ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
กุมภาพันธ์ 21, 2017, 03:16:39 AM
หน้าแรก หน้าแรก chatroom ช่วยเหลือ ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
พ่อค้ารับรอง
สนใจติดต่อ PM
พ่อค้ารับรอง
สนใจติดต่อ PM


+  THAIAIRSOFT.GUN :
|-+  นิตยสาร บทความ และหัวข้อที่อยู่ในความสนใจของชาว BB GUN
| |-+  บทความน่าสนใจ (ผู้ดูแล: RbungA+)
| | |-+  อากาศยาน (เครื่องบินรบ)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อากาศยาน (เครื่องบินรบ)  (อ่าน 17793 ครั้ง)
kamolkaitong
ทหารฝึกหัด

ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 49

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 5 : Exp 65%
HP: 0.1%


Don't ever lose sight of what important to you


อีเมล์
« เมื่อ: สิงหาคม 13, 2011, 11:31:12 PM »

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=MtAMaagDy5M" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=MtAMaagDy5M</a>

ประวัติศาสตร์ด้านการบินของมนุษย์
          ประวัติศาสตร์ด้านการบินของมนุษยชาติ อาจกล่าวได้ว่าเริ่มต้น ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๗๘๓ เมื่อพี่น้องตระกูล มองต์โกลฟิเอร์ (Montgolfier) ผลิตบอลลูนโดยใช้อากาศร้อน นำไปแสดงต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ แห่งประเทศฝรั่งเศส โดยบรรทุกบรรดาสัตว์ เช่น แกะ เป็ด และไก่ บัลลูนสามารถขึ้นไปได้สูงถึง ๑,๕๐๐ ฟุต ได้อย่างปลอดภัย ส่วนการบินโดยมนุษย์เกิดขึ้นในวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ของปีนั้นเอง โดยให้นักโทษประหารขึ้นไปกับบอลลูนซึ่ง เดอ โรซิเออร์ เป็นผู้ประดิษฐ์ การบินด้วยบอลลูนเที่ยวนี้ประสบความสำเร็จ โดยบินได้สูงถึง ๓,๐๐๐ ฟุต ในระยะทาง ๕ ไมล์ ใช้เวลาบิน ๒๐ นาทีและสามารถลงถึงพื้นด้วยความปลอดภัย
          ต่อมาในวันที่ ๑ ธันวาคม ปีเดียวกัน เดอ โรซิเออร์ ได้ประดิษฐ์บัลลูนบรรจุด้วยก๊าซไฮโดรเจน สามารถขึ้นไปได้สูงถึง ๘,๘๐๐ ฟุต และเขาได้รายงานอาการปวดหูและไซนัสขณะลงสู่พื้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นการแสดงอุบัติการทางสรีรวิทยาการบินครั้งแรกของโลก ความสำเร็จอันนี้ทำให้ เดอ โรซิเออร์ คิดประดิษฐ์บัลลูนที่ใช้ก๊าซไฮโดรเจนผสมกับอากาศร้อน ถึงแม้จะได้รับการเตือนจากหลายฝ่ายว่าจะมีอันตราย แต่เขาก็ฝืนดำเนินการต่อไป การบินในเที่ยวนั้นเกิดระเบิดขึ้นและทำให้ เดอ โรซิเออร์ เสียชีวิต เหตุการณ์นี้ถือเป็นรายงานการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุอากาศยานเป็นครั้งแรกของโลก
 
          จอห์น เจฟฟรีย์ เป็นแพทย์ชาวอังกฤษซึ่งเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกามีความสนใจในด้านการบินมาก เขาและปิแอร์ บลังชาร์ค เพื่อนชาวฝรั่งเศส ได้ร่วมกันประดิษฐ์บัลลูนและบินข้ามช่องแคบอังกฤษเป็นผลสำเร็จในเดือนมกราคม ค.ศ. ๑๗๘๕ ในขณะทำการบินเขาได้ทำการทดสอบหาค่าของแรงดันบาโรมิเตอร์ อุณหภูมิของอากาศ และความชื้น จึงกล่าวได้ว่าเขาเป็นแพทย์คนแรกที่เกี่ยวข้องกับการบิน แต่บุคคลที่สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของเวชศาสตร์การบิน ได้แก่ พอล เบิร์ต ชาวฝรั่งเศส เขาจบการศึกษาทั้งด้านวิศวกรรมศาสตร์ นิติศาสตร์ และแพทยศาสตร์ เมื่ออายุ ๓๓ ปี และทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงด้านสรีรวิทยาที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงความกดบรรยากาศ และได้จัดพิมพ์ผลงานของเขาขึ้นในปี ค.ศ. ๑๘๗๗ ชื่อว่า "การวิจัยแรงดันของบาโรมิเตอร์ทางสรีรวิทยา" จึงถือว่าเขาเป็นแพทย์เวชศาสตร์การบินคนแรกของโลก
 
          จนกระทั่งในปี ค.ศ. ๑๙๐๓ ก็ก้าวมาถึงยุคของการวิจัยและพัฒนาอากาศยานที่หนักกว่าอากาศ โดยพี่น้องตระกูลไรท์ (Wright) ได้ประดิษฐ์เครื่องบินลำแรกได้สำเร็จ และทำการบินเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๐๓ เครื่องบินของเขาสามารถลอยในอากาศได้นาน ๑๒ วินาที และไปได้ไกลเป็นระยะทาง ๑๒๐ ฟุต เครื่องบินนั้นประกอบด้วยโครงไม้ บุด้วยผ้าและยึดด้วยเส้นลวด กล่าวได้ว่าเป็นการบินด้วยอากาศยานที่หนักกว่าอากาศเป็นครั้งแรก รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเล็งเห็นความสำคัญและจัดสรรงบประมาณในโครงการสร้างเครื่องบินอย่างเป็นทางการ ต่อมามีผู้ดัดแปลงเอาเครื่องบินมาใช้ในสงคราม โดยในระยะแรกเพื่อใช้ตรวจสมรภูมิ ต่อมามีการนำเอาอาวุธปืนมาติดตั้งและใช้ยิงข้าศึก ซึ่งเป็นก้าวใหม่อีกก้าวหนึ่งของการบิน แต่ก็หามีผู้ใดสนใจในตัวนักบินผู้ทำการบินว่ามีความผิดปกติอย่างใดหรือไม่ มนุษย์เองก็พยายามดิ้นรนต่อสู้ในเรื่องการบินมาโดยตลอด เมื่อก้าวมาถึงจุดหนึ่งมนุษย์ก็พบอุปสรรคอันเกิดจากร่างกายของมนุษย์เอง จุดนั้นก็คือการบินเร็วกว่าเสียง เหตุนี้จึงมีการนำความรู้ทางแพทย์โดยเฉพาะสรีรวิทยาและจิตวิทยา มาใช้เพื่อปรับปรุงและส่งเสริมการทำงานของมนุษย์ โดยเฉพาะในห้องนักบินของเครื่องบินขนาดใหญ่ที่มีความสลับซับซ้อน ซึ่งปัจจุบันสามารถบินได้รอบโลก คนที่มีสุขภาพดีทั่วไปและมีพฤติกรรมที่ไม่ผิดปกติ ก็สามารถเรียนรู้เรื่องการบิน และสามารถขับเครื่องบินขนาดเบาได้อย่างปลอดภัยในสภาพอากาศที่ดี แต่สำหรับนักบิน ทหาร รวมทั้งนักบินพาณิชย์ของสายการบินต่างๆ ที่ต้องทำการบินเครื่องบินไอพ่นขนาด ๒๐๐ ตัน ในสภาพอากาศที่เลวร้ายหรือในเวลากลางคืนซึ่งเป็นภารกิจที่ยุ่งยากซับซ้อน จะต้องมีสุขภาพทางร่างกายและจิตใจดีขึ้นไปอีกและองค์ประกอบการบินที่เกี่ยวกับมนุษย์จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญยิ่ง
 
          ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๑ กองทัพอากาศเยอรมันเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องการบิน จึงได้มีการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังด้านสรีรวิทยาการบิน มีการกำหนดมาตรฐานขั้นต้นกับผู้ที่ต้องการเป็นนักบิน บุคคลเหล่านี้ต้องมีความถนัดเฉพาะทาง มีความเหมาะสม และสุขภาพร่างกายดี ในปี ค.ศ. ๑๙๑๕ ได้สถาปนาหน่วยเวชศาสตร์การบินขึ้นเป็นหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องเป็นอย่างมากกับความสำเร็จของสงครามทางอากาศในสงครามโลกช่วงนั้น
 
          ส่วนประเทศอังกฤษ มีการคัดเลือกบุคคลที่ไม่เหมาะสมมาทำการบินโดยนำทหารที่เคยบาดเจ็บจากแนวหน้าให้มาทำการบิน ผลปรากฏว่าร้อยละ ๙๐ ของนักบินเหล่านี้เสียชีวิตในปีแรกของสงคราม โดยมีสาเหตุมาจากความบกพร่องของนักบินเอง เช่น การปฏิบัติการบินผิดพลาด การขาดความชำนาญหรือร่างกายไม่สมบูรณ์ เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้กองทัพอากาศอังกฤษ จัดตั้งหน่วยงานสำหรับดูแลผู้ทำการในอากาศขึ้น ซึ่งมีผลให้การตายที่มีสาเหตุจากตัวนักบินลดลงเหลือร้อยละ ๒๐ และ ๑๒ ในปีที่สองและสามถัดมาตามลำดับ
 
          ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ ๑ ในปี ค.ศ. ๑๙๑๒ มีการสูญเสียเครื่องบินจำนวนมากทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบเลย เช่น จากอุบัติเหตุและความเจ็บป่วยของนักบิน สภาสงครามอเมริกาจึงต้องประกาศว่าผู้จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการบินทั้งหมด ต้องได้รับการตรวจร่างกายอย่างเข้มงวด เพื่อความพร้อมและความเหมาะสมกับหน้าที่ นายพลทีโอดอร์ ชาร์ลส์ เลสเตอร์ ซึ่งเป็นจักษุแพทย์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าแพทย์ในหน่วยบินของกองทัพบกอเมริกัน เขาชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพิจารณาสภาพร่างกายและอารมณ์ของนักบิน และได้เริ่มจัดตั้งหน่วยแพทย์เพื่อทำการตรวจมากขึ้น ในปี ค.ศ. ๑๙๑๗ คณะแพทย์อเมริกันได้เดินทางไปประเทศฝรั่งเศสเพื่อศึกษาปัญหาต่างๆ และได้พบว่ามีอัตราการเกิดอุบัติเหตุสูง โดยเฉลี่ยแล้วทุก ๒๔๑ ชม. จะมีเครื่องบินตก ๑ เครื่อง คณะแพทย์ได้สรุปข้อเสนอแนะว่า นักบินมักเผชิญกับความเครียดอยู่เสมอ ไม่มีความเหมาะสมทางร่างกายและจิตใจที่จะทำการบิน อุปกรณ์ป้องกันยังใช้การไม่ได้ ดังนั้นจะต้องมีการคัดเลือกนักบิน และจัดตั้งโรงเรียนอบรมแพทย์เวชศาสตร์การบินขึ้น ข้อเสนอแนะดังกล่าวนี้ มีผลให้อัตราการสูญเสียนักบินลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ ๑ นั่นคือ จุดเริ่มต้นของกิจการเวชศาสตร์การบินในกองทัพสหรัฐอเมริกา
 
          ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๑๒ จนถึงขณะนี้ พบว่านักบินร้อยละ ๔๐ เป็นโรคอ่อนเพลียจากการบินและไม่สามารถทำการบิน ทั้งนี้เชื่อว่ามีสาเหตุมาจากจิตใจ แต่ในขณะนั้นยังไม่มีการคำนึงถึงสภาพจิตใจและการประเมินทางจิตวิทยา มีแต่เพียงการตรวจระบบประสาทแบบพอเป็นพิธี ในช่วงเวลานั้น การพัฒนาทางจิตวิทยาและเทคนิคการทดสอบ ทำให้การคัดเลือกอยู่ในสถานภาพทางวิทยาศาสตร์ โดยมีจุดมุ่งหวังโดยตรงให้นักบินสามารถปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ จนปี ค.ศ. ๑๙๒๓ จึงมีการศึกษาบุคลิกภาพอย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะเริ่มมีการตรวจอย่างละเอียด โดยใช้กฎทางจิตวิทยาต่างๆ ตั้งแต่เริ่มสงครามโลกครั้งที่ ๒
 
          การจัดตั้งโรงเรียนเวชศาสตร์การบิน มีวัตถุประสงค์ในการฝึกฝนเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เพื่อทำงานในหน่วยสงครามทางอากาศในยุโรปและในวันที่ ๑ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๑๘ ก็ได้มีแพทย์เวชศาสตร์การบิน หรือ Flight Surgeon อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๒๐ จนถึงสงครามโลกครั้งที่ ๒ วิทยาการด้านเวชศาสตร์การบิน ส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาวิจัยที่มุ่งไปที่การตรวจคัดเลือก และการป้องกันอันตรายแก่นักบินรวมทั้งการพัฒนาด้านการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ ค.ศ. ๑๙๓๐ รัฐบาลสหรัฐอเมริกา จัดตั้งห้องวิจัยทางการแพทย์ เพื่อศึกษาความสมบูรณ์ของนักบินและผลกระทบในการบินต่อบุคคล ที่เกี่ยวกับการมองเห็น ความผิดพลาดจากการหักเหของแสง

           การบินครั้งแรกของโลกกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๔๔๖ โดยสองพี่น้องตระกูลไรท์ (Wilbur & Orville Wright) สร้างเครื่องบินชื่อ “ฟลายเออร์ (Flyer)” และทำการบินเป็นครั้งแรกเป็นผลสำเร็จ ที่เมืองคิตตี้ฮอว์ค รัฐนอร์ธคาโรไลน่า สหรัฐอเมริกา โดยบินอยู่ในอากาศได้นานถึง ๑๒ วินาที เป็นระยะทาง ๑๒๐ ฟุต ที่ระยะสูงประมาณ ๒๐ ฟุต


พี่น้องตะกูล Wright (Wilbur and Orville Wright)


สิ่งที่สองพี่น้องเขาได้สร้างไว้

ดังนั้งสองพี่น้องคู่นี่จึงเป็นผู้สร้างอากาศยานลำแลกของโลกที่มีมนุษย์เป็นผู้ควบคุมได้บนเครื่องด้วย

         ขอข้ามมาที่สมัยสงครามโลก และ ปัจจุบันเลยก็แล้วกันนะครับเพราะข้อมูลมีมากจึงยั้งไม่ได้เอามาลงครับจะเอามาลงให้ทีหลังนะครับ


               ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและประสิทธิภาพใน"ยุคทอง"ของการบิน (1918-1939)
          ระหว่างสงครามโลกครั้งที่่1 และ 2 สามารถเห็นความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอากาศยานได้มีการพัฒนาอย่างมาก จากอากาศยานที่มีโครงสร้างที่ทำจากไม้บุด้วยผ้าใบ และกำลังเครื่องที่ต่ำในสมัยสงครามโลกครั้งที่1 สู่ยุคสมัยของสงครามโลกครั้่งที่2 ที่มีเครื่องที่ทันสมัยมากขึ้น ตัวถังของเครื่องสร้างจากอลูมิเนียม เครื่องยนต์ที่มีระบบ turbo super charger ที่สามารถทำให้เครื่องยนต์สามารถทำงานที่ความสูงกว่า 10000 feet(ฟุต) มีอาวุตที่ทันสมัยมากกว่าระยะพิสัยการบินมากกว่าหลายเท่า

          ทุกประเทศมีส่วนร่วมในสงครามที่ก้าวขึ้นไปพัฒนาและการผลิตอากาศยานและการบินระบบการจัดส่งอาวุธตามเช่นเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยยาว นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์การต่อสู้ทางอากาศ และ การทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์, เครื่องบินรบคุ้มกัน เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบดำดิ่ง , ขับไล่ทิ้งระเบิด และ เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน . เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น เรดาร์ ได้นำมาใช้งานมากขึ้นในการประสานงานและควบคุมการป้องกันภัยทางอากาศ

          ในช้วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เครื่องบินเริ่มเข้ามามีบทบาทในด้านการบินลาดตเวนและการถ่ายภาพทางอากาศ นักบินและวิศวกรการบินได้เรียนรู้จากประสบการจาการทดรองสร้างเครื่องบินต่างๆเช่น เครื่องบินทิ้งระเบิดเครื่องบินโจมตี และ เครื่องบินรบ นักบินที่ได้รับการเรียกว่า "Ace" หรือเสืออากาศ หมายถึงผู้ที่สามารถยิงเครื่องบินของศัตรูตกได้ ซึ้งจะได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษ และถึอว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถทางการบิน
อากาศยานส่วนใหญ่สร้างจากโครงสร้างไม้และใช้ผ้าใบทำตัวถัง ใช้เครื่องยนต์แบบลูกสูบดาว ที่มีกำลังแรงม้าต่ำ
ส่วนอาวุตที่ติดตั้งบนเครื่องบินรบนั้นต้องติดตั้งที่บริเวนส่วนหน้าของห้องนักบินแต่ติดปัญหาตรงที่หากติดเครื่องยนต์แล้ว และทำการยิงปืนกลไปด้วยในเวลาเดียวกัน จะทำให้ใบพัดของเคื่องบินโดนลูกปืนของตัวเองเข้า
และในตอนนั้นเองที่วิศวกรได้ทำการคิดค้นวิธีการติดตั้งปืนกลไว้ได้ไม่ให้ใบพัดโดนปืนของเครื่องตนเองได้ทำดังนี้


จากภาพที่เห็นอยู่นี่เป็นการทำงานของปีนกล เดิมปีนนี้คือ Spandau LMG 08 gunsเป็นของ ประเทศเยอรมัน
การทำงาน
เมื่อดึงห่วงสีเขียว (คันรั้งลูกเลื่อน) เพื่อเตรียมปืนในการยิง เพื่อลดคันบังคับการยิง(สีแดง) ที่เชิ่อมกับลูกเบี้ยวที่เชื่อมกับแกนใบพัดอีกที บนลูกแบี้ยวจะมีส่วนที่นูนขึ้นตามจำนวนกลีบของใบพัด เมื่อลูกเบี้ยวหมุนไปพร้อมกับแกนใบพันของเครื่องยนต์แกน(สีแดง)คัดออฟนี้จะไปทำการหยุดการลั้นกระสุนทำให้อัดตราการยิงช้าลง การทำเช่นนี้เป็นการทำให้การยิงปืนกลไม่ไปยิงโดนใบพัดของเครื่องตนเอง
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=Z0zopfxRxLQ" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=Z0zopfxRxLQ</a>

การทำงานของเครื่องยนต์
การทำงานของเครื่องยนในสมัยแรกแบบเครื่องยนต์ลูกสูบดาวครับ
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=BUPsuIOQssA" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=BUPsuIOQssA</a>
การติดเครื่องยนต์ในสมัยนั้นจะใช้คนหนึ่งคนหมุนใบพัดเพราะไม่มีระบบStarterแบบปัจจุบันแต่จะหมุนก่อนที่จะติดเครื่องยนต์ประมาน3-4รอบเพื่อไล่น้ำมันเครื่องออกไปจากลูกสูบก่อนจากนั้นนักบินจะบอกกับช่างเครื่องว่า Contrack อาจแปลได้ว่าจะเปิดระบบไฟฟ้าเข้าที่เครื่องยน์แล้วและก็ทำการเปิดลิ้นน้ำมั้นเชื้อเพลิงเมื้อติดเครื่องแล้วทั้งเครื่องยนและใบพัดจะหมุนไปพร้อมกัน
การทำงานภายในของเครื่องยนต์ลูกสูบแบบดาว
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=BRNLPilAqPs" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=BRNLPilAqPs</a>
          หากท่านที่ได้ชมหนัง (โปโหมดหนังซะงั้น) เรื่อง Fly Boy ละก็จะได้เห็นลักษณธการบินและที่มาที่ไปของนักบินแต่ละคนเป็นเช้นไร นะครับว่าพวกเขาอยู่กันยังไง และนาทีสุดท้ายของชีวิตนักบินในยุคนี้เป็นเช่นไร รับรองเรื่องนี้สามารถใช้ดูอ้างอิงในการทำโมเดลได้ครับ

          ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อากาศยานได้รับการพัตณา(แทบจะ)แบบก้าวกระโดดอย่่างมาก จากโครงสร้่างที่ทำจากไม้และผ้าใบ และระบบปีกสองชั้น สู่อากาศยานที่เราคุ้นเคยกันในโครงสร้างอลูมิเนียม ปีกชั้นเดียว อาวุธที่มีระยะการการทำลายล้่างที่สูงขึ่น
         ในตอนแรกๆ ทางประเทศอเมริกายั้งไม่ได้เข้าร่วมสงครามหรอก ดั้งนั้นจึงมีแต่ประเทศ อังกฤษ กับ ทางประเทศเยอรมัน ที่ทำการรบกันอย่างดุเดือดมาก สำหรักการรบทางอากาศที่ยิ่งใหญ่ของอังกฤษและเยอรมัน คือ "The Battle of Britain"

         อากาศยานที่มีบทบาทมากที่สุดของอังกฤษต้องยกให้เป็บเครื่อง Hawker Hurricane, Spitfire หรือ Supermarine Spitfire ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้งานมากที่สุดในกองทัพอากาศอังกฤษ
Hawker Hurricane
ใช้เครื่องยนต์
- Rolls-Royce Merlin XX 12-cylinder liquid cooled V engine ให้แรงม้า 1280Hp (แรงม้า) ที่ 3000 rpm (รอบต่อนาที) สำหรับการนำเครื่องขึ้น และ 1460Hp ที่ 6250 ft (ฟุต) ประมาณความสูง 1905 เมตร ใช้ถึงเชื้อเพลิงขนาด 441 L (ลิตร) สามารถนำถังสำรองที่สามารถทิ้งได้ (Drop tank) 2 ถัง ถังละ 205 L
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=yprfH5ZsAHk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=yprfH5ZsAHk</a>



 

ความเร็วสูงสุด
- 327 mph (ไมลต่อชั่วโมง) หรือ 526 km/h (กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ที่ความสูง18000 ft ประมาณ 5485 m สามารถไต่ระดับจาก 0-15000 ft ใช้เวลาประมาณ 5 1/2 นาที จาก 0-25000 ft ใช้ประมาณ 10นาที


อาวุธที่ติดตั้ง
-ปืนใหญ่อากาศ ขนาด 20มม Hispano Mk1 หรือ Mk2(20mm Hispano Mk1 or 2 Cannon) มีกระสุน 90 rpg (นัดต่อกระบอก) จะนวน 4 กระบอก





-ที่สำหรับติดต้องถังเชื้อเพลิงขนาด 205 l หรือ ติดระเบิดขนาด 250 lb (113.5 kg) x2 หรือ 500lb (227 kg) X2  ที่ใต้ปิก

เครื่องต่อมาคือ Supermarine spitfire






ในซีรี่นี้มีด้วยกันสองรุ่นคือ Spitfire IA และ Spitfire F Mk 22

รุ่น Spitfire IA
เครื่องยนที่ใช้
- Rolls Royce Merlin II V12 Liquid-cooled หนึ่งเครื่องให้แรงม้าที่ 880hp ที่ 3000rpm สำหรับการนำเครื่องขึ้น และ 1030hp ที่ความสูง 16250ft (4955m) ใบพัดจำนวน 3 ใบ ของ De Havilland

ความสามารถ
- ความเร็วสูงสุด 346 mph (557km/h) ที่ความสูง 15000ft (4575ม)
- ความเร็วเดินอากาศ 304 mph (489 km/h) ที่ความสูง 15000ft (4575ม)
- ระยะทำการบินไกลสุด 415ml (668 km)
ระยะทำการบินไกลที่ความเร็ว 175 mph (282 km/h) ได้ 630 ml (1014 km)
- อัดตราการไต่ระดับ 0-15000ft ใช้เวลาโดยประมาณ 6-7 นาที

อาวุธที่ติดตั้ง
- ปืนกล 4 กระบอก ขนาต .303 in (7.7mm) Browning Mk II จำนวนกระสุน 300 rpg


- ปืนใหญ่อากาศ 2 กระบอก ขนาด 20mm British Hispano cannon จำนวนกระสุน 120 rpg








         หัวข้อนี้เป็นรายการด่วยนะครับจึงขอข่ามมาที่เรื่องการทำงานของเครื่องยนต์เจ็ทครับ
        
         เครื่องบินเครื่องยนต์เจ็ทลำแรกของโลกที่ถูกสร้างคือ Heinkel He 178 (เยอรมนี), บินโดย Erich Warsitz ในปี 1939 ตามด้วยเครื่องบินเจ็ทแห่งแรกของโลกในการดำเนินงานที่ Me 262 ในเดือนกรกฎาคม 1942 และเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ขับเคลื่อนด้วยไอพ่นแรกของโลก Arado Ar 234 มิถุนายน 1943


หลักการทำงานของเครื่องยนต์เจ็ทนั้นจะขอแสดงเป็นวีดีโอก็แล้วกันนะครับ แต่เป็นภาษาอังกฤษนะครับจะแปลใ้ห้ทีหลังนะครับ จะเรียงไปตามลำดับการพัฒนาการของเครื่องแต่ละแบบก็แล้วกันครับ

เครื่องยนต์เจ็ทชนิตแรก Turbojet Engine


1. Intake (ทางเข้าไอดี)
2. Low pressure compression (ห้องความดันต่ำ)
3. High pressure compression (ห้ิองความดันสูง)
4. Combustion (ห้องสันดาป)
5. Exhaust (ห้องเคื่องส่วนท่อไอเสีย)
6. Hot section (ส่วนที่ร้อนของห้องเครื่อง)
7. Turbines Low and High pressure (ห้องกังหันต่ำและความดันสูง)
8. Combustion chambers (ห้องเผาไหม้)
9. Cold section (ส่วนเย็น)
10. Air inlet (ช่องทางเข้าอากาศดี)

หลักการทำงานของเครื่องยนต์เจ็ทครับ

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=7LTtjwlregM" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=7LTtjwlregM</a>


ต่อมาคือการทำงานของเครื่องยนต์ Turbofan Engine ครับ


<a href="http://www.youtube.com/watch?v=EdPN-DX7vQQ" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=EdPN-DX7vQQ</a>


การสร้างเครื่องยนต์เจ็ทในปัจจุบันครับ
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=N8BvtihvZaE" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=N8BvtihvZaE</a>

อันนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอากาศยานในปัจจุบันจนถึงอนาคตครับ

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=jjyJT9wAaWY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=jjyJT9wAaWY</a>

โปรดติดตามตอนต่อไปครับเพราะยังไม่เสร็จครับ
ตรงใหนที่มีการพิมพ์พิดก็ลบกวนบอกด้วยนะครับและหากมีข้อมูลอะไรที่ดีกว่าของผมรบกวนPMมาบอกด้วยนะครับจะได้นำมาลงให้ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 31, 2012, 02:53:39 AM โดย kamolkaitong » บันทึกการเข้า

ชาติยังไม่สิ้นชน คนยังไม่สิ้นใจ จะให้กูไปไหน ขอตามจองเวร ไล่ไปผู้รุกราน ฆ่ามันไม่เหลือเดน อย่ามาให้เจอให้เห็น ต้องเซ่นสังเวย ศึกรบเพื่อชาติพลี มอบวิญญาณดวงนี้เพื่อผืนดินไทย ห่วงรักเจียนขาดใจ จำตัดไปแม้อาจต้องตายวันนี้ก็พร้อม
Captain Nut_WARLORD
Global Moderator: Rank:Advanced Member Groups:exclusive member ★★★★★(ผู้ดูแล)
นายพล
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2469

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 40 : Exp 42%
HP: 11.3%


Thaiairsoftgun.com

803065428 มีอะไรPM+มา ดูแลกระทู้
อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2011, 07:31:54 PM »

เข้ามาตามอ่านครับพี่โต้งแหมมเรื่องเครื่องยนต์เครื่องบินเนียลย้อมเลยพี่ครับ ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

My   Name is [P.M.C.]  Cpt. Nut
Last Name  WARLORD
WAPON   M4A1 Custom Daniel Defense  M4A1CQB 
Combat  Gear  Black Water
โทร 0803065428-นัท


Captain Nut_WARLORD
Global Moderator: Rank:Advanced Member Groups:exclusive member ★★★★★(ผู้ดูแล)
นายพล
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2469

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 40 : Exp 42%
HP: 11.3%


Thaiairsoftgun.com

803065428 มีอะไรPM+มา ดูแลกระทู้
อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 29, 2011, 09:03:16 PM »

น้องเพิ่มให้นะ พี่ ในเครื่องบินมีชัว ครับ(รุ่นเก่าๆนะ)
ในอดีตนั้น (ย้อนหลังไปสัก 30 ปี) ถ้าได้เห็นเครื่องยนต์สักเครื่องนึงที่มีเทอร์โบชาร์ทเจอร์ หรือมีอุปกรณ์ในการทำซูเปอร์ชาร์ทเจอร์ติดมาด้วย ก็คงจะเป็นเรื่องที่ออกจะน่าแปลกสักนิด เพราะมันหาดูยาก

ถ้าได้เห็นแล้วคงเป็นอะไรที่จะดูน่าตื่นเต้น เพราะด้วยที่ดูว่า เครื่องยนต์เครื่องนั้นมันคงมีอะไร ๆ ที่ดูจะเหนือกว่าเค้า เพราะด้วยเหตุที่ว่ามันมีใช้อยู่ในเครื่องยนต์ต้นกำลังที่ใช้เฉพาะที่ เฉพาะทาง แต่ในปัจจุบันนี้ เจ้าเทอร์โบชาร์ทเจอร์นี้ เกือบที่จะเรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับเครื่องยนต์ในปัจจุบันนี้ไปเสียแล้ว

" แล้วมันมีดีอะไร ? "

ก่อนที่จะพูดถึงรายละเอียดต่อไปนั้น เรามาดูกันก่อนว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร ก่อนที่จะมาเป็นเทอร์โบชาร์ท

ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้เริ่มมีการใช้เครื่องบินในการรบ แล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แล้วประกอบกับในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น การพัฒนาของเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยมี่ขนาดที่เล็กลง และมีสมรรถนะดีขึ้น

ดังนั้น การพัฒนาเครื่องยนต์ลูกสูบเพื่อใช้เป็นเครื่องยนต์ต้นกำลังในอากาศยาน จึงเน้นไปที่สมรรถนะสูง และน้ำหนักเบา ดังนั้นการทำซูเปอร์ชาร์ท จึงเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับการเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์

แล้วการทำ ซูเปอร์ชาร์ท มันคืออะไร?

การทำซูเปอร์ชาร์ทนั้น ถ้าพูดถึงในส่วนของเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้ลูกสูบ เราต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนนะครับว่า เมื่อเราหมุนเพลาข้อเหวี่ยง จะทำให้ลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นลงในกระบอกสูบ ผลที่เกิดขึ้นในกระบอกสูบ คือ การเปลี่ยนแปลงปริมาตรครับ

ดังนั้น เมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ลง จะทำให้ปริมาตรของกระบอกสูบเพิ่มขึ้น ผลที่ตามมาก็คือ ความดันภายในกระบอกสูบจะลดลง และเมื่อลิ้นไอดีเปิด อากาศก็จะไหลเข้าไปในกระบอกสูบครับด้วยความดันของบรรยากาศไม่ใช้เครื่องยนต์ดูดอากาศเข้าไป ต้องเข้าใจพื้นฐานของหลักการนี้ก่อน

จากความเสียดทานในช่องทางต่าง ๆ ก่อนที่อากาศจะไหลเข้าไปถึงกระบอกสูบ จึงมีผลให้อากาศสามารถไหลเข้าไปบรรจุในกระบอกสูบได้เพียง 85 ถึง 90 เปอร์เซนต์ของความจุของกระบอกสูบเท่านั้น

และเราต้องเข้าใจก่อนครับว่า กำลังงานของเครื่องยนต์นั้น ได้มาจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในกระบอกสูบซึ่งมีพื้นที่ ๆ จำกัด และถ้าต้องการให้ได้กำลังงานจากการเผาไหม้มาก ๆ ทำอย่างไรก็ได้ให้การเผาไหม้นั้นสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำใด้

วิธีหนึ่งก็คือ การเพิ่มปริมาณอากาศในกระบอกสูบด้วยการซูเปอร์ชาร์ท การซูเปอร์ชาร์ทนั้นคือการบรรจุอากาศให้เข้าไปในกระบอกสูบให้มากกว่าปริมาตรบรรจุของกระบอกสูบเท่าที่จะทำได้ ผลก็คือ ทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ขึ้น ทำให้เครื่องยนต์มีกำลังมากขึ้น และในทำนองเดียวกัน ถ้าอัดอากาศเข้าไปได้มากพอจนสามารถที่จะเพิ่มเชื้อเพลิงที่เข้าไปเผาไหม้ได้ จะเห็นได้ว่ากำลังของเครื่องยนต์มากขึ้นอย่างชัดเจน

ดังนั้น เมื่อวิธีนี้เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ได้โดยที่ทำให้น้ำหนักของเครื่องยนต์ไม่เพิ่มขึ้นมากนัก จึงได้มีการหาวิธีการในการที่จะทำซูเปอร์ชาร์ท ได้มีการคิดค้นอุปกรณ์ที่ใช้ในการอัดอากาศเข้ากระบอกสูบของเครื่องยนต์อย่างมากมาย แต่แล้วก็พบว่า การใช้เครื่องอัดอากาศแบบแรงเหวี่ยง เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้

ในยุคแรกนั้นเนื่องจากว่า เครื่องยนต์ของเครื่องบินส่วนใหญ่เป็นเครื่องยนต์ที่วางกระบอกสูบในแนวรัศมี (เครื่องสูบดาว) ดังนั้น จึงมีพื้นที่หน้าเครื่องยนต์มากพอที่จะติดตั้งเครื่องอัดกาศแบบแรงเหวี่ยง โดยอาศัยกำลังขับจากเครื่องยนต์ได้ และถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายในอากศยานในยุคนั้น

ต่อมาในระยะเวลาไล่ ๆ กัน เครื่องยนต์ดีเซลก็ได้รับการพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงมาจนสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องยนต์ต้นกำลังในหัวรถจักรของรถไฟแทนเครื่องจักรไอน้ำได้สำเร็จ และที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือ นอกจากได้กำลังงานที่สูงขึ้นจากเครื่องยนต์ที่มีขนาดความจุเท่าเดิมแล้ว ผลที่ได้คือความสามารถในการประหยัดเชื้อเพลิง

แต่เนื่องจากว่า เครื่องอัดอากาศแบบแรงเหวี่ยงนั้นมีคุณลักษณะเฉพาะตัวตรงที่ว่า มันต้องใช้รอบหมุนที่สูงมากจึงจะสามารถอัดอากาศได้ หรือไม่ถ้าจะไม่เอารอบหมุนสูง ๆ ก็ต้องใช้ขนาดที่ใหญ่มาก ๆ แล้วข้อเสียอีกประการหนึ่งสำหรับการใช้เครื่องยนต์มาขับ ก็คือ เครื่องยนต์จะต้องเสียกำลังไปส่วนหนึ่ง ดังนั้น บรรดาวิศวกรทั้งหลายก็ต้องหาวิธีการกันล่ะครับว่า ถ้าลดขนาดของเครื่องอัดอากาศให้เล็กลงแล้วจะหาต้นกำลังที่ไหนมาขับให้เครื่องอัดอากาศมีรอบหมุนสัก 20,000-30,000 รอบต่อนาทีได้ (สำหรับเครื่องอัดอากาศที่ใช้ในเครื่องยนต์ของรถไฟ) ดังนั้นบรรดาวิศวกรทั้งหลายก็เล็งไปที่ท่อไอเสียแล้วก็พบว่า ก๊าซไอเสียที่กำลังจะปล่อยทิ้งออกไปนั้นมีพลังงานเหลือมากพอที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ จึงได้คิดค้นออกแบบชุดกังหันแล้วนำเข้าประกอบร่วมแกนเข้ากับเครื่องอัดอากาศ ซึ่งปรากฏว่าได้ผลดีเกิดกว่าที่คาดหมายไว้ ดังนั้นอุปกรณ์ตัวจึงมีชื่อเรียกรวมกันว่า เทอร์ไบน์-ซูเปอร์ชาร์ท

แต่ต่อมาในภายหลัง ด้วยความหลากหลายในเรื่องของภาษาที่เรียก และเพื่อความสะดวกของการใช้ภาษาในการเรียกอุปกรณ์นี้ ซึ่งจะสื่อถึงอุปกรณ์นี้ให้เข้าใจง่าย ๆ อุปกรณ์ในการทำซูเปอร์ชาร์ทตัวนี้จึงถูกเรียกว่า เทอร์โบชาร์ทเจอร์ครับ ซึ่งเป็นที่เข้าใจทันทีว่า มันเป็นเครื่องอัดอากาศที่ถูกขับด้วยกังหัน
บันทึกการเข้า

My   Name is [P.M.C.]  Cpt. Nut
Last Name  WARLORD
WAPON   M4A1 Custom Daniel Defense  M4A1CQB 
Combat  Gear  Black Water
โทร 0803065428-นัท


Captain Nut_WARLORD
Global Moderator: Rank:Advanced Member Groups:exclusive member ★★★★★(ผู้ดูแล)
นายพล
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2469

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 40 : Exp 42%
HP: 11.3%


Thaiairsoftgun.com

803065428 มีอะไรPM+มา ดูแลกระทู้
อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 29, 2011, 09:04:03 PM »

ที่พูดทิ้งค้างไว้ว่า " มันมีดีอย่างไร? "

ข้อดีของมันนั้น ก็เป็นคุณลักษณะเฉพาะตัวของเครื่องอัดแบบแรงเหวี่ยงก็คือ ให้อัตราการไหลสูง แล้วมีขนาดที่ไม่ใหญ่ และน้ำหนักไม่มากนักเมื่อเทียบกับอัตราการไหลที่ได้เมื่อเทียบกับเครื่องอัดแบบอื่น และสามารถออกแบบให้ช่วงอัตราส่วนความดัน (อัตราส่วนการอัด) ให้อยู่ในระดับที่ได้ประสิทธิภาพในการทำงานที่ดี (ประมาณ 60 - 75 เปอร์เซนต์)

โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว อัตราส่วนการอัดที่ใช้ในการประจุอากาศของเครื่องยนต์ดีเซล 4 จังหวะจะอยู่ที่ 1.5 - 2.2 ต่อ 1 ยกเว้นเครื่องยนต์ที่ต้องการให้มีสมรรถณะสูงอาจจะใช้สูงถึง 3 ต่อ 1 ที่ระดับน้ำทะเล แต่ถ้านำไปใช้ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมาก ๆ แล้วต้องการสมรรถณะที่ไกล้เคียงกับระดับน้ำทะเลอาจต้องใช้อัตราส่วนการอัดสูงถึง 4 - 6 ต่อ 1

โดยปกติแล้ว เครื่องอัดอากาศแบบแรงเหวี่ยงชนิดอัดขั้นตอนเดียว สามารถออกแบบให้มีอัตราส่วนการอัดได้สูงถึง 5 ต่อ 1 และความขอบของล้อคอมเพรสเซอร์ได้สูงสุด 450 เมตร/วินาที ถ้าทำด้วยอะลูมินั่มอัลลอย

แต่ถ้าล้อคอมเพรสเซอร์ทำด้วยไททาเนียม ก็จะสามารถออกแบบให้มีอัตราส่วนการอัดได้ถึง 8 ต่อ 1 และทำความเร็วขอบของล้อคอมเพรสเซอร์ได้ถึง 600 เมตร/วินาที

แต่ข้อเสียของมัน ก็คือ ต้องการรอบหมุนที่สูงมาก ดังนั้น มีวิธีเดียวที่เหมาะสม ก็คือ ใช้กังหันมาขับ แล้วเป่าด้วยก๊าซไอเสีย ผลที่ได้รับกลับมาก็คือ ประสิทธิภาพทางความร้อนโดยรวมสูงขึ้น เพราะเป็นการนำเอาพลังงานความร้อนที่กำลังจะทิ้งไปกลับมาใช้ประโยชน์ในการอัดอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์

โดยเฉลี่ย กำลังงานที่ใช้ในการขับเครื่องอัดอากาศขนาด 0.3 - 0.5 กก./วินาที ที่อัตราส่วนการอัด 2.2 ต่อ 1 ที่ความเร็ว 85,000 - 100,000 รอบ/นาทีนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 30 - 45 แรงม้าครับ

กำลังงานส่วนนี้ เราได้มาเปล่า ๆ จากก๊าซไอเสียครับ แล้วถ้าจะถามว่า เราเอากังหันไปขวางทางก๊าซไอเสีย โดยที่ว่าก่อนที่จะปล่อยก๊าซไอเสียทิ้งออกไปต้องไปเป่ากังหันก่อนจะทำให้ไอเสียออกไม่สะดวก แล้วมีผลทำให้เครื่องยนต์สูญเสียกำลังไปมั้ย?

ก็ตอบว่ามีผลอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามันมีมากกว่า แล้วจุดบกพร่องตรงนี้เราสามารถออกแบบระบบเพื่อแก้ไขได้ครับ

เอ้า แค่นี้ก่อน เดี๋ยวว่าง ๆ จะมาต่อ
บันทึกการเข้า

My   Name is [P.M.C.]  Cpt. Nut
Last Name  WARLORD
WAPON   M4A1 Custom Daniel Defense  M4A1CQB 
Combat  Gear  Black Water
โทร 0803065428-นัท


Captain Nut_WARLORD
Global Moderator: Rank:Advanced Member Groups:exclusive member ★★★★★(ผู้ดูแล)
นายพล
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2469

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 40 : Exp 42%
HP: 11.3%


Thaiairsoftgun.com

803065428 มีอะไรPM+มา ดูแลกระทู้
อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 29, 2011, 09:23:33 PM »

                              อันนี้เป็นของรถไฟนะครับ เดี๋ยวเรื่องเครื่องบินค่อยมาต่อ ยิงฟันยิ้ม


มีภาพของเครื่องยนต์ Cummins เก็บไว้อยู่บ้างครับ ซึ่งก็จะได้เห็นหน้าค่าตาของเจ้า Turbo Charger นี้ด้วย

ภาพแรก เป็นเครื่องยนต์ Cummins รุ่น KT - 38 แบบ V-12 สูบ เทอร์โบคู่อัดอากาศขั้นตอนเดียว ความจุโดยประมาณ 38 ลิตร ความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชัก = 159 x 159 มม. ครับ....


ภาพที่สอง เป็นภาพตัดบางส่วนของรุ่น KTTA - 50 แบบ V-16 สูบ เทอร์โบคู่อัดอากาศ 2 ขั้นตอน ความจุโดยประมาณ 50 ลิตร ความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชัก = 159 x 159 มม. เครื่องยนต์รุ่นนี้เคยเป็นสเปคเครื่องยนต์ของรถจักร HID ก่อนที่จะถูกทยอยดัดแปลงจนสเปคเครื่องยนต์ปัจจุบันกลายเป็น KTA - 50 (ใช้เทอร์โบแบบอัดอากาศขั้นตอนเดียว)

สุดท้าย เป็นรุ่น VTA-28 แบบ V-12 สูบ เทอร์โบคู่อัดอากาศขั้นตอนเดียว ความจุโดยประมาณ 28 ลิตร ความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชัก = 140 x 152 มม. เจ้าตัวนี้ก็เคยประจำการอยู่ในรถจักร GE คุณปู่ของเรานี่เองครับ ก่อนที่จะมาเปลี่ยนเป็น KT-38 ในปัจจุบันครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 26, 2012, 12:01:23 AM โดย Captain Nut_WARLORD » บันทึกการเข้า

My   Name is [P.M.C.]  Cpt. Nut
Last Name  WARLORD
WAPON   M4A1 Custom Daniel Defense  M4A1CQB 
Combat  Gear  Black Water
โทร 0803065428-นัท


Captain Nut_WARLORD
Global Moderator: Rank:Advanced Member Groups:exclusive member ★★★★★(ผู้ดูแล)
นายพล
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2469

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 40 : Exp 42%
HP: 11.3%


Thaiairsoftgun.com

803065428 มีอะไรPM+มา ดูแลกระทู้
อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2011, 08:58:18 PM »

เพิ่มให้ในส่วนของน้ำมันเครื่อง ครับ

ช่าง : น้ำมันธรรมดาใช้ได้ 5000 km กึ่งสังเคราะห์ 7500 km ถ้าสังเคราะห์ 10,000 km
ผู้เขียน : ไอ้เราก็หลงเชื่อมาตั้งนาน
เครื่องยนต์ทุกเครื่องยนต์นั้นจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีสารหล่อลื่น การเลือกใช้สารหล่อลื่นนั้นยังมีความเข้าใจผิดๆ กับการเลือกชนิดสารหล่อลื่นตลอดจนการเก็บรักษา ซึ่งหลีกเลียงไม่พ้นกับเครื่องจักรขนาดใหญ่ อย่างเช่น รถจักร ดีเซลของการรถไฟแห่งประเทศไทย ปัจจุบันนี้

น้ำมันเครื่องหรือสารหล่อลื่นเครื่องยนต์เป็นผลพลอยได้จากการสกัดน้ำมันเชื้อเพลิง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักคือ
1.mineral oil แบ่งเป็น 3 ตัวคือ พาราฟิน แนพทิน และ อโรแมติก
2.synthetize oil คือการสกัดเอาข้อเด่นของ mineral oil มาใช้เกือบจะ 100 หรือ 100 %

สารปรุงแต่งในน้ำมันมี 3 กลุ่ม
1. เพิ่มคุณสมบัติที่ไมเคยมี Extream pressure (ให้นึกถึงให้นึกถึงลูกหินอ่อนที่มันโดนน้ำดันจนหมุนอยู่กับที่ ตามสวน)
2. กดคุณสมบัติด้อย ส่วนมากจะเป็นเรื่อง โดนโจมตีต่อ Oxidation
3. ช่วยเพิ่มคุณสมบัติที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้น ก็เรื่องการหล่อลืน ทนความร้อน ซึ่ง minera oil จะเป็นข้อด้อยกว่าสังเคราะห์
ทั้ง 3 กลุ่มเนี่ยรถจักรดีเซลทั้งหมดเนี่ยจำเป็นทั้ง 3 กลุ่มเลย

ทีนี้มาถึงชนิด Additive หรือสารปรุงแต่งก็แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
1 Solid Lubricant ไม่ละลายในน้ำมัน
1.1 Mos2(Molybdenum Disulfide)
1.2 Graphite
1.3 PTFE
1.4 Boron Nitride

ไม่แน่ใจว่ามีอีกรึเปล่า หน้าที่ของมัน คือ ให้เรานึกถึงน้ำเปล่าแล้วเราเอาพริกผงเนี่ยโรยเข้าไปผสมกันมันจะไม่ รวมตัวกัน ไอ้เศษพริกผงเนี่ยแหละเป็น Solid Lubricant และเจ้า Spay Sonax ทีเราใช้ในชีวิตประจำวันนั่นก็มีส่วน ผสมของ MoS2(โมลิบดินั่ม ได ซัลไฟล์) และ กราไฟต์

2. synthetize additive ละลายในน้ำมันเหมือนน้ำตาลเมื่อผสมก็จะละลายไปกับน้ำมัน
เจ้าตัวนี้มันมีสารเคมีหลายตัวและผมก็รู้จักไม่หมดเลยเอาคุณสมบัติเด่นตามกลุ่มเพิ่มคุณสมบัติมันเลยแล้วกัน
1.anti oxidation ป้องกันการรวมตัวกับอ็อกซิเจน
2.corrosion ต่อต้านการกัดกร่อน
3.rust inhibitor ป้องกันการเกิดสนิม
4.detergen ก็ตรงตัวการชะล้างคราบเขม่า
5.Dispersant อันนี้กระจายคราบเขม่า

ข้อ 4 กับ 5 รวมกันแล้วบริษัทน้ำมันเค้าจะเรียกว่า D&D นั่นแหละ

6.Friction Modifier ลดการเสียดทาน
7.Extream Pressure อันนี้รับแรงกด ถ้าในน้ำมันเครื่องจะเป็นกรทดสอบแบบ Timken OK
8.Anti wear ป้องกันการสึกหรอ
9.Viscosity Index Improper สารเพิ่มค่าดัชนีความหนืด
10.Pour Depersant สารลดจุดไหลเท ตัวนี้เข้าใจว่าคงจะเป็น Additive ของพวก Multi Grade แล้วล่ะ
11.Anti Foam ป้องกันการเกิดฟอง อันนี้น่าจะใช้ในห้องเกียร์(ไม่แน่ใจนะครับ) เหมือนกับเวลาเฟืองทำงานแล้ววักสารหลอลื่นไปใช้งานอะไรประมาณนั้น
12.Emulsifier ป้องกันการรวมตัวกับน้ำ ไม่ต้องบอกว่าถ้าเครื่องยนต์มีการรวมตัวกับน้ำเนี่ยเครื่องกระจาย
13.Tackiness ตรงกันข้ามกับ Thinner(ทำให้บาง)สารนี้เป็นการปรุงแต่งให้เหนียวไว้ใช้กับเฟืองเปิด
14.Antiseptic อันนี้คุ้นกันมั้ยในน้ำยาบ้วนปาก สารป้องกันไม่ให้น้ำมันเน่า ถ้าใครเรียนสายช่างกลโรงงาน อย่างผมจะรู้เลยว่าสุดบรรยายขนาดไหน
15.Metal Deactivator ป้องกันไม่ให้น้ำมันทำปฎิกิริยากับโลหะ

Additive ในน้ำมันต้องแยกให้ออก ไม่ใช้น้ำมันสังเคราะห์ อย่างเช่น Hitachi เนี่ยใช้ PTTD3-SAE40 เค้าจะเอา Base oil แล้วเอา Additive ตาม ข้อ 4 ,5 และ 12 มากวนแล้วส่งขาย

เครื่องยนต์นั้นพอจะเริ่มทำงานก็จะเกิดการเสียดทานแบบ Boundary lubrication คือเสียดทานอัตรา 100:0 (ไม่มีสารหล่อลื่น)พอเครื่องยนต์เดินรอบได้ซักพัก จะเข้าสูช่วง Mixed film Lubricant & ElastoHydrodynamic 50:50 และเมื่อเครื่องยนต์ทำงานเต็มที่ตามที่ได้ออกแบบจะเข้าสู่ Full Film Hydrostatic Lubrication 0:100 ช่วงนี้สารหล่อลื่นจะเข้าไปแทรกตัวและสร้างความหนาของ Film ได้หนาสุดประมาณ 40 micronmeter หรือ 40,000 Angstrom(ใน 1 mm มี 1000 micronmeter

การแบ่งเกรดของน้ำมัน ตาม SAE คงจะข้ามไม่พูดเพราะทุกคนคงจะรู้จัก MONO และ Multi GRADE เป็นอย่างดีอยู่แล้ว
เกณฑ์ในการเลือกน้ำมันเครื่องคร่าวๆ
1 ความหนืดที่ผู้ผลิตแนะนำ(พยายามให้ใช้ตราบสิ้นอายุไขของเครื่องจักร)
2.ดัชนีความหนืด ค่า VI(Viscosity Index) ค่านี้ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะมันจะทนความร้อนและไม่เสียความหนืด
3.จุบวาบไฟ Flash Point อันนี้ยิ่งสูงยิ่งดี
4.จุดไหลเท Pour Point ยิ่งต่ำยิ่งดี

จะข้ามมาคุยถึงเรื่องน้ำมันเครื่องที่ใช้ในรถจักรดีเซลของเราซึ่งตอนนี้ที่ทราบมา คือ PTTD3- SAE40 CF = CF เป็นมาตรฐานสูงสุดในเครื่องยนต์ดีเซลในปัจจุบัน สำหรับเกรดธรรมดา (Mono Grade) เริ่มประกาศใช้เมื่อ คศ. 1994 เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลทุกชนิด

การเลือกใช้น้ำมันเครื่อง Multi Grade นั้นถ้าบ้านเรามีอุณหภูมิหนาวเย็นอย่างเมืองนอกก็ดีไปแต่โอกาสอย่างนั้น คงไม่มีแน่ และการเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณสมบัติที่เกินจากที่เครื่องยนต์ต้องการแต่ถ้ามีเงินซื้อแล้วก็สบายใจ ก็แล้วไปและทนความร้อนอย่างคุณพี่ดอมโฆษณาว่า “เอ้าไม่กลัวก็ไม่กลัว” แล้วขับลุยไฟจนเครื่องไฟลุกเนี่ย ผมมีความ รู้สึกว่าน้ำมันเครื่องทนความร้อนได้สูงเนี่ยมันดีอยู่หรอกแต่ว่าบ้านเรามันไม่ได้ร้อนแบบตะวันออก กลางที่อุณหภูมิภายนอกจะเกิน 40 องศาเซลเซียส

กำลังจะสื่อผมเห็นด้วยที่การรถไฟไม่คล้อยตามคำกล่าวอ้างของคุณสมบัติที่ผู้ผลิตสารหล่อลื่นกล่าวอ้างว่าใช้งานทนทานทนความร้อนสูงถ้าเป็นรถแข่งอย่าง F1 หรือรถสูตร1 รถแข่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องใช้น้ำมันสังเคราะห์ที่สุด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 26, 2012, 12:03:33 AM โดย Captain Nut_WARLORD » บันทึกการเข้า

My   Name is [P.M.C.]  Cpt. Nut
Last Name  WARLORD
WAPON   M4A1 Custom Daniel Defense  M4A1CQB 
Combat  Gear  Black Water
โทร 0803065428-นัท


oun_ang_krub
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 50

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 5 : Exp 71%
HP: 0.1%



อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2011, 12:08:16 AM »

ขอบคุณคร๊าบบบบ มาตักตวงความรู้ สวดยอดเจงงง ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
Captain Nut_WARLORD
Global Moderator: Rank:Advanced Member Groups:exclusive member ★★★★★(ผู้ดูแล)
นายพล
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2469

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 40 : Exp 42%
HP: 11.3%


Thaiairsoftgun.com

803065428 มีอะไรPM+มา ดูแลกระทู้
อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2011, 08:56:27 PM »

ไม่มาทำต่อแล้วหรอ พี่ อายจัง
บันทึกการเข้า

My   Name is [P.M.C.]  Cpt. Nut
Last Name  WARLORD
WAPON   M4A1 Custom Daniel Defense  M4A1CQB 
Combat  Gear  Black Water
โทร 0803065428-นัท


papanin
นายพล
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1140

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 27 : Exp 42%
HP: 8.7%


« ตอบ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2013, 12:05:03 PM »

ได้ความรู้เยอะครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

ไม้เทียม | นำเข้าสินค้าจีน

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.10 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!