเวียนอยู่หน้าธารน้ำตก  ซึ่งอึกทึกครึกโครมอยู่ทางช่องทางด้านขวามืออยู่ชั่วครู่ก็ว่ายปราดออกไปโดยเร็ว
       ธารน้ำตกซึ่งมองดูเหมือนกับจะไหลตกลงมาจากหน้าผาทั้งแม่น้ำ    กลืนร่างของกรีนแบ็คหายไปในชั่วพริบตา   ผมหายใจวาบ.....เชลยศึกชาวแม้วทั้งสองคนขยับตัวเข้ามาใกล้ๆผม  คนหนึ่งกระซิบออกมาด้วยเสียงสั่นๆ  เหมือนคนใกล้จะตาย
       “นาย....นาย.....ฝรั่งนิโกรจะตายไหมครับ   ผมกลัวน้ำตกนั่นเหลือเกิน ”
       “ฝรั่งนิโกรจะตายหรือไม่......อั๊วก็ต้องฝ่าน้ำตกนั่นออกไปให้ได้..........ถ้าลื้อมีฝีไม้ลายมือในทางปีนป่ายก็เชิญปีนออกทางปล่องเหนือกบาลลื้อนั่น........ไอ้ห่าเสือกถามบ้า ๆ ออกมาได้”
       ผมสบถออกไปอย่างฉุนเฉียว   ยังไม่ทันจะคิดอะไรต่อไป   เชลยศึกชาวแม้วคนหนึ่งก็โวยวายออกมาสุดเสียง
      “ผี....ผีตาย......เจ้านาย    โน่นลอยอยู่ที่ ตลิ่งซ้ายมือโน่น”
       ผมหันขวับกลับไปมองด้วยจิตใจที่เต้นไม่เป็นขบวน ก็มองเห็นศพลอยปริ่มน้ำอยู่ใกล้ๆ กันถึง  5  ศพด้วยกัน....  จากสภาพของเสื้อผ้าผมสังเกตดูอยู่ครู่หนึ่งจึงได้รู้ว่าศพทั้งหมดนั้นก็คือ  เชลยศึกที่หล่นลงไปในเหวก่อนหน้าพวกผมนั่นเอง
       ทั้งๆที่กลัวผีใจแทบขาดผมก็ต้องสงบจิตสงบใจข่มความรู้สึกทั้งมวลเอาไว้ภายในจิตใจด้วยความยากเย็น   สภาพการที่เคยเห็นและเคยคลุกคลีกับทหารรับจ้างที่เสียชีวิตจากการสู้รบมาก่อน     ทำให้จิตใจของผมเข้าสู้สภาพเดิมในเวลาอันรวดเร็ว
       กรีนแบ็คว่ายน้ำฝ่าธารน้ำตกเข้ามาด้วยอาการลิงโลด   เขาแหกปากร้องแข่งกับเสียงกึกก้องของธารน้ำตก  ด้วยถ้อยคำซึ่งผมฟังแทบไม่รู้เรื่อง....   เขาคลานขึ้นมานั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นตลิ่ง   พร้อมกับแหกปากหัวเราะขึ้นมาเหมือนคนเสียจริต....
       “-รอดตายแล้ว....ผู้กอง....รอดตายอย่างฟลุ๊กที่สุด....ผมเจอะทางแล้ว.....ผ่านน้ำตกออกไปก็คือแม่น้ำขนาดใหญ่ที่ปราศจากวี่แววของข้าศึก   ใครวะที่พูดว่า   “ในสมรภูมิลาวลองตกเป็นเชลยศึกเวียตกงแล้ว   น้อยนักที่จะแหกค่ายออกไปได้....  ฮ่าฮ้า  ผมขณะนี้ผมทำสำเร็จแล้ว”
       กรีนแบ็คพูดพลางหัวเราะพลางด้วยความดีใจสุดขีด.........อย่าว่าแต่กรีนแบ็คเลยครับ   แม้กระทั่งเชลยศึกชาวแม้วทั้งสองคนซึ่งฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง   ก็ยังสามารถเดาอะไรต่ออะไร  จากท่าทางของกรีนแบ็คได้ออก....และคนหนึ่งได้เอ่ยถามผมขึ้นมาเอาดื้อ ๆ  จนผมบังเกิดความเอะใจขึ้นมาทันที
       “นาย.....ฝรั่งนิโกร    เจอะทางแล้วใช่ไหม?  ข้างนอกนั่นเป็นแม่น้ำใช่ไหม?   สงสัยจะเป็นแม่น้ำงึมรีบ ๆ ออกไปเถอะครับ”
       พฤติการณ์ที่แสดงออกมาในขณะนี้  แสดงให้เห็นว่า  เชลยศึกคนที่พูดกับผมสามารถเข้าใจภาษาอังกฤษที่กรีนแบ็คพูดกับผมเป็นอย่างดี.....  ข้อเคลือบแคลงใจข้อหนึ่งที่ผมยังคลางแคลงอยู่ก็คือ   ทำไมเชลยศึกแม้วสองคนนี่จึงทำเป็นไม่เข้าใจภาษาที่กรีนแบ็คพูดอยู่ตลอดเวลา   การติดต่อใดๆต้องผ่านให้ผมทำหน้าที่   “ล่าม”   โดยตลอด   อย่างไรก็ดี  สถานการณ์ที่ฉุกละหุกและความตื่นเต้นในอิสรภาพซึ่งมองเห็นอยู่แค่เอื้อม  ต้องทำให้ผมซ่อนความรู้สึกที่ผิดปกติเอาไว้อย่างมิดชิด  หันไปพยักหน้ากับพวกมัน
       “ใช่แล้ว....น้องชาย   อเมริกันนิโกรพบทางออกแล้ว.....เตรียมตัวว่ายฝ่าออกไปเดี๋ยวนี้”
       ผมพูดกับเชลยศึกทั้งสองคนด้วยท่าทางปกติแล้วหันไปสบตากับกรีนแบ็ค  ซึ่งขณะนี้หยุดพูดหยุดหัวเราะแถมจ้องหน้าผมเขม็ง
       “-ทำไมผมถึงว่ายน้ำกลับเข้ามาหาผู้กองอีกก็ไม่รู้ทั้งๆ ที่เมื่อกี้นี้ผมบังเกิดความเห็นแก่ตัว   อยากจะหลบหนีออกไปตามลำพัง  ผมไม่กล้าเสี่ยงกลับเข้ามาในถ้ำอีกเลย”
       คำพูดที่ผมคาดไม่ถึงจากปากของกรีนแบ็คลูกผู้ชายผิวดำสนิท  ทำให้ผมทราบถึงแก่นแท้ของนิสัยมนุษย์ขึ้นมาทันที....
       ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามมักจะแสดงออกมาเมื่อเข้าที่คับขัน.......  ทุกคนจะต้องกระทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง   อย่าว่าแต่กรีนแบ็คเลยครับ   แม้กระทั่งผมก็เหมือนกัน....แน่ยิ่งกว่าแน่ลองมีโอกาสหนีออกไปได้แบบนั้นแล้ว  ไอ้เรื่องย้อนกลับเข้ามา  เพื่อแสดงความเป็นวีรบุรุษเหมือนกับในนวนิยายดูเหมือนจะไม่มีทาง   กรีนแบ็คเป็นชาวต่างประเทศ ถึงแม้เขาจะหนีออกจากอุโมงค์ใต้ดินเป็นผลสำเร็จ   แต่เขาไม่มีความชำนาญในภูมิประเทศแถบนี้   เขาไม่สามารถที่จะบุกป่าฝ่าดงไปเมืองล่องแจ้งได้ถ้าปราศจากผม.....และนี่คือเหตุผลที่เขาต้องว่ายกลับเข้ามาหาผมอีกครั้ง....
       “ขอบคุณ.....กรีนแบ็ค.....ขอบคุณที่เป็นห่วงผม.....คุณคิดถูกแล้ว   ถ้าคุณไม่กลับเข้ามาหาผม   คุณก็ไม่มีวันที่จะเดินทางถึงเมืองล่องแจ้งได้อย่างเด็ดขาด....สุภาษิตของไทยบทหนึ่งกล่าวว่า  “น้ำพึ่งเรือ  เสือพึ่งป่า”  บางทีอเมริกันนิโกรอย่างคุณก็ยังต้องพึ่งคนไทยหยั่งผมอยู่มิใช่หรือครับ”
       ผม   “แย็ป”    ออกไปด้วยคำพูดที่เป็นนัยๆ ว่า  ผมสามารถเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของกรีนแบ็คได้อย่างทะลุปรุโปร่ง.....
       กรีนแบ็คหัวเราะออกมากร๊ากใหญ่ แล้วพยัคหน้าให้ผม  ต่อจากนั้นก็บุ้ยใบ้ให้เชลยศึกชาวแม้วทั้งสองคนซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ  เตรียมตัวว่ายฝ่าธารน้ำตกออกไป
บันทึกการเข้า
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #14 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2013, 10:44:47 PM »


๒๐...
       นาทีแห่งความระทึกใจได้เริ่มขึ้นแล้ว  ผมว่ายน้ำตามหลังกรีนแบ็คมาติดๆ  ด้วยจิตใจที่เต้นโครมคราม  ห่างออกไปเล็กน้อย   เชลยศึกชาวแม้วลอยคอคุมเชิงด้วยท่าทางและหน้าตาที่ตื่นเต้นไม่ต่างกับผมเท่าใดนัก   ยิ่งใกล้ธารน้ำตกเข้าไปเท่าใด ความอึกทึกครึกโครมของกระแสน้ำ   ดูเหมือนจะทับทวีเพิ่มขึ้นทุกขณะ.... จนกระทั่งแก้วหูของผมแทบจะระเบิดออกมาทั้งยวง
       กรีนแบ็คชูศีรษะขึ้นเหนือผิวน้ำ   แล้วอัดลมหายใจเข้าเต็มปอด   ต่อจากนั้นเขาก็ผลุบตัวดำลงใต้ผิวน้ำ   พาตัวเองหายเข้าไปในกระแสน้ำตกซึ่งขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
       ผมเริ่มพะว้าพะวัง    ความกลัวซึ่งเป็นสัญชาติญาณอันแท้จริงของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม   จู่โจมเข้ามาหาผมอย่างปัจจุบันทันด่วน   ผมยอมรับอย่างไม่อายเลยว่า....หลายต่อหลายครั้งที่ผมอยากจะเปลี่ยนใจว่ายกลับออกไปจากธารน้ำตกซึ่งมองเห็นอยู่แค่เอื้อมนั้น.....แต่อิสรภาพอันเป็นความหวังในบั้นปลายของชีวิตเชลยศึก   ทำให้ผมข่มใจหลับหูหลับตาอัดลมหายใจเข้าปอด   แล้วดำพรวดลงใต้ผิวน้ำทันที
       ผมออกแรงว่ายใต้น้ำอย่างถวายชีวิต  ชั่วอึดใจต่อมา   ร่างกายของผมก็ดูเหมือนจะถูกแรงมหาศาลชนิดหนึ่งกระแทกจมวูบลงไปเบื้องล่างอีกครั้ง....   ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนก็คือ   มีอาการปวดแก้วหูจนลั่นเปรี๊ยะๆ  โลหิตภายในร่างกายดูเหมือนจะทะลักออกมาทางปากและจมูกพร้อมๆกัน
       ผมกัดฟังออกแรงเฮือกสุดท้ายของชีวิต  ว่ายน้ำตะลุยผ่านธารน้ำตกออกไปได้อย่างทุลักทุเลเต็มที....พอทะลึ่งขึ้นผิวน้ำ   ก็มองเห็นสีเขียวขจีของป่าดงพงไพรรายล้อมอยู่รอบๆ........... ผมสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดเฮือกใหญ่แล้วพาตัวเองเข้าไปหากรีนแบ็ค  ซึ่งขณะนี้นอนพังพาบอยู่ที่ตลิ่งด้านซ้ายมือนั่นเอง...
       กรีนแบ็คส่งอาณัติสัญญาให้ผมเคลื่อนที่เข้าไปหลบอยู่ในแอ่งหินข้างๆ  กับพุ่มไม้หนาทึบแห่งหนึ่ง  ส่วนตัวเขาเองคลานเร็วจี๋เข้าไปยังโขดหินทางด้านขวามือแล้วค่อยๆ  ปีนขึ้นไปนอนคว่ำหน้าอยู่บนยอดที่สูงที่สุดพร้อมกับจ้องสายตาตรวจการณ์ไปยังภูมิประเทศเบื้องหน้า อย่างพินิจพิจารณา
       แอ่งหินที่ผมลงไปนอนซ่อนตัวอยู่นั้น   มองดูผาดๆ ก็เหมือน ๆ กับ  “บังเกอร์”  ไม่มีผิด  แอ่งหินที่ลึกลาดลงไปสามารถใช้เป็นที่หลบภัยจากกระสุนปืน และ  “ลูกยาว”  จากรอบ ๆ ด้านได้อย่างวิเศษที่สุด
       ผมนั่งพิงผนังด้านหนึ่งของแอ่งหิน   ประกายของรุ้งกินน้ำที่แวววับอยู่ทางด้านขวามือ  ทำให้ผมต้องแหงนหน้าขึ้นดูธารน้ำตกอันเป็นต้นเหตุแห่งสีสันอันสวยงามนั้นด้วยความเผลอใจ
       ธารน้ำตกกระโจนลงมาจากหน้าผาซึ่งสูงชัน  เหนือศีรษะของผมขึ้นไปเกือบ  100  เมตร  มองดูคล้ายๆ กับเขื่อนกั้นน้ำพังทลายลงมาทั้งกะบิ   ถึงแม้ว่าผมจะอยู่ห่างจากธารน้ำตกเกือบ 30  เมตรก็ตามที  ระอองบางส่วนก็ยังพร่างพรมลงมาในแอ่งหินที่ผมซุกซ่อนอยู่   จนมองดูคล้ายๆกับ สายฝนที่โปรยปรายไม่ขาดระยะ
       มีเสียงผิวปากเหมือนกับเสียงนกชนิดหนึ่งดังแว่วๆ อยู่บนโขดหิน   ผมรีบขยับตัวแล้วโผล่ศีรษะ  มองขึ้นไปก็เห็นกรีนแบ็คบุ้ยใบ้ให้มองลงไปในแอ่งน้ำเบื้องล่างพร้อมกับส่งสัญญาณให้ผมสงบท่าทีดูพฤติการณ์ต่อไปอีก....
       เชลยศึกชาวแม้วคนที่ผมเคลือบแคลงใจ   ซึ่งเพิ่งจะหลุดจากธารน้ำตกออกมากำลังว่ายผลุบโผล่ ผลุบโผล่  อยู่เหมือนกับคนกำลังใกล้จะตาย   ผมขยับลงไปจะช่วยตั้งหลายครั้ง    แต่กรีนแบ็คส่งอาณัติสัญญาณให้ผมสงบดูท่าทีของเชลยศึกคนนั้น  ต่อไปอีกด้วยความใจเย็น
       เชลยศึกอีกคนหายไปไหน ?   นี่คือปัญหาข้อใหญ่ ที่ผมกำลังขบคิดอย่างหนักอยู่ในขณะนี้.... ..... .....  สำหรับไอ้เรื่องจะหนีรอดจากสายตาของผมและกรีนแบ็คไปได้เห็นทีจะยากเต็มทน....
       มีอยู่ประตูเดียวก็คือตาย !  เชลยศึกแม้วผู้เคราะห์ร้ายคนนั้น  คงจะขาดใจตายในขณะดำน้ำผ่านธารน้ำตกออกมาอย่างแน่นอน....
       กระแสน้ำซึ่งไหลเป็นวงกลมคงจะพัดพาร่างเขากลับเข้าไปรวมกลุ่มกับพรรคพวกของเขา   ที่เสียชีวิตก่อนหน้านั้นก็อาจจะเป็นไปได้
       เชลยศึกชาวแม้วลอยคอเข้าไปหาตลิ่งทางด้านขวามือด้วยท่าทางอ่อนระโหยโรยแรง   เขาคลานขึ้นไปนอนหายใจพะงาบพะงาบอยู่บนลานหินอยู่เกือบห้านาทีเต็มๆ  แล้วค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นพร้อมกับหันไปสำรวจภูมิประเทศรอบๆ ตัวอย่างพินิจพิจารณา
       ชั่วอึดใจ   เชลยศึกแม้วผู้น่าสงสัยนั้นก็ถอดเสื้อเครื่องแบบออกอย่างรวดเร็ว   แล้วถ้าสายตาของผมไม่ฝาดจนเกินไปนัก   ผมมองเห็นเชลยศึกเจ้าเลห์ผู้นั้น  ดึงแผ่นพลาสติกสีขาวซีดๆ  ออกมาจากแผ่นเสื้อด้านใน  (บริเวณแผ่นหลัง)  ต่อจากนั้นเขาก็วางแผ่นพลาสติกดังกล่าวลงกับพื้นหิน  ก้มหน้าลงดูอย่างเพ่งพิศ  สลับกับการดูภูมิประเทศรอบๆด้านอยู่อึดใจใหญ่ๆ  ผมก็มองเห็นเขายิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ
       เชลยศึกแม้วบรรจงสอดแผ่นพลาสติกเข้าไปเก็บไว้ในแผ่นหลังของเสื้อเครื่องแบบตามเดิม   แล้วจัดแจงสวมเสื้อ   ต่อจากนั้นก็เริ่มเคลื่อนที่ขึ้นไปบนเนินหินซึ่งทะมึนอยู่เบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว....
       กรีนแบ็คปีนลงจากโขดหินแล้วคลานเร็วจี๋เข้ามาหาผม   ปากก็ละล่ำละลักออกมาจนฟังแทบไม่เป็นภาษาคน
       “เร็ว....ผู้กอง......ไอ้ห่าจิกนั่นมีแผนที่....สะกดรอยตามมันไปก่อน.....ประเดี๋ยวค่อยปาดคอหอยมัน”
       แทบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา....ผมกับกรีนแบ็คเลื้อยลงน้ำแล้วว่ายอย่างระมัดระวังไปยังฝั่งตรงข้าม  ต่อจากนั้นก็เริ่มแกะรอยเชลยศึกแม้วเจ้าเล่ห์ผู้นั้นไปอย่างกระชั้นชิด
       ทางขึ้นหนาทึบไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด  กล้วยไม้ป่าที่กลิ่นแรงจนผมแทบสำลัก  ระเกาะระกะอยู่ทั่วๆไปจนมองดูเหมือนกับว่าบริเวณดังกล่าวนั้นจะเป็นสถานที่เลี้ยงของกล้วยไม้ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ
       ป่าชักทึบขึ้นทุกที......แสงอาทิตย์เริ่มมัวซัวลงทุกขณะ   ในที่สุดความหนาทึบของภูมิประเทศก็บดบังแสงอาทิตย์อันแรงกล้าเอาไว้จนหมดสิ้น....
       เชลยศึกชาวแม้วปีนเขาขึ้นไปด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วว่องไว   จนผมอดทึ่งใจไม่ได้ว่า   ไอ้หมอนี่คงจะไม่ได้ผ่านการเป็นเชลยศึกเหมือนอย่างผมมาอย่างแน่ๆ
       หนึ่งชั่วโมงของการปีนเขาที่แสนจะทรมานก็ได้สิ้นสุดลงบนยอดเนินลูกหนึ่งซึ่งมีความสูงพอสมควร  ภูมิประเทศบนยอดเขาเป็นป่าหญ้าคาที่ค่อนข้างรกจนผมเกือบจะคลาดกับเชลยศึกแม้วหลายต่อหลายครั้ง....
       ในที่สุดเชลยศึกแม้วผู้นั้นก็เคลื่อนที่มาหยุดอยู่อีกด้านหนึ่งของยอดเขา....
       พระเจ้าช่วย !   ภูมิประเทศซึ่งปรากฏลิบ ๆ อยู่ในแอ่งกระทะเบื้องล่าง   ทำให้ขนของผมลุกซู่ขึ้นมาด้วยความดีใจ....
       ทิวเขา   “สกายไลน์”   อันเป็นทิวเขาซึ่งโอบล้อมเมืองล่องแจ้งเอาไว้ทั้งสี่ด้าน  บัดนี้ทะมึนอยู่เบื้องหน้าผมนี่เอง....
       ผมมองเห็นแม้กระทั่งเนินกระสอบทราย   ของกองพันทหารรับจ้างกองพันที่  616  (ทราบจากการดักข่าวทางวิทยุ   ขณะอยู่บนยอดถ้ำหินกึ่งกลางสนามบินซำทอง)   ซึ่งวางเรียงรายเป็นแนวยาวเหยียดไปตามสันเขาของยอดเนิน  “ชาร์ลี – ชาร์ลี”   นั้นอย่างถนัดหูถนัดตา
       และเมื่อมองต่ำลงมายังตีนเขาเบื้องล่าง   ผมก็มองเห็นเส้นทาง  “ซำทอง – ล่องแจ้ง”   คดเคี้ยวอยู่ตามซอกเขาซึ่งสลับซับซ้อนนั้น...
       อา!  เส้นทางหนีของผมท้าทายสายตาอยู่แค่เอื้อมนี่เอง
       ผมหันไปยิ้มกับกรีนแบ็คพร้อมกับบุ้ยใบ้ให้ดูทิวเขาสกายไลน์.... กรีนแบ็คคงจะจำภูมิประเทศแถบนั้นได้เพราะสีหน้าของเขาที่แสดงออกมามีความตื่นเต้นจนสังเกตเห็นได้ชัด
       “บึ้ม.....บึ้ม.....บึ้ม”
       เสียงระเบิดดังแว่วๆอยู่บนยอดเนิน  “ชาร์ลี – ชาร์ลี”   พร้อมๆ กับควันสีเทาอมดำพวยพุ่งชนท้องฟ้าเป็นสาย
       “ฉิบหาย....  ลูกยาวเล่นงานฐานปฏิบัติการของพวกคุณเข้าให้แล้ว”
       กรีนแบ็คกระซิบบอกผมเบาๆ พร้อมกับก้มลงคลานตามเชลยศึกแม้ว   ซึ่งขณะนี้เดินเลี้ยวขวาแยกลงไปจากยอดเขาจนผมบังเกิดความเอะใจ.....
        ผมคลานตามกรีนแบ็คออกไปด้วยความระมัดระวังและชั่วอึดใจความเคลือบแคลงใจทั้งมวลของผม   ก็เป็นอันสิ้นสุดเมื่อมองเห็นสภาพภูมิประเทศเบื้องล่างถนัดตา
       มันเป็นที่ราบแอ่งกระทะที่มีชัยภูมิเหมาะกับการซ่อนพรางอย่างวิเศษที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา   และจากพื้นที่ดังกล่าวผมสามารถตรวจการณ์เห็นสนามบินซำทองและถ้ำหินที่ผมโดนล่ามโซ่อยู่กับปืน   12.7   ม.ม.   ได้อย่างสบาย
       เสียงตึงๆ   ที่ระงมอยู่เบื้องล่าง   ทำให้ผมกับกรีนแบ็คต้องตรวจการณ์อย่างพินิจพิจารณาอีกครั้ง..........
       “ปืนใหญ่....ปืนใหญ่ขนาด   130   ม.ม.   สองกระบอกที่ถล่มฐานของพวกคุณตั้งอยู่โน่น....ผู้กองชัดเลย....ไอ้ห่าจิกแม้วนี่เป็นสายของเวียตกงแน่ๆ....ปาดคอแม่มันเดี๋ยวนี้เลยเป็นยังไง”
       ผมโดนผู้คุมเวียตนามเหนือย้อนรอยอย่างเจ็บปวดเข้าให้แล้ว....   พวกมันคงจะยืมมือพวกเชลยศึกสำรวจเส้นทางลำเลียงใต้ดินด้วยวิธีการที่แยบยลจนผมคาดไม่ถึงและผมกับกรีนแบ็คก็คือไอ้เชลยหน้าโง่ทั้งสองคนนั้น
       ความแค้นใจ   ทำให้ผมหมดความยับยั้งชั่งใจใดๆ   ทั้งสิ้น....   มารู้สึกตัวอีกที   ก็อีตอนเผ่นผึงวิ่งควบเข้าใส่เชลยศึกเจ้าเล่ห์คนนั้น   ซึ่งบัดนี้กำลังวิ่งหนีหน้าตาเริดลงไปจากยอดเขาอย่างชนิดลืมตาย


จบครับ
----------------------------------
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

ไม้เทียม | นำเข้าสินค้าจีน

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.10 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!