ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
มีนาคม 30, 2017, 01:55:21 AM
หน้าแรก หน้าแรก chatroom ช่วยเหลือ ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
พ่อค้ารับรอง
สนใจติดต่อ PM
พ่อค้ารับรอง
สนใจติดต่อ PM


+  THAIAIRSOFT.GUN :
|-+  นิตยสาร บทความ และหัวข้อที่อยู่ในความสนใจของชาว BB GUN
| |-+  บทความน่าสนใจ (ผู้ดูแล: RbungA+)
| | |-+  สมรภูมินรก โดย สยุมภู ทศพล (เล่มเดียวจบ)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2 3 ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สมรภูมินรก โดย สยุมภู ทศพล (เล่มเดียวจบ)  (อ่าน 34111 ครั้ง)
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« เมื่อ: มีนาคม 03, 2013, 12:19:19 PM »

สมาชิกใหม่ครับ ไม่รู้ว่าเืรื่องนี้มีคนเขียนหรือยัง ถ้ามีแล้วผมก็จะไม่พิมพ์ต่อนะครับ และขออภัยมาที่นี้ด้วยครับ ยิงฟันยิ้ม
ถ้ายังไม่มี และมีคนสนใจจะอ่าน ผมก็จะทยอยพิิมพ์ต่อให้จบ  จบในเล่มเดียวครับ เจ๋ง


สมรภูมินรก โดย สยุมภู ทศพล  (เล่มเดียวจบ)

สาระนิยายเก็บตกจากชีวิตของนักรบรับจ้างที่จะนำท่านผู้อ่าน ไปพบกับความระทึกใจ...



          ดวงอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นขึ้นมาจากยอดเนิน “ภูล่องมาศ” ที่สูงทะมึนอยู่เบื้องหน้า  รัศมีที่แรงกล้าสาดออกไปรอบทิศ  สายหมอกที่ครอบคลุมอาณาบริเวณสนามบินถ้ำตำลึงอยู่ตลอดทั้งคืนเริ่มจางหายไปอย่างรวดเร็ว  ความสว่างไสวของภูมิประเทศเบื้องหน้าปรากฏชัดขึ้นทุกขณะ
        ผมนั่งหมอบอยู่ในร่องสนามเพลาะ  ที่ขุดเป็นแถวยาวเหยียดอ้อมฐานปฏิบัติการเอาไว้เป็นรูปครึ่งวงกลม  มือทั้งสองข้างกอดกระชับปืนเอ็ม 16  แน่นปลอกกระสุนและแม็คกาซีนเปล่ากองพะเนินเทินทึกอยู่ข้างๆ  ห่างออกไปเล็กน้อย ทหารรับจ้างผู้หนึ่งนอนหงาย  ศรีษะพิงกับเป้สนามอย่างพอเหมาะพอเจาะนัยน์ตาเหลือกโพลง  ที่บริเวณหัวไหล่ด้านขวาถูกสะเก็ดระเบิดหลุดออกไปทั้งกระบิ  กลิ่นคาวเลือดคุ้งไปหมดทั้งบริเวณ
        เสียงวิทยุติดต่อที่แว่วๆอยู่ข้างๆ ทำให้ผมประเมินสถานการณ์ได้ดีว่า  ขณะนี้ทหารเวียดนามเหนือได้ล้อมกองร้อยของผมเอาไว้ทุกด้านแล้วอย่างสิ้นเชิง
       หกชั่วโมงหลังเที่ยงคืนที่พวกมัน  “เข้าตี” ฐานปฏิบัติการเขาหลายต่อหลายครั้ง  ระลอกแล้วระลอกเล่า 
      ด้วยการยิงที่มีประสิทธิภาพ  ด้วยการวางกำลังที่ถูกต้องตามหลักยุทธวิธีที่ทำให้กองร้อยของผม  ยืนหยัดมาได้จนกระทั่งถึงรุ่งเช้า
     ด้วยภารกิจจากหน่วยเหนือ  ทำให้กองร้อยของผมขาดการสนับสนุนจากกองพันทหารรับจ้างอย่างสิ้นเชิง  “เฝ้าและยึดสนามบินถ้ำตำลึง” คือภารกิจที่ผมกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้
      สรรพสำเนียงที่อึกทึกครึกโครมอยู่เบื้องหน้า ซึ่งมีลวดหนามขวางกั้นเอาไว้อย่างลวกๆ  ทั้งภาษาเวียดนามและภาษาจีนดังเจี๊ยวจ๊าวแซ่ดไปหมด
   “คมสัน”  ผ.บ. ร้อย คลานตามล่องสนามเพลาะเข้ามาหาผมทางด้านขวามือ  คราบฝุ่นจับเสื้อจนดูมอมแมมไปหมด  เขาเอื้อมมือหยิบหมวกเหล็กที่กลิ้งอยู่ที่พื้นขึ้นไปคลุมใบหน้าของทหารรับจ้างชะตาขาด  ผู้นั้นพร้อมกับยิ้มให้ผมด้วยท่าทางเนือยๆ
“ คุณบิ๊กแมนขอเครื่องบินไปหรือยังครับ....ขณะนี้อากาศเปิดแล้ว  ผมคิดว่าถ้าไม่มีเครื่องบินมาสนับสนุนฐานของเราละลายแน่ๆ ”
“ผมขอ ที. 28 ไปตั้งแต่เมื่อคืน  สภาพอากาศแบบนั้นเครื่องบินทำงานไม่ได้หรอกครับ  ขณะนี้เครื่องกำลังแสตนบายอยู่ตลอดเวลา  ผมคิดว่าประเดี๋ยว ที. 28 คงจะแห่กันมาหรอกครับ”
   ผู้กองคมสันนิ่งไปชั่วครู่  ยังไม่ทันจะเอ่ยคำพูดอะไรออกมา  เสียงตะโกนโห่ร้องพร้อมด้วยเสียงเกรียวกราว  ของลูกกระสุนปืนอาร์ก้าก็ดังระงมอยู่นอกรั้วลวดหนามเบื้อหน้าอีกครั้ง...
      ”ไอ้หอก ให้พวกกูพักกินข้าวบ้างซีโว้ย  ไอ้ฉิบ.... จะเข้าตีตลอดทั้งวันเชียวหรือวะ”
    ผู้กองคมสันสบถออกมาอย่างอารมณ์เสีย  พร้อมกับคลานด้วยข้อศอกกลับไปบังคับบัญชาลูกน้อง  ณ จุดที่ตั้ง บก. ร้อยอย่างรวดเร็ว
       ณ ชายป่าก่อนถึงรั้วลวดหนาม ถ้าสายตาของผมไม่ฝาดจนเกินไปนั่น  พระเจ้าช่วยมันฝูงมนุษย์หรือฝูงมดกันแน่
       กลุ่มทหารเวียตนามเหนือเปลือยหน้าอก  สวมกางเกงลิงผ้าเตียว  วิ่งพรั่งพรูออกจากที่ซ่อนตรงเข้าหาแนวรั้วลวดหนามของพวกเราอย่างบ้าคลั่ง
       ณ บัดดลนั้นเอง  ฉากการดวลกระสุนนานาชนิดก็ได้บังเกิดขึ้น  แนวกระสุนตัดกิ่งไม้ขาดปลิวว่อนหลายสิบคน  ของพวกมันล้มดิ้นเป็นผีอยู่หน้าแนวลวดหนามนั่นเอง
       ทหารเวียดนามเหนือที่วิ่งติดตามพรรคพวกเข้ามาต่างก็พากันหามศพเพื่อนฝูงวิ่งรี่เข้าหาแนวลวดหนามของเราต่อไปอีกอย่างบ้าคลั่ง
       สามสี่คนแรกของมันถึงแนวลวดหนามเข้าให้แล้ว  พวกมันโยนศพลงบนแนวลวดหนาม ต่อจากนั้นก็เริ่มเหยียบศพวิ่งเข้ามาในบริเวณฐานปฏิบัติการ   ของพวกเราทันที
       ผมเพิ่งจะเดาความคิดของพวกมันออกเดี๋ยวนี้เอง เอาศพเพื่อนฝูงทำสะพานลวดหนามได้อย่างแนบเนียนที่สุด  จนพวกเราคาดไม่ถึง
      ทหารรับจ้างข้างๆผมแหกปากร้องขึ้นมาเต็มเสียง “เข้ามา... เข้ามาอีกนิด ไอ้สัตว์”
      “บึ้ม...”
      เสียงสะเทือนเลือนลั่นได้ดังสนั่นขึ้นมา  ความกดดันของแรงระเบิดทำให้ประสาทหูของผมอื้อไปหมดเศษดิน... เศษกิ่งไม้กระเด็นว่อน  ชิ้นส่วนอวัยวะของทหารเวียดนามเหนือกระเซ็นไปรอบทิศ ตับไตไส้พุงปลิวเข้ามาตกเรี่ยราดอยู่บนกระสอบทรายหน้าร่องสนามเพลาะมองเห็นถนัดตา
      อำนาจของ  “เคลร์โมว์ ”  ทำให้ขวัญอำนาจของทหารเวียตนามเหนือกระเจิงไปเสียแล้ว  เมื่อเคลร์โมว์ลูกที่สองและที่สามได้ถูกกดสวิชท์ติดตามเข้ามาอีก  ทำให้ทหารเวียตนามเหนือที่ทำลังหนุนเนื่องติดตามพรรคพวก  ข้ามแนวรั้วเข้ามา  หันหลังกลับวิ่งอย่างไม่เหลียวหลัง
     เสียงปืนกลเบาดังรัวเป็นประทัดแตก แนวกระสุนสาดเป็นทางออกมาจากแนวยิงชายป่าเบื้องหน้า ร่างของทหารเวียตนามเหนือที่กำลังวิ่ง  แอ่นตะกายขึ้นสุดตัวแล้วล้มระเนระนาดอยู่หน้าแนวลวดหนามนั่นเอง
      อา....หทารเวียตนามเหนือใช้มาตรการเด็ดขาดยิงทิ้งพวกละทิ้งหน้าที่อย่างเหี้ยมโหดที่สุดเข้าให้แล้ว
      ทหารเวียตนามเหนือที่รอดตายจากกระสุนพวกเดียวกัน ไม่มีทางเลือกอีกแล้วจำเป็นต้องหันหลังกลับวิ่งดาหน้าเข้าหาแนวลวดหนามของเราอีกต่อไปอย่างยอมถวายชีวิต
     “บิ๊กแมนจากเบาว์เคอร์-คอนโทรล ที. 28 สามเครื่อง ออน-เดอะ เวย์”
     เสียงพนักงานวิทยุจากกองบัญชาการล่องแจ้ง  ดังแว่วอยู่ข้างหู  ผมขนลุกซู่ขึ้นมาทั้งตัว  ลองส่งเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดมาสนับสนุนเช่นนี้ เปอร์เซ็นต์รอดจากการถูกขยี้จากทหารเวียตนามเหนือจะต้องมีอยู่มาก
     ผมเอื้อมมือหยิบวิทยุเฮ็ช-ที-ทู  ที่วางอยู่ข้างๆศพของทหารรับจ้างขึ้นมาตระโกนกรอกลงไปเต็มเสียง
     “คมสันจากบิ๊กแมน  ให้ทหารยันข้าศึกให้ถอยออกจากแนวลวดหนามให้ได้ครับ  เครื่องบินมาแล้ว”
    พนักงาน วิทยุทุกคนสามารถได้ยินคำพูดของผมเนื่องจากใช้ความถี่เดียวกัน
       เสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว  ขวัญและกำลังใจที่กำลังเขม็งเกลียวของทหารรับจ้าง  ได้คืนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
       ทุกคนลืมตายไปชั่วขณะปืนทุกกระบอกถูกระดมยิงจนลำกล้องร้อนแทบจะลุกเป็นไฟ  ร่างของทหารเวียตนามเหนือร่วงผลอยเหมือนใบไม้หน้าแล้ง
       ไม่ถึงครึงชั่วโมง  ทหารเวียตนามเหนือทั้งกองพันก็ถอนตัวออกไปจากฐานปฏิบัติการของผมจนหมดสิ้น
      ผมล้มตัวลงนอนหงายกับร่องสนามเพลาะอย่างอ่อนระโหยโรยแรง  ได้ยินแต่เสียงเฮลิคอปเตอร์ที่บินทยอยกันลงมา ณ บริเวณลานจอดไม่ขาดระยะ
     ทหารแม้วของกองพันเคลื่อนที่เร็ว ที่ 222 ได้มาสับเปลี่ยนหน้าที่กับกองร้อยของผมแล้ว

มีต่อ...
บันทึกการเข้า
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 03, 2013, 03:27:14 PM »

ต่อครับ


        ในขณะที่ทหารรับจ้าง “กองร้อยมรณะ” กำลังรื้ออุปกรณ์ที่พักเพื่อเตรียมการขนย้าย ผมก็ได้รับคำสั่งจาก บก. ล่องแจ้งให้บินกลับกองบัญชาการโดยด่วน
       ไม่ถึง 15 นาที  ผมก็นั่งรถจิ๊ปจากสนามบินล่องแจ้ง  มุ่งหน้าไปยังกองบัญชาการที่มองเห็นลิบๆอยู่เบื้องหน้า
       นอร์แมน เสนาธิการของ ซี.ไอ.เอ.  ลากมือผมเข้าไปในห้องยุทธการที่สอง  พร้อมกับกระซิบข้อความที่ทำให้ผมต้องตื่นเต้นเป็นครั้งที่สองในรอบวัน
       “บิ๊กแมน คุณได้พักผ่อน 4 วัน  ทางองค์การได้ปูนบำเหน็จพิเศษแก่คุณ  ด้วยการมอบรายการ. ทัวร์ พิเศษสุดที่คุณจะหาไม่ได้อีกแล้วในชั่วชีวิตนี้ พร้อมด้วย  แมนนี่ป๊อคเก็ตอีกเจ็ดร้อยเหรียญสหรัฐ  อย่าลืม... วันนี้สิบเจ็ดนาฬิกาตรงกับผมที่เมนแล็ม”
       ผมไม่สนใจไอ้ “ทัวร์”  บ้าๆบอๆ อะไรของมันหรอกครับ.... ดอลล่าร์ซีครับ ตั้งเจ็ดร้อยเหรียญ  เงินตั้งหมื่นกว่าบาท  แถมได้พักอีกตั้ง 4 วัน  ชีวิตเดนตายอย่างผมคงจะโสภาบ้างละทีนี้
       ก่อนสิบเจ็ดนาฬิกาเล็กน้อย ผมก็ไปยืนปร๋ออยู่ที่ลานจอดเครื่องบิน แต่ไม่เร็วไปกว่าเจ้านายของผมนอร์แมนไปรอผมอยู่แล้ว  “เฮ้....บิ๊กแมน  นี่พาสสปอร์ตตรวจดูซะด้วย”
       ผมงงจนบอกไม่ถูก อะไรกัน...ทัวร์อะไรถึงต้องใช้พาสสปอร์ตกันด้วย  ผมคิดอยู่ในใจ
       นอร์แมนคงจะมองเห็นสีหน้า  ที่เป็นเครื่องหมายคำถามของผมอยู่ในที่ก็เลยหัวเราะ  พร้อมกับยกมือตบหลังผมค่อนข้างแรง
      “คุณไปโตเกียวกับผมในสิบนาทีข้างหน้านี้ โดยเครื่องบิน จี . 130  ที่ดัดแปลงพิเศษ  ไม่ต้องซักถามอะไรมากไปกว่านี้    โน่น...เครื่องลงพื้นแล้ว”
       ซี.ไอ.เอ  ใช้บรรทุกทหารรับจ้างจากประเทศไทย  ข้ามไปรบในลาวไม่เว้นแต่ละเดือน  ถอยหลังเข้ามาที่ลานจอดเป็นที่น่าสังเกตว่า  ประตูท้ายของมันซึ่งตามปรกติของมันจะเปิดอ้าอยู่ตลอดเวลาขณะนี้ปิดแน่นสนิด  ชั่วอึดใจประตูด้านหัวก็เปิดผลัวะออกมา  พนักงานประตูโผล่หน้าออกมาพร้อมกับกวาดสายตามองหาผู้โดยสารอยู่ในที่ 
       เครื่องดังกล่าวไม่ได้รับผู้โดยสารอื่นเลย  นอกจากนอร์แมนและผมเพียงสองคนเท่านั้น
       ผมถูกพนักงานประตูที่มีหน้าอกขาน  “ เจน เมนฟิลนัต”  เช็คพาสสปอร์ตตรงบันไดขึ้น  พอหลุดจากบันไดโผล่หน้าเข้าไปเท่านั้น  ผมก็ต้องพบกับความตื่นตาตื่นใจตามการคุยของนอร์แมนไม่มีผิด
       ห้องโดยสารอันกว้างใหญ่  ซึ่งสามารถบรรทุก ยี.เอ็ม.ซี  ขนาดใหญ่ได้หลายคัน  ถูกดัดแปลงเป็นห้องหับอย่างเรียบร้อย ม่านสีชมพูขึงเป็นแนวยาวตลอดสองข้างทางเดินจากหัวถึงท้างเครื่อง
       มารู้สึกตัวอีกทีก็อีตอนแม่พนักงานประตูขวาโอบสะเอวของผมหมับเข้าให้  เธอยื่นหน้าเข้ามากระซิบที่หูของผมเป็นภาษาอังกฤษอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ห้องของคุณบิ๊กแมน หมายเลข 12 อี. ค่ะ....... ดิฉันคิดว่าทัวร์พิศวาสเครื่องนี้คงจะรับใช้คุณ  จนกระทั่งถึงปลายทาง  ขอให้โชคดีนะคะ”
       ในขณะที่พูดเป็นต่อยหอย  เธอก็รุนร่างของผมให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา  ส่วนนอร์แมนหายหัวไปเสียแล้ว
       เธอดันผมให้นั่งลงบนเก้าอี้ยาวซึ่งมีอยู่ตัวเดียวภายในห้อง  พร้อมกับถอยหลังปิดม่านเอาไว้อย่างเดิม  แถมยื่นหน้าห่อริมฝีปากส่งจูบมาให้ผมอย่างล้อเลียนแล้วผลุบหายไป
       ผมสำรวจห้องอย่างรวดเร็ว  ลักษณะของห้องกว้างไม่เกินเมตรครึ่ง  ยาวสองเมตรเศษๆ เก้าอีนวมบุหนังสีดำ  ตัวที่ผมนั่งอยู่ ตั้งตามยาวชิดกับผนังลำตัวของเครื่องบิน  ห่างออกไปเล็กน้อยบนโต๊ะกลมเล็กๆ ตอนปลายสุดของห้อง  มีโทรทัศน์ขนาด 6 นิ้ว ตั้งอยู่อย่างเหมาะเจาะ
       “สวัสดีค่ะ   ขณะนี้คุณกำลังเป็นแขกพิเศษของทัวร์พิศวาส  อีกห้านาทีเครื่องจะออกเดินทาง  กรุณารัดเข็มขัด”
       สำเนียงอันอ่อนหวาน  เป็นภาษาอังกฤษแว่วออกมาจากตู้ลำโพงเหนือเคบิน
       ผมไม่สนในหรอกครับ  ไอ้เรื่องเข็มขัดนิรภัยไม่ว่าเครื่องบินจะขึ้นหรือลง
       ม่านสีชมพูหน้าห้องผมถูกรูดออกอีกครั้ง  ดวงหน้าขาวผ่องยิ้มระรื่นเข้ามาก่อน  ต่อจากนั้นเจ้าของดวงหน้าอันสวยสดก็ก้าวเข้ามา  ในห้องเสื้อคลุม สีดำสลับขาว แบบกิโมโน ช่วยขัดผิวของเธอสว่างโพลงเหมือนกับหิมะ
       “คอนนิจิวะ”
       ภาษาญี่ปุ่นอันระรื่นหูด้วยสำเนียงค่อนข้างเร็ว  ดังระรัวออกมาจากริวฝีปากบางเจี๊ยบคู่นั้น  พร้อมกับก้มศีรษะโค้งลงแทบจรด พื้นตามธรรมเนียม  ของขาวญี่ปุ่นเมื่อตอนพบกัน
       ผมลุกพรวดพราด  แต่ไม่เร็วไปกว่าเธอหรอกครับ เธอก้าวเพียงนิดเดียวก็ประชิดตัวผม  มือข้างหนึ่งผลักให้ผมนั่งลงเหมือนเดิม  อีกมือแกะกระดุมเสื้อฮาวายสีบาดตาของผม
       ริมฝีปากที่น่าจูบสัมผัสกับของผมอย่างเหมาะเจาะ  คราวนี้ผมไม่ต้องถามเธอให้เสียเวลาหรอกครับ  มือข้างที่จับมือของเธอรีบคลายออกเป็นอัตโนมัติ
       กลิ่นปากของเธอหอมเหมือนดอกมะลิ  ให้ตายซิ... เพิ่งเจาะผู้หญิงกลิ่นสะอาดวันนี้เองในรอบหกเดือน
       “โธ่...ก็ไอ้หกเดือนก่อนโน้น  ผมเจาะแต่ผู้หญิงแม้วที่ไม่ค่อยจะอาบน้ำตลอดทั้งปี  กลิ่นของเธอก็เลยตุๆ เหมือนกับปลาร้า
       “สวัสดีค่ะ  ขณะนี้อาหารว่างกำลังเดินทางเข้าไปบริการคุณอยู่แล้วคะ”  เจ้าเสียงจากตู้ลำโพงเริ่มกวนประสาทผมเข้าอีกแล้ว
       แม่สาวชาวญี่ปุ่นผละออกจากผมราวกับอัตโนมัติ... เธอลุกขึ้นยืนแล้วเอื้อมมือขึ้นไปบนเคบิน  หยิบเอาชุดกิโมโนลงมาให้ผม  พร้อมกับทำกิริยาให้ผมเปลี่ยนชุดเดินทางออก
       ไม่ถึงสองนาที  ผมก็เป็นเจ้ายุ่น  หน้าตาบ้องแบ็วท่ามกลางเสียงหัวเราะดัดจริตของพนักงานประตู  ที่เข็นรถอาหารเข้ามาบริการถึงในห้อง
       คู่ขาของผมสาระวนจัดโต๊ะอาหาร  อย่างคล่องแคล่วทั้งอาหารหนักและวิสกี้
       “ขอให้โชคดีนะคะ  เราอาจจะได้พบกันอีกในตอนหกโมงเย็น  ช่วงเวลาที่เหลือคงจะเป็นเวลาที่สุขสำราญของคุณและผู้หญิงอย่างเต็มที่...ตามสบายค่ะ ”
       พอร่างของแม่สาวพนักงานประตู  กลับออกไปจากแนวม่านสีชมพู  ผมก็ดึงร่างของแม่สาวชาวญี่ปุ่นเข้ามาแนบอก เธอกลับใช้มือดันหน้าอกผมไว้  ส่ายหน้าอย่างน่ารัก  ภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นกังวานออกมาเบาๆ 
       “สุภาษิตของญี่ปุ่น....ถ้าถึงเวลาหิว....ระหว่างอาหารกับเซ็กส์….ธรรมเนียมของดิฉัน  อาหารก่อนค่ะ....เชิญซีคะคุณบิ๊กแมน  ไข่ปลาคาร์เวีย  และเหล้าองุ่นชั้นดีกำลังรอคุณอยู่แล้ว”
       “ทัวร์พิศวาส”  บินอยู่สูงลิบไม่น้อยกว่าสองหมื่นฟิตมองจากช่องหน้าต่างเห็นก้อนเมฆเรียงตัวกันเป็นแนว  ยาวเหยียดเหมือนกับแผ่นพรมขนาดยักษ์  แสงสว่างจ้าของดวงอาทิตย์สาดส่องเข้ามา  จนแม่สาวชาวญี่ปุ่นของผมต้องรูดม่านปิดช่องหน้าต่างเอาไว้
       ไข่ปลาคาว์เวียที่แพงอย่างมหาประลัย  ทำความผะอืดผะอมให้ผมพอสมควร  นี่หรือครับคืออาหารที่พวกคนรวยเขา สรรหากันมาเพื่อประดับบารมีด้วยราคาที่แพงยิ่งกว่าทองคำ  มันก็ยังงั้นแหละครับ รสชาติมันไม่ถูกกับคอของผมเลย  แถมมีกลิ่นคาวนิดๆอีกด้วย  สู้อาหารไทยธรรมดาไม่ได้เลยจนนิดเดียว
       เหล้าองุ่นชั้นดีถูกแม่สาวคู่ขาปรนนิบัติให้ผมแทบไม่ขาดระยะ
       “คุณบิ๊กแมนชอบภาพยนตร์ประเภทบลู  หรือเยลโล่  ของพวกสวีเดนหรือเปล่าคะ  เหลืออีกสองนาทีจะฉายภาพยนตร์พิเศษสุดด้วยระบบ โทรทัศน์  วงจรปิดให้แขกทุกๆคนชม”
       ในขณะที่เธอจีบปากจีบคอพูดเป็นต่อยหอย  เธอก็ขยับโทรทัศน์ให้อยู่ในตำแหน่งที่ผมมองเห็นได้ชัดที่สุดจากเบาะนวม
       ชั่วอึดใจ  แสงสว่างก็ปรากฏขึ้นบนจอโทรทัศน์....ภาษาอังกฤษที่ผมมองเห็นแปลได้ใจความว่า  “ช่างแก้โทรทัศน์หนุ่ม”   ซึ่งข้อความดังกล่าวคงจะเป็นชื่อเรื่องของภาพยนตร์ชุดนี้นั่นเอง
       นั่งคุยกันตั้งนาน  ผมเพิ่งจะทราบชื่อเสียงเรียงนามของเธอเดี๋ยวนี้เอง
       “ดิฉันชื่อ  เคคิโก๊ะ  ฮากาซาวะ  เกิดที่ก๊กไซเป็นตำบลๆหนึ่งในโตเกียว  คุณพ่อ-คุณแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถไฟชนกัน  เมื่อตอนดิฉันเพิ่งอายุได้ 5 ขวบ ต่อจากนั้น  ดิฉันต้องทำงานแทบทุกชนิด  เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง....ครั้งสุดท้ายเป็นเกอิชาอยู่ที่คาปูชิ  จนกระทั่งพบกับอเมริกา  ผู้หนึ่งก็เลยถูกพามาทำงานบนเครื่องบินลำนี้  มาพบกับคุณบิ๊กแมนนี่แหละคะ  อ้า.... ถ้าจะให้เคอิโก๊ะเดา  คุณเป็นคนสัญชาติฟิลลิปปินส์ใช่ไหมคะ ?”
       “ผิดอย่างแรง  ผมให้คุณเดาอีกครั้ง  ถ้าคุณทายถูก  ยี่สิบห้าดอลล่าห์สหรัฐจะเป็นของคุณทันที”
       ผมเริ่มตกเบ็ดด้วยกรรมวิธีอย่างง่ายๆ ของฉลามร้าย  ผู้หญิงก็ต้องเป็นผู้หญิงอยู่วันยังค่ำ  เงิน  ถึงแม้จะเป็นจำนวนเล็กน้อย  ถ้ามีสิ่งที่ล่อใจเป็นเกมส์พนันเสียนิดเดียว  ความกระตือรือร้นในการอยากได้เงินมักจะแสดงออกอย่างเห็นได้ชัด  และความพึงพอใจจะตามติดขึ้นมาภายในหัวใจของเธอทันที
บันทึกการเข้า
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 03, 2013, 09:44:54 PM »

       จำเอาไว้เถิด  ฉลามหนุ่มทั้งหลาย  จะให้เงินผู้หญิงทั้งที  อย่าให้เธอตรงๆ  หาทางเลี่ยงไปในรูปของเกมพนันเล็กๆน้อยๆ   แล้วฉลามได้มีหวังได้สบึมส์ร้อยเปอร์เซ็นต์
       “คราวนี้คงไม่ผิดแน่  ฮาวาย....อเมริกันฮาวายใช่ไหมคะ ?”
     “ไทยครับ  ไทยตั้งแต่เท้าจรดศีรษะ  โดยไม่มีสายเลือดอื่นเจือปนแม้แต่นิดเดียว”
       ในขณะที่ตอบ  ผมก็ดึงเคคิโก๊ะลงมานั่งบนตัก เธอเอนหลังลงพิงกับหน้าอกของผม  ใช้ส่วนศีรษะหนุนหัวไหล่ด้านซ้ายของผมด้วยกิริยาที่น่ารัก
       ภาพยนตร์บนจอโทรทัศน์  กำลังเริ่มไตเติ้ลแล้ว  ฉากแรกเป็นแฟลตของสาวโสดทรงโตที่กำลังสวมชุดนอน  เดินไปมาอยู่ในห้องรับแขกด้วยอารมณ์ขุ่นมัวเครื่องโทรทัศน์บนโต๊ะปรากฏภาพมัวและพร่า  บางครั้งภาพก็เต้นติดต่อกัน  จนน่ารำคาญ
       แม่สาวทรงโตเดินไปที่โทรศัพท์  หมุนหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อไปยัง  “ บริการซ่อมโทรทัศน์”  เพื่อให้ส่งช่างซ่อมมาช่วยแก้ไขให้โดยด่วนที่สุด
       ภาพถัดไปเป็นห้องของช่างซ่อมหนุ่มพี่กำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มอยู่กับแฟนสาวของเขาอยู่พอดี  ทั้งคู่เปลือยกายอยู่บนเตียงนอน  กอดก่ายกันให้มั่วไปหมด  พอเสียงกริ่งโทรศัพท์ดังลั่น  ผู้ชายก็มีอาการสะดุ้งขึ้นมาสุดตัว  ผละออกจากผู้หญิง  พูดโทรศัพท์ที่ผมอดขำไม่ได้
       ช่างภาพมีแทคติคมากครับ  กล้องถ่ายโครสอัพลงไปที่ช่องขาของชายหนุ่ม  เจ้าตัวเองพยายามเอื้อมมือลงไปกด  “ไอ้หนู”  ที่กำลัง  “โมโห”  เต็มที่เอาไว้แน่น
       จากนั้น  ชายหนุ่มก็กระแทกโทรศัพท์ลงกับแป้นอย่างแรง  ภาพต่อไปเป็นภาพเร็ว  แสดงให้เห็นการเคลื่อนไหวของช่องในขณะต่างตัว  พร้อมกับหิ้วกระเป๋าเครื่องมือออกจากบ้าน
       ภาพตัดกลับมา  ที่หน้าห้องของแม่สาวทรงโตช่างซ่อมโทรทัศน์ยืนกดกริ่ง  แม่สาวโผล่ออกมาเชิญให้เข้าไปในห้อง  ชุดนอนที่ข้างในไม่ได้ใส่อะไรเลยแม้แต่ชิ้นเดียว  ทำให้ช่างซ่อมตาเหลือกแถมกลืนน้ำลายลงคอเอื๊อกใหญ่
       แม่สาวทรงโตอธิบายอาการของเครื่องโทรทัศน์อยู่ไปมา  พร้อมกับก้มลงมาชี้ที่ปุ่มปรับเครื่องรับ  กล้องโครสอัพให้เห็นคอเสื้อที่เว้าลึกลงไปจนกระทั่งมองเห็นหน้าอกที่ถนัดออกมาอย่างถนัดชัดเจน
       ผมเผลอตัวใช้มือคลำเปรียบเทียบหน้าอก  ระหว่างแม่สาวทรงโตกับ เคคิโก๊ะเข้าไปอย่างถนัดใจ
       จ๊อกกี้สาวพาผมโขยกถึงเส้นชัยในเวลาครึ่งชั่วโมง...ถ้าคิดเป็นระยะทางเป็นสนามม้า  อย่างดีก็แค่ 700 เส้นเป็นอย่างมาก  นี่เป็นทัวร์พิศวาส  ผมคิดว่าคงไม่น้อยกว่า  150 ก.ม.  ขึ้นไปอย่างแน่นอน
       เคคิโก๊ะลุกขึ้นไปที่โทรทัศน์  ซึ่งภาพยนตร์เซ็กส์อย่างวินาศสันตะโรได้จบลงแล้ว  เธอเปลี่ยนไปช่องอื่น
       พระเจ้าช่วย  ภาพที่ปรากฏอยู่จอบนโทรทัศน์อยู่ในขณะนั้นก็คือเหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ ที่กำลังอยู่ในห้องต่างๆบนเครื่องบินลำนี้นั่นเอง
       หญิงสาวหน้าตาอเมริกันร้อยเปอร์เซ็นต์  กำลังเล่นบทรักกับฝรั่งคนหนึ่งอย่างถึงพริกถึงขิง  ผมกระโจนผลุงลงมาจากเก้าอี้ทั้งๆที่อยู่ในชุดวันเกิด
       ช่องถัดไป  อเมริกันนิโกรตัวดำปรื๊อกับสาวแม้วที่ผมจำได้อย่างแม่นยำว่า  เคยเห็นหน้าเธอนั่งขายเบียร์กระป๋องที่สนามบิน  “นาซู”  เป็นประจำ  เม็คเลิฟกันอย่างดูดดื่ม  ผิวสีดำสนิดของไอ้มืดตัดกับผิวขาวผ่องของสาวแม้ว  จนมองดูเหมือนกับผ้าสีขาวบริสุทธิ์ถูกหกราดด้วยน้ำหมึกสีดำ
       ผมเปลี่ยนต่อไปอีกอย่างรวดเร็ว  คราวนี้ผมเปิดช่องนี้อยู่นานกว่าปกติ เมื่อปรากฏภาพของชาวอเมริกันหัวล้านขึ้นบนจอ  ใช่ครับ...อเมริกันหัวล้านครึ่งบ้านคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ เขาคือ “นอร์แมน”  เจ้านายของผมนั่นเอง
       เจ้านายของผมนอนแผ่หลาอยู่บนเก้าอี้ยาว  หญิงสาวผมยาวหน้าตาคล้ายคนลาวกำลังบีบนวดท่อนล่างขา  จากลัษณะอาการดังกล่าว  ผมพอจะเดาเหตุการณ์ได้ว่า ขณะนี้นอร์แมนได้ผ่านช่างที่โสภาของกามารมณ์ไปเรียบร้อยแล้ว
       ช่องถัดไป  ภาพบนจอก็คือภาพเปลือยของผมเองที่กำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าเครื่องโทรทัศน์เครื่องนั้น
       ผมสะดุ้งสุดตัว  นึกอะไรต่ออะไรออกขึ้นมาในทันที  อันดับแรกรีบเร่งเผ่นกลับมาสวมชุดกิโมโนอย่างลวกๆ  แล้วลุกขึ้นยืนบนเก้าอี้ยาว  ส่องสายตามองดูกล้องส่งโทรทัศน์  ที่ซุกซ่อนอยู่บนเคบินอย่างละเอียดถี่ถ้วน
       เจอะแล้วครับ  ซ่อนอยู่ในช่องปรับอากาศนั่นเอง  นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้า  “ทัวร์พิศวาส”  จะมีสิ่งวิตถารต่างๆนาๆ  ซุกซ่อนเอาไว้ถึงขนาดนี้  นี่แหละครับ  กามารมณ์ของอเมริกันพวกเขาจะมีวิธีหาความสุขจากกามารมณ์กันอย่างแปลกประหลาดที่สุด  บางครั้งก็แถมพกไปด้วยความตื่นเต้นอย่างสุดขีด  นี่ถ้าไม่ได้ความอนุเคราะห์ของ ซี.ไอ.เอ.  ชาตินี้ทั้งชาติผมไม่มีหวังได้เจอะ  “ความมันส์”  ทางกามารมณ์แบบนี้อย่างเด็ดขาด
       ผมใช้เสื้อกล้ามบรรจงผูกกับราวเคบิน  แล้วพับชายเสื้อปิดช่องปรับอากาศเอาไว้อย่างมิดชิด  คราวนี้ผมก็สามารถที่จะเป็นนัก  “ถ้ำมอง”  ที่ปลอดภัยจากกล้องส่องโทรทัศน์อย่างสิ้นเชิง
       ไม่หนีกันเท่าไรหรอกครับ  ผมเน้นมือเขี่ยเบาๆที่ยอดสุดของอก เคคิโก๊ะแอ่นขึ้นมาเหมือนกับมีสปริง  เธอพลิกตัวกลับคว่ำหน้าลงกับร่างกายของผมอย่างรวดเร็ว
       ไม่ดูไม่เดอมันแล้วโทรทัศน์  เสื้อผ้าของเคคิโก๊ะลุ่ยลงไปกองอยู่ที่พื้นตั้งแต่เมื่อไร ผมไม่มีโอกาสได้รู้  มารู้สึกตัวอีกทีก็อีตอนแผ่นหลังเย็นวูบ  เมื่อสัมผัสกับความเย็นเยียบของเบาะหนังเข้าถนัดใจ
       อย่าให้ผมบรรยายบทอัศจรรย์ต่อไปเลยครับเสียวๆคอหอยอย่างไรชอบกล  เหลือบตามองที่จอโทรทัศน์อย่างกับนัดกันเอาไว้แน่ะครับ  ภาพบนจอแม่สาวทรงโตกับช่างซ่อม  ก็กำลังแก้ผ้าเล่นบทอัศจรรย์กันยกใหญ่  ผมบอกกับท่านผู้อ่านไม่ได้หรอครับว่าบนเบาะของทัวร์พิศวาสกับห้องของแม่สาวทรงโต  ใครจะมันส์ยิ่งกว่ากัน
       มันเป็นอย่างที่เขาว่านั่นแหละครับ  มีเมียญี่ปุ่นก็สบายไปแปดอย่างเก้าอย่าง
       คุณบิ๊กแมนไม่สปอร์ตเลย  เรื่องอะไรกันคะที่คุณอยากดูคนอื่นเค้า  แต่ทว่าของคุณเองกลับเล่นขี้โกง  แบบนี้มันน่าหยิกให้เนื้อขาดจริงๆ ”
       เคคิโก๊ะไม่มีโอกาสได้หยิบผมหรอกครับ  ร่างอันได้สัดส่วนที่ปราศจากอาภรณ์  แถมเดินกระตุ้งกระติ้งโชว์ความอวบอูมให้ผมเห็นอยู่ต่อหน้าต่อตาเช่นนี้  ใครจะทนได้.... พายุศวาสก็เลยผสมผเสกับดีเปรสชั่นกระหน่ำอีก  เป็นระลอกที่สอง
       “อีกสิบนาที  พนักงานจะนำอาหารว่างไปบริการท่านถึงห้องพัก....สวัสดีค่ะ”
       เสียงเจี๊อยแจ้วจากลำโพงเหนือเคบินได้ดังขึ้นอีกครั้ง  แม่สาวเคคิโก๊ะเพิ่งจะพาผมถึงเส้นชัยไปหยกๆ....คำพูดของแม่สาวพนักงานประตูช่วยเร่งให้ผมและเคคิโก๊ะ  รีบแต่งตัวอย่างเร่งด่วน
       เคคิโก๊ะขอตัวอกจากห้องของผม  อ้างว่าหมดหน้าที่แล้ว  มิใยที่ผมจะถ่วงเวลาเธอเอาไว้  ไม่มีทางหรอกครับ  อย่างไรก็ดีเธอก็ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า  ก่อนทัวร์พิศวาสจะลงที่  “ฮาเนดะ”   เธออาจจะได้พบกับผมอีกครั้ง
        เคคิโก๊ะออกจากห้องไปแล้ว  กลิ่นอันหอมกรุ่นของเธอยังแทรกไปทั่วทุกอนูของบรรยากาศ  ม่านสีชมพูของผมถูกเปิดออกอีกครั้ง  “เจน เมนฟิลด์”   ในจิตสำนึกของผมเข็นรถอาหารกะทัดรัดเข้ามา  พร้อมกับกล่าวสวัสดีกับผมด้วยคำพูดหวานบาดจิตบาดใจ
       “สวัสดีค่ะ  คุณบิ๊กแมน  ประเทศญี่ปุ่นที่คุณค้นพบเมื่อสองสามชั่วโมงที่แล้วเป็นยังไงบ้างคะ  ดิฉันคิดว่า  ญี่ปุ่นคงจะทำความสุขสำราญให้แก่คุณพอสมควร  กาแฟค่ะ  กาแฟร้อนๆ ผสมกัญชาน้ำนิดหน่อย  หูตาของคุณจะได้สว่างไสวเหมือนอย่างเดิม”
       ในขณะที่พูด  เธอก็สาละวนยกกาแฟตั้งบนโต๊ะอย่างคล่องแคล่วว่องไว
      ผมมองดูบั้นท้ายของเธอ  อย่างอ่อนอกอ่อนใจ  เป็นอะไรก็เป็นกันวะ  ไม่ลองไม่รู้  แล้วฉลามร้ายหนังเหี่ยวหยั่งผมก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ยาว  มือข้างหนึ่งจับเข้าไปที่รอยผ่าของกระโปรงที่ก้มสาละวนอยู่เบื้องหน้า  อีกมือหนึ่งเอื้อมกระหวัดออกไป  โอบกอดร่างแม่พนักงานประตู  ดึงร่างล้มโครงลงไปบนเก้าอี้ยาว
       แม่พนักงานประตูเสียหลัก.... ล้มทับร่างผมลงไปพอดิบพอดี
       “อุ๊ ย์ย์ย์ย์”
       เธออุทานออกมาอย่างตกใจ  ผมไม่ให้โอกาสเธอพูดเป็นครั้งที่สองหรอกครับ  ฉกริมฝีปากวูบเข้าหาปากแดงคู่นั้นบดขยี้อย่างเมามัน
       อา....ฉลามร้ายอย่างผม  เจอะแม่สาวไฟแรงสูงเข้าให้แล้ว  ชั้นเชิงของเธอที่แสดงออกอยู่ในขณะนี้  ไม่ใช่ของเล่นเสียด้วย  มันอยู่ในลำดับ  “ชั้นครู”   เลยทีเดียว
      ถ้าขืนให้คุณเธอ  “จินตนาการสายป่าน”   ต่อไปเรื่อยๆผมมีหวังพังแน่  ก็เลยจับข้อมือเธอไว้แน่น  รู้สึกเหนียวเหนอะหนะที่นิ้วมือก็เลยยกมือข้างนั้นขึ้นมาดูให้ตายซีครับ  ปลายนิ้วของผมเปื้อนของเหลวสีแดง
       “เลือด”
       ผมอุทานอยู่ในใจ  ฟิลลิ่งที่กำลังขาดเขม็งกลียวขาดผึ่งลงปัจจุบันทันด่วน ผมถอดริมฝีปากออกจากเธอ  พร้อมกับผลักเธอค่อนข้างแรงแล้วลุกพรวดพราด  ยกนิ้วมือขึ้นสำรวจอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ
       แม่สาวพนักงานประตูทำตาโต  มองดูนิ้วมือของผมด้วยท่าทางสงสัย  แล้วหัวเราะคิ๊กด้วยความขบขัน
       “ขอโทษคุณบิ๊กแมนด้วยนะคะ  ดิฉันลืมบอกไปว่าวันนี้เป็นวันครบรอบเดือน  ขอโทษด้วยคะที่เปื้อนเลอะเทอะคุณไม่ควรไปยุ่งกับมันนี่คะ  มาซีคะ....ดิฉันจะทำความสะอาดให้”
       ผมขยะแขยงจนขนลุก   งามหน้าไหมละ ไม่ดูตาม้าตาเรือ เกือบจะผ่า  “ไฟแดง”  เข้าให้แล้ว  โธ่อุตสาห์ฝนหัวคิวจนเครื่องร้อน  ชาร์ปเกิดละลายเสียฉิบเรื่องทั้งเรื่องผมก็เลยต้องนั่งหายใจฟืดฟาด  ล่อกาแฟผสม  “กัญชาน้ำ”  ปลอบอารมณ์อยู่ตามลำพัง

มีต่อ
บันทึกการเข้า
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 04, 2013, 09:57:35 AM »

   ยิ้มต่อครับ

    อยากจะเปิดโทรทัศน์ดูชาวบ้านเล่น “จ้ำจี้”  ก็กลัวจะระงับจิตใจเอาไว้ไม่ได้  ความหงอยเหงาทำให้คิดถึงเคคิโก๊ะขึ้นมาอย่างจับใจ
       แง้มม่านหน้าต่างช่องกระจกออกดูทัศนียภาพรอบด้านก็มองอะไรไม่เห็น  ความมืดกำลังโบยบินเข้ามาอย่างเร็วดูนาฬิกาที่ข้อมือ  เผลอแพล๊บเดียว  สิบเก้านาฬิกาสามสิบนาทีแล้ว  จุดหมายปลายทางอันดับแรกเท่าที่ผมทราบ  จะแวะเติมน้ำมันที่เกาะกวม  อันเป็นฐานทัพอากาศที่ใหญ่โตแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกาในย่านเอเชีย
       ฤทธิ์เดชของกัญชาน้ำ  ทำให้ผมกระฉับกระเฉงหูตาสว่างไสวขึ้นอย่างทันตาเห็น  ความอ่อนระโหยโรยแรงปลิวไปกับความรู้สึกยังกับปลิดทิ้ง....พลังที่เกิดขึ้นมาใหม่  เหมือนกับแรงโด๊ปของยามหากำลังชั้นเยี่ยมยอดจิตใจชักคึกคักขึ้นมาทันที
       ม่านสีชมพูไหวระริกเป็นครั้งที่สาม  พร้อมกับหุ่นบึ้นบั้นของแหม่มสาวผมสีดำสนิทก็ก้าวพ้นเข้ามา  สำเนียงอิตาเลี่ยนเล่น  ลิ้วระรัวเร็ว  ปร๋อสวัสดี กับผมจนฟังแทบไม่ทัน
       ”ซิญญอเร่....โอ....เบนล่า”
       จนด้วยเกล้าครับผม  ฟังออกประโยคเดียวเท่านั้นคือประโยคแรก  ถ้าจำไม่ผิด  คำว่า ซิญญอเร่  ดูเหมือนจะแปลว่า  สุภาพบุรุษ  ส่วนประโยคหลังเดาจนศีรษะแทบพังก็ยังหาคำแปลไม่ได้
       “....ดิฉันชื่อ...ชิญญอริต้า....มารีน่า....อายุ 21 ปี  กับ 3  เดือน  สามสิบเจ็ด  ยี่สิบสามครึ่ง  สามสิบเจ็ด คือ ประกาศนียบัตรเซ็กส์ของดิฉันหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่ดิฉันแนะนำตัวกับคุณแล้วดิฉันคิดว่าคงจะให้ความสุข หรรษาแก่คุณพอควร  เราเริ่มเกมส์กันได้หรือยังคะ”
       ผมยังไม่ทันจะตั้งตัวติด  แม่สาวอิตาเลี่ยนรูปร่างยังกับ  “ราเควร์เว้ล”  ก็เปิดฉากบอกส่วนสัดที่น่ากินแถมชวนเล่นบทอัศจรรย์ขึ้นมาดื้อๆ
       ขืนทำเป็นกระบือนอนหวดก็เสียเหลี่ยมฉลามไทยไปเท่านั้น  ผมเริ่มแย็ป  “ลูกเล่น”   ออกไปลองเชิงคู่ต่อสู้เป็นการชิมลาง
        “สวัสดีครับ  มารีน่าห้องสิบสอง-อี  ยินดีต้อนรับนางฟ้าจากอิตาเลี่ยน....สี่สิบสอง....สามสิบสอง....สามสิบแปด กับอีกหกนิ้วครึ่ง  คือประกาศนียบัตรของผม”
       “....เอ๋...อะไรกันคะคุณบิ๊กแมน 42” - 32” - 38” 61/2”  ดิฉันไม่เข้าใจ  เท่าทีพอจะทราบก็คือสัดส่วนหน้าอก เอว และ สะโพกของคุณ ส่วนอีก 61/2  นิ้ว นี่คืออะไรกันคะ ดิฉันเดาไม่ออกจริงๆ”
       มารีน่าพูดพลางก้าวเข้ามาดึงเงื่อนกิโมโนของผมออกดื้อๆ  ในขณะที่ผมไม่ทันระวังตัว
“ตายละ...ดิฉันเพิ่งจะเดาออกเดี๋ยวนี้เอง โอ้โฮ....แหม ช่างสมชื่อบิ๊กแมนของคุณเหลือเกิน  อย่าลืมนะคะเรามีเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ประเดี๋ยวเครื่องก็จะลงที่เกาะกวม”
       ขณะที่พูด  มารีน่าก็ผลักผมลงนั่นที่เก้าอี้ยาว  เธอคุกเข่าลงที่พื้น  ฟุบหน้าลงบนตักที่เปลือยเปล่าของผม  มือทั้งสองของเธอเอื้อมมากระหวัดรัดรอบสะโพกของผมไว้แน่น  เล่นเอาผมขนลุกซู่ไปทั่วสรรพางกาย
       ผมนั่งตัวเกร็งอยู่บนเก้าอี้ยาว  ลูกเล่นของมารีน่าเล่นเอาหัวใจของผมแทบจะหยุดเต้น  นึกอยู่ในใจมารีน่าของผมเห็นทีจะเป็นกระเทยเสียแล้ว  เพราะกรรมวิธีของเธอในขณะนี้กับกระเทยก็ไม่ผิดอะไรกันนัก
       แต่ให้ตายเถอะครับ  สัดส่วนของเธอที่อร้าอร่ามท้าทายอยู่ในขณะนี้  ผมสำรวจดูแล้ว  มันของจริงที่มีอาการหยุ่นตัวน่าจับต้องเหลือประมาณ
       ไอ้ของปลอมที่ฉีดของเหลวเข้าไป  จนบวมเป่งนั้นมันคนละอย่างกันครับ  ของพรรค์นั้นหลอกสายตาฉลามหยั่งผมไม่ได้อย่างเด็ดขาด
       ผมค่อยๆผ่านความรู้สึกที่กำลังจะถึงจุดระเบิดเอาไว้อย่างยากเย็น  อีกนิดเดียวเท่านั้น  อีกนิดเดียวผมก็จะต้องเสียเชิงชายให้แก่สาวอิตาเลี่ยนผู้ชำนาญใน “กามศาสตร์”  ผู้นี้วูบหนึ่งของความคิด ทั้งๆที่ในขณะนั้นให้นึกเสียดายความสุขที่กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องกัน  ผมดึงมือของเธอที่รัดรอบสะโพกของผมออก
       “คุณบิ๊กแมนคงจะไม่ชอบ  ”คีสฟร้าน์”   อันเป็นวิธีที่หนุ่มสาวนิยมกันที่สุดในยุโรป  ดิฉันมีหน้าที่ทำให้แขกทุกคนของทัวร์พิศวาส  ได้รับกับความสุขทางกามารมณ์อย่างคุ้มค่าสมกับค่าโดยสารอันมหาศาลที่พวกคุณได้จ่ายไป  ด้วยความสำนึกในหน้าที่  ดิฉันจึงต้องกระทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จะให้คุณได้พบกับความแปลกใหม่ของกามารมณ์  อย่าลืมซีคะ  คุณบิ๊กแมน  ถ้าคุณหิวคุณต้องกิน  คุณไม่ปฏิเสธไม่ใช่หรือคะว่าขณะนี้คุณกำลังหิว  แล้วคุณจะรีรออะไรอยู่อีก”
       ในขณะที่พูด  มารีน่าก็เปลื้องชุดของเธอออกช้าๆด้วยลีลาของนางระบำที่ผมเคยชมจากภาพยนตร์โป๊บางเรื่อง
       ไม่ต้องเปลื้องผ้าหรอกครับ  สัดส่วนที่ผมมองเห็นอยู่กับตาในขณะนี้มันก็ทำให้เลือดลมของผมแล่นปรู๊ดปร๊าด....เบรกแทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว
       ไม่มีอะไรจริงๆครับ  คำว่าไม่มีอะไรในทีนี้ผมหมายถึงสิ่งหุ้มร่างกายส่วนสัดต่างๆ  ภายในชุดมิดี้สีเหลืองชุดนั้นต่างหาก
       พอชุดมิดี้ของเธอลุ่ยลงไปกองที่พื้น  มีรีน่าก็ใช้เท้าเขี่ยไปข้างๆห้องอย่างไม่สนใจใยดี  ซึ่งนิสัยมักง่ายแบบนี้  เท่าที่ผมเคยผ่านผู้หญิงชาวยุโรปแทบทุกคนไม่ค่อยจะรักษากิริยามารยาทเท่าใดนัก  ในเมื่ออยู่ในห้องรโหฐานกับชายหนุ่มที่ตัวเองพึงพอใจ
       “คุณบิ๊กแมนนี่พิเรนคนเหมือนกันนะคะ  ดูซิมือก็มีทำไม่ใช่  อะไรก็ไม่รู้ วุ๊ย....บอกว่าอย่าทำท่าอย่างนั้น.....เจ็บคะ”
       ผมดูสีหน้าของเธอก็รู้ว่า  เธอตอแหลออกมาทั้งดุ้น  คงจะเป็นมารยาเล็กๆน้อยๆ  ตามนิสัยของผู้หญิงที่แก่โลกเสียมากกว่านั่นเอง
       ยังไม่ทันจะตัดสินใจอะไร  แม่ตัวดีก็กระซิบกับหูของผมด้วยน้ำเสียงฉอเลาะ
       ”บิ๊กแมนรู้จักเกมส์  ”ซิกตี้-ไนท์”  ไหมคะ” 
       ฮี่โธ่....ดูถูกฉลามร้ายตัวนี้อีกแล้ว  ไอ้   “ซิกตี้-ไนท์มันก็คือหมายเลข  “69”   นั่นเอง  ลักษณะของเลข  “69”  ที่มองเห็นอย่างเด่นชัดก็คือเลข 6 สองตัวหันหัวและหางประกบกัน....นี่แม่มารีน่าคงจะชวนผมเล่นพิเรนทร์ด้วยเกมส์อันวิตถารของชาวอเมริกันเข้าให้แล้ว  เป็นอะไรก็เป็นวะ  ประเดี๋ยวจะดูถูกหาว่าอาตมาไม่มีฝีมือ
       “โอ.เค.  รู้จักดี ซิกตี้-ไนท์  แห่งความหรรษา”   ผมเล่นลิ้นตอบเธอออกไป
       มารีน่าไม่ตอบ  เธอกลับใช้วิชากายกรรมพลิกตัวแพล็บเดียวก็หันศีรษะกลับลงไปที่ปลายเท้าผมเสียแล้ว
       บัดดลนั้นเอง  ผมก็พบกับสวรรค์ซ้อนสวรรค์เข้าอย่างแท้จริง
       ชั้นเชิงอันแสนจะพลิกแพลงและผาด โผน โจนทะยานของมารีน่า  ทำให้ผมลืมเคคิโก๊ะไปอย่างถนัดใจ
       “ผู้โดยสารโปรดทราบ  อีกสิบห้านาที  เครื่องจะลงที่เกาะกวม  กรุณารัดเข็มขัด เจ้าหน้าที่บริการโปรดกลับที่พัก”
       เสียงเจี้ยวแจ้วที่กังวานออกมาจากตู้ลำโพง  ทำให้ผมต้องยกนาฬิกาขึ้นมาดูอย่างเอะใจ
       โอ้โฮ....เผลอประเดี๋ยว  เวลาหรรษาของผมล่วงเลยไปตั้งเกือบชั่วโมงเชียวหรือนี่
       คงจะเป็นด้วยคำพูด  ประโยคสุดท้ายของโฆษกประจำเครื่องบินนั่นเอง ที่ทำให้มารีน่าต้องผละจากผม
       ไปอย่างรวดเร็วโดยมิได้ร่ำลากันเลยแม้แต่คำเดียว
       สิบนาทีที่เหลือ  ผมจัดแจงเปลี่ยนเครื่องแต่งกายกลับมาอยู่ในชุดเดินทางซึ่งมีเพียงชุดเดียวอย่างแข่งกับเวลา
       ยี่สิบนาฬิกากับสี่สิบนาที  “ทัวร์พิศวาส”   ถลาลงบนรันเวย์อย่างนิ่มนวล  แสงไฟที่จุดเป็นระยะตลอดความงามของรันเวย์ผ่านแว็บเข้ามาในช่องกระจก  แล้ววิ่งไล่กันเป็นงูกินหางมองดูเหมือนกลุ่มผีพุ่งใต้ที่ทยอยตกลงมาจากท้องฟ้า
       ม่านสีชมพูไหวระริก  กระบานใสแจ๋วของนอร์แมนโผล่พรวดเข้ามาก่อน  ท่าทางของเจ้านายผมดูโผเผชอบกล
       “เฮ้....บิ๊กแมน  นั่นเสื้อกร้ามของยูทำไมดันเหาะขึ้นไปปิดช่องปรับอากาศได้ล่ะ   ยังงี้นี่เล่าผมเปิดทุกช่องไม่เห็นภาพของยูเลย  เจอแต่จอมืดตื้อ  นึกแล้วเทียวจะอายกันทำไม เกมส์แบบนี้ต่อให้คุณเที่ยวจนพลิกแผ่นดินก็ไม่มีวันเจอ”
       เห็นไหมล่ะ  ผมลืมเสื้อกร้ามตัวที่เสียสละปิดถ้ำมองอีเล็กโทรนิคเอาไว้จนได้ซีน่า
       “เป็นยังไงครับ....หัวหน้า....ยังติดใจแม่ค้าขายเบียร์ถึงกับขอตัวมาทัวร์พิศวาสด้วยเชียวครับ”
       ผมกระเซ้านอร์แมนออกไป
       นอร์แมนหัวเราะก๊ากยกมือตบหลังผมป๊าบใหญ่กล่าวออกมาอีกอย่างอารมณ์ดี
       “ไม่รู้เป็นอะไร  สี่ปีที่ผมอยู่ล่องแจ้ง  สาวแม้วเป็นผู้หญิงที่ฝังใจผมมากกว่าสาวชาติอื่นๆคุณจะไม่ลองเธอบ้างหรือ  บิ๊กแมน”
       นอร์แมนยังมีกะใจที่จะยกสาวแม้ว  ให้ผมทดลองคุณภาพอีกเสียนี่ 
       เห็นจะไม่รับประทานหรอกครับ ภาพพจน์อันแสนจะสกปรกของสาวแม้วที่แผ้วพาลเข้ามาในชีวิตทหารรับจ้างหยั่งผมที่ล่องแจ้ง  ยังติดตามฝังใจไปจนชั่วชีวิต  เห็นจะพอกันทีสำหรับแม้วผู้ไม่นิยมการอาบน้ำ



บันทึกการเข้า
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 04, 2013, 02:43:25 PM »

   ยิ้มเท่ห์

     เครื่องซี .130 เทคซี่ช้าๆ เข้าไปที่หน้าอาคารของท่าอากาศยาน นอร์แมนกระซิบกับผมเบาๆ
       “เครื่องบินอาจรีเรย์ที่นี่ ยังไม่แน่ว่าจะใช้เวลาเท่าไร  ถ้าค้างคืนละก็บิ๊กแมนเอ๋ย  ยูจะต้องสำลักความสุขยิ่งกว่าที่แล้วๆมาเลยทีเดียว”
       ผมยังไม่ทันจะตอบนอร์แมน เครื่อง ซี. 130 ก็จอดสนิท  เสียงเจี้ยวแจ้วดังกังวานมาจากตู้ลำโพงอีกครั้ง
       “ผู้โดยสารโปรดเตรียมพาสปอร์ต ประเดี๋ยวจะมีเจ้าหน้าที่ขึ้นมาเก็บบนห้องโดยสาร   ขณะนี้ทัวร์พิศวาสพาท่านบินมาถึงเกาะกวมโดยสวัสดิภาพแล้ว  และภารกิจในการรับใช้ท่านผู้มีเกียรติก็ได้สิ้นสุดลง   ลาที....มิใช่ลาก่อน   อีกไม่นานเกินรอเราคงจะได้บริการท่านอีกครั้ง”
        ผมใจหาย   ใจกระหวัดไปถึงแม่สาวกำพร้าที่มีบทรักอ่อนหวาน  ปรนิบัติยอดเยี่ยมจนผมอดที่จะระลึกถึงเธอไม่ได้
       สำหรับมารีน่า ไม่ไหวแน่ครับ  ถ้าผมอยู่กับเธอสักหนึ่งอาทิตย์  ผมจะเหลือหนังหุ้มกระดูกอย่างแน่ๆ  คำพูดทิ้งท้ายของเคคิโก๊ะที่ว่าเธอจะต้องพบกับผมอีกครั้งเห็นทีจะเป็นหมันไปเสียแล้วกระมัง
       เจ้าหน้าที่ของสนามบินขึ้นมารวบรวมพาสปอร์ตลงไปข้างล่าง   ไม่ถึงสิบนาทีบรรดาเจ้าหน้าที่ ซี.ไอ.เอ.  ที่อยู่บนห้องต่างๆ  ก็ทยอยลงไปขึ้นรถรับรอง   ที่จอดเทียบอยู่หน้าเครื่องบิน
       ผมพยายามสบตากับเคคิโก๊ะ  ผิดหวังครับทุกคนนั่งนิ่งเชิดหน้า  มองผ่านเหมือนกับคนไม่รู้จักกัน  ผมชักโมโหเลยทิ้งความสนใจจากเธอโดยปริยายหัวหน้าไปสำรวจความใหญ่โตมโหฬารของฐานบิน บี 52 อย่างทึ่งตาทึ่งใจ
       ผมไม่มีโอกาสชมทัศนียภาพ  โดยละเอียดถี่ถ้วนหรอกครับ  เจ้าไมโครบัสเริ่มเคลื่อนออกจากลานจอดข้ามรันเวย์มุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่สว่างไสวไปด้วยแสงฟูออร์ริเซ่น  เลี้ยวซ้ายจอดนิ่งให้เช็คบัตรผ่านที่หน้าป้อมยามแห่งหนึ่ง  เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยก็ผ่านค่ายทหารอันใหญ่โตไป
       ทหารหญิงจากทัวร์พิศวาสทยอยลงจากรถ  เป็นชุดแรก ผมอดที่จะส่งสายตามองดูแม่สาวญี่ปุ่นที่น่ารักคนนั้นไม่ได้  ให้ตายซีครับถ้าตาของผมไม่ฝาดก่อนเคคิโก๊ะจะลับหายเข้าไปในที่พักที่ปลุกอยู่ข้างๆสนาม  เธอโบกมือให้ผมจนรถเคลื่อน  เธอก็ยังยืนอยู่ในลักษณะเดิม 
       อา....ราตรีแรกที่เกาะกวมสำหรับผม  เห็นทีจะไม่แห้งแล้งเกินไปนักละกระมัง
       เจ้าหน้าที่ของ ซี.ไอ.เอ.  ที่มีผมร่วมขบวนอยู่ด้วย  ถูกต้อนลงที่หน้า  “เหมด”   แห่งหนึ่ง  เท่าที่ผมสังเกต  “เหมด”   ดังกล่าวคงจะใช้เป็นที่รับรองนายทหารชั้นสัญญาบัตรโดยเฉพาะ
       แต่ขอโทษทีครับ   พอหลุดเข้าไปข้างในมันก็โรงแรมชั้นหนึ่งของเราดีๆนี่เอง
       ห้องหีบตีฝ้าด้วยแผ่นไม้อัดทาสีชมพูอ่อนๆเครื่องสุขภัณฑ์  เครื่องปรับอากาศ  ห้องน้ำ  ล้วนแล้วแต่ยอดเยี่ยมผิดกับฐานบินที่ล่องแจ้งจนเทียบกันไม่ได้   เสียงดนตรีจากเครื่องเล่นสเตอริโอครางอ้อยสร้อย  บรรยากาศแบบนี้ผมหวนคิดถึงทัวร์พิศวาสขึ้นมาจับใจ
       ผมกับนอร์แมนอยู่ห้องติดกัน  ก่อนจะแยกกันเข้าไปในห้องพัก  นอร์แมนยึดแขนผมไว้ใช้สายตาสำรวจเสื้อผ้าของผมแล้วกล่าวว่า
       “แจ้งไซร้ทของคุณให้ละเอียดที่สุด  ทั้งกางเกง เสื้อ หมวก และรองเท้า  แล้วโทรศัพท์จากในห้องของคุณไปที่หมายเลข 236  ขอเบิกเครื่องแบบ 1 ชุดจากเจ้าหน้าที่  ต่อจากนั้นก็จัดแจงร่างกายให้เรียบร้อยเครื่องแบบใหม่เอี่ยมของกองทัพอากาศสหรัฐ ฯ   จนมาถึงห้องคุณภายในสิบห้านาที...ขอให้โชคดี  กัปตันบิ๊กแมน”
       ตั้งแต่ไหนแต่ไร  นอร์แมนไม่เคยเรียกผมด้วยยศทางทหารแบบนี้   ด้วยความเอะใจจึงเปิดพาสปอร์ตที่เจ้าหน้าที่เพิ่งจะส่งกลับคืนมาให้ดู
       งามหน้าไหมละ  จากรูปในพาสปอร์ต  ซี.ไอ.เอ.  อุปโหลกให้ผมเป็น  นายเรือเอกสังกัดกองบินน้อยที่ 7 เสียเต็มความภาคภูมิไปเลย
       นี่แหละครับ  อิทธิพลของ  ซี.ไอ.เอ.  ที่ครอบคลุมไปทั่วทุกแขนงของกองทัพสหรัฐ
       ผมโยนพาสปอร์ตลงบนโต๊ะ  หมุนโทรศัพท์ออกไปภายนอกตามหมายเลขที่นอร์แมนบอกเอาไว้  หน่วยพลาธิการเป็นผู้รับสาย   ผมแจ้งส่วนสัดร่างกายเพื่อเบิกเครื่องแบบมาผัดเปลี่ยนชุดเดินทางที่มีเพียงชุดเดียวต่อไป
       อาบน้ำชำระคราบโลกีย์ที่ผ่านมาอย่างหมาดๆ   น้ำร้อนจัดทำให้กระแสโลหิตของผมวิ่งปรู๊ดปร๊าด  โผล่ออกมาจากห้องน้ำ   ชุดเครื่องแบบทหารอเมริกันชุดล่าสุด   พร้อมด้วยเสื้อคอกลมสีขาว เน็คไท  รองเท้า  ถุงเท้า หมวก  วางเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่บนโต๊ะรับแขกเครื่องหมายแสดงสังกัดและชั้นยศล้อกับแสงไฟเป็นประกายสะดุดตา   ห่างออกไปเล็กน้อยมีซองสีน้ำตาลเข้มขนาดเท่าฝ่ามือวางอยู่  ปลายข้างหนึ่งถูกทับด้วยที่เขี่ยบุหรี่โลหะทรงกลม 
       ผมหยิบขึ้นมาแกะดู  ข้างในเป็นการ์ดสีขาว  ตัวอักษรอังกฤษพิมพ์นูนอย่างสวยงาม   มันเป็นการ์ดเชิญเรือเอกบิ๊กแมน  และภรรยา...เข้าร่วมในงาน  ‘เมษาสวาท’   ณ  ห้องประชุม  ‘อลาโม่’   ในเวลายี่สิบสองนาฬิกาตรงของคืนนี้
       อา....คืนนี้ชีวิตของฉลามร้ายหนังเหี่ยวผมคงจะได้สำลักความสุขจนเกยตื้นอีกแล้วกระมัง
       ผมแต่งเครื่องแบบนายทหารอเมริกัน  ออกมาพบกับนอร์แมนที่หน้าห้องพัก  เจ้านายของผมโก้เก๋อยู่ในชุดนาวาอากาศตรีที่สมาร์ทและเท่ห์เหลือหลาย....เสียอยู่นิดเดียวที่เจ้านายผมมีปมด้อยในเรื่องกระบานที่ใสเหน่งเป็นขุนช้างนี่เอง
       ผมกับนอร์แมนเดินออกมาขึ้นรถคันเดิม  ร่วมกับบรรดานายทหารที่ไม่สามารถจะตรัสรู้ได้  เจ้าหน้าที่ ซี.ไอ.เอ.  เหล่านั้นเป็นทหารประจำการอันแท้จริงหรือไม่
       รถบัสไมโครพาผมและเจ้าหน้าที่ของ ซี.ไอ.เอ.  จอดยังตึกทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่  ที่มองเห็นแสงไฟลอดออกมาอย่างถนัดตา
       พอหลุดเข้าไปข้างใน  ผมก็พบกับความตื่นตาตื่นใจอย่างใหญ่หลวง
       ฟลอร์เต้นรำขนาดยักษ์  จุดนี้ไม่น้อยกว่า  200  คน  ตะหง่านอยู่เบื้องหน้า   วงดนตรีฮาวายกำลังบรรเลงอย่างไพเราะเพราะพริ้ง  นอร์แมนฉุดผมเข้าไปในห้องข้างๆ  ซึ่งกำลังเกรียวกราวไปด้วยเสียงเหรียญดอลล่าร์ที่ถูกกลืนหายเข้าไป  ในช่องของสล็อตแมทชั่นไม่เว้นแต่ละนาที
       ใช่ครับ  สล็อตแมทชั่น หรือ ไอ้ผีแขนเดียวหลายสิบเครื่องตั้งเรียงรายอยู่เป็นแถว  แต่ละเครื่องทหารหญิง  ทหารชาย  ยืนโยกกันหน้าดำหน้าแดง
       นอร์แมนชี้มือให้ผมไปแลกเศษเหรียญดอลล่าร์  ยังเคาน์เตอร์ซ้ายมือสุด   ในขณะที่ผมเดินผ่านสล็อตแมทชั่นตัวหนึ่งก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อผมเบาๆ
       “ผู้กองบิ๊กแมนคะ”
       ผมหันขวับไป  เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นหู  ผิดคาดครับ   เธอเป็นนายทหารหญิงที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย
       “ดิฉัน  เรือโท....แอนนีต้า   แห่งกองบินร้อยที่  9  เคคิโก๊ะบินไปญี่ปุ่นเมื่อตอนสามทุ่มตรง  ถ้าไม่รังเกียจดิฉันจะเป็นพาร์เนอร์สำหรับคุณตอนกลางคืนนี้ค่ะ”
       ถ้ารังเกียจก็โง่บรมโง่นะซิครับ   ผมพาเธอเดินไปแลกเศษเหรียญ   ตั้งใจจะควงคู่มาอวดนอร์แมน  ที่ไหนได้เจ้านายของผมคว้านายเรือเอกผมทองมาจากไหนไม่รู้ยืนคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
       สล็อตแมทชั่นกวาดเงินในกระเป๋าผมไป  หนึ่งร้อยเหรียญพอดิบพอดี
       “พอเถอะค่ะผู้กอง  เราไปสนุกสนานในฟลอร์เต้นรำกันดีกว่า”
       แอนนิต้ากระซิบกับผมที่หู   จนกระทั่งได้กลิ่นอ่อนๆ  ของเชลแนลนัมเบอร์ไฟท์ปลิวมากระทบจมูกจนผมขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน
       “ลองเต้นรำ  สูสีกันพักเดียวมันจะไปไหนเสีย”
       ผมคิดอยู่ในใจ
       ฟลอร์เต้นรำแน่นขนัด  กีร์ต้าฮาวายกำลังบรรเลงเพลงของ  “แซนโต้”   อย่างไพเราะเพราะพริ้ง
       ผมตระกองกอดแอนนิต้า   ออกไปแทรกอยู่กึ่งกลางของฟลอร์เต้นรำ
        สโลว์สวาทกำลังจะเริ่มหน้าที่ของมันแล้วอกแนบอก  แก้มแนบแก้ม  ร่างกายทุกส่วนแนบชิดแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน  ผมขยับมือดึงร่างของแอนนิต้าแน่นกระชับเข้ามาอีก.....แทนที่เธอจะบ่ายเบี่ยงหรือขยับตัวหนีเธอกลับรัดแขนที่โอบอยู่กับแผ่นหลังของผมเหมือนจงใจ
       อา.....สวรรค์บนเกาะกวมเห็นจะอยู่แค่เอื้อม  นี่แหละครับ....
       “คัมแบค-ทู-ซาเรนโต้”   ครางกระหึ่มไปทั่วห้องประชุมสโมสรนายทหาร   ท่วงทำนองและเนื้อร้องที่เป็นมนต์ขลัง  ช่วยดึงทหารชายชาติต่างๆที่ยืนจับกลุ่มคุยตามมุมมืดเข้ามาปล่อยอารมณ์บนฟลอร์ขนาดยักษ์จนแน่นขนัดไปหมดทั้งบริเวณ
       สโลว์ซบยังคงดำเนินต่อไปอย่างเนิบนาบ   แอนนิต้าเบียดร่างเข้ามาซุกกับอ้อมอกของผมอย่างจงใจที่จะให้ร่างกายทุกสัดส่วนของเธอ  สัมผัสกับจุดยุทธศาสตร์ของผม
       ฉลามร้ายหยั่งผมก็เลยมองเห็นเหตุการณ์ข้างหน้าได้อย่างทุลุปรุโปร่งขึ้นมาทันที


มีต่อ....
บันทึกการเข้า
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 04, 2013, 08:18:12 PM »


 เจ๋งต่อครับ

        ผมฉกริมฝีปากแวบเข้าหาใบหน้าของเธออย่างรวดเร็ว   แอนนิต้าเลื่อนมือที่โอบสะเอวของผมขึ้นไปเหนี่ยวศีรษะผมเอาไว้แน่น  แถมเขย่งเท้าทั้งสองขึ้นเผยริมฝีปากแลกจูบกับผมอย่างถึงอกถึงใจ
       ลวดลายของแม่ร้อยโทหญิงไม่เลวเลยครับ....ศิลปะการจูบของเธอเยี่ยมยอดเท่าที่ผมเคยผ่านมา
       ผมคลายมือที่รัดร่างของเธอออก  แล้วค่อยๆคลำไปที่บริเวณสะโพกอันมโหฬารพันลึก   นิ้วมือสัมผัสแผ่นโลหะเล็กๆที่เย็นเยียบ  ความรู้สึกบอกกับตัวเองว่านั่นคือ  “ซิ๊ปรูด”   ของกระโปรงเครื่องแบบนายทหารหญิงของเธอนั่นเอง
       ผมค่อยๆ ดึงซิ๊ปรูดลงช้าๆ  ฝ่ามือสัมผัสกับความนุ่มเนียนของผ้า  “เจอร์ซี่”   นำความคึกคักให้กับจิตใจของผมสุดประมาณ.....
       ลองรุกล้ำเข้ามาถึงขนาดนี้   ไม่มีอะไรที่จะหยุดยั้งผมได้อีกต่อไปแล้วครับ   ผมไต่มือลึกลงไปอีก   พร้อมกับเกร็งนิ้วมือดึงชุดเจอร์ซี่  ให้สูงขึ้นมาจนกระทั่งนิ้วมือของผมสัมผัสกับความเย็นของเนื้อบริเวณต้นขาที่อวบอัด
       ผมปาดมือแว๊บเข้าไปข้างในอย่างลิงโลดใจ  ให้ตายเถอะครับ.......ชุดชั้นในของแอนนิต้า   นอกจาก  “เจอร์ซี่”   แล้วก็ไม่มีอะไรอีกเลยจริงๆ เหมือนกับเธอตั้งใจเตรียมรับสถานการณ์ข้างหน้ายังงั้นแหละ
       แอนนิต้าบดขยี้ริมฝีปากกับผม   จนแทบจะไม่มีเวลาได้หยุดหายใจ   ผมใช้สายตาสำรวจดูรอบๆข้างมั่วไปหมดเลยครับ.....ยืนแลกจูบกันวุ่นไปหมดทั้งฟลอร์ยักษ์เลยทีเดียว
       แอนนิต้าผละริมฝีปากออกจากผม  แล้วซุกหน้าลงกับซอกไหล่   แถมขยับร่างกายให้มีช่องว่างเหมือนอย่างจะท้าทายมือของผมอยู่ในที่
        นักเดินทางด้วยเข็มทิศหยั่งผมก็เลยเจอะเป้าหมายเข้าจังเบอร์เลยครับ   จากประสบการณ์ที่ผ่านมา  ผมพอที่จะรู้ว่าขณะนี้อาการของแอนนิต้าเข้าขั้น   “โคม่า”    เสียแล้ว
       ผมจัดแจงรูดซิ๊ปเครื่องแบบของเธอให้อย่างเรียบร้อยพร้อมกับกระซิบกับเธอเบาๆ
       “ที่รัก....ไปข้างนอกกันดีกว่า   ข้างในฟลอร์ร้อนเหลือเกิน”
       ไม่มีเสียงตอบจากแอนนิต้า   ผมโอบร่างของเธอเดินลัดเลาะริมฟลอร์มุ่งออกไปยังช่องทางที่มองเห็นแสงฟลูออเรสเซนต์สาดเข้ามาเป็นสาย
       ซวยอย่างมหาซวย  ผมเจอะเข้ากับห้องน้ำหญิงเข้าจังเบ้อเร่อเลยครับ   สอดส่ายสายตาไปรอบๆ  เพื่อหามุมที่ซ่อนเร้นสักมุมหนึ่ง
       ในขณะนั้นเอง   นาวาอากาศตรีผู้หนึ่งก็ฉุดมือนายเรือตรีหญิงหายแวบเข้าไปในห้องน้ำหญิงที่มองเห็นอยู่เบื้องหน้า
       ผมหันหน้ามามองแอนนิต้า   พร้อมกับทำสีหน้าสงสัย  เธอไม่ตอบผมหรอกครับ   นอกจากจะไม่ตอบแล้วยังโอบเอวพาผมเดินตรงเข้าไปยังบริเวณดังกล่าวเสียอีกด้วย
       หลุดปากช่องประตูห้องน้ำหญิงเข้าไป   ก็มองเห็นห้องเป็นแถวยาวเหยียดไม่น้อยกว่า 30 ห้อง   แอนนิต้าฉุดมือผมพาเข้าไปเป็นส่วนประกอบของห้องดังกล่าวอย่างรวดเร็ว
       พูดก็พูดเถอะ  ห้องน้ำของไอ้กันกับความสะอาดสะอ้านมันก็ครือ ๆ กับห้องนอนของพวกเราบางคนนี่แหละครับ   ถ้าไม่คิดว่านั่นเป็นห้องส้วมเสียอย่างวิมานของผมก็มองเห็นอยู่ไร ๆ
       อ่างอาบน้ำขนาดกะทัดรัดตั้งอยู่ชิดผนัง  ที่เคลือบด้วยกระเบื้องสีขาวนวน   ห่างออกไปเล็กน้อยโถส้วมแบบ  “อเมริกันสไตล์”    ตั้งตระหง่านอยู่   เหนือขึ้นไปเป็นกระจกเงาแผ่นขนาดใหญ่   พร้อมด้วยเครื่องสำอางสำหรับผู้หญิงครบครัน
       พอล็อคประตูเสร็จ  แอนนิต้าก็ผวาเข้าหาผมพร้อมกับเงยหน้าขึ้น   ริมฝีปากเผลอเหมือนกับจะท้าทายและชวนเชิญผมอยู่ในที่
       โธ่....อย่าว่าแต่เธอเลยครับ   อารมณ์ของผมขณะนี้มันก็ไอ้ครือ ๆ กันนั่นแหละ
       ผมคว้าร่างของเธอเข้ามาแนบอกแล้วซุกใบหน้าลงไปที่ซอกหู  ขบริมฝีปากเม้มเบาๆ  ที่ริมใบหูอ่อนข้างนั้น
       อย่าบอกใครเลยครับ   แอนนิต้าเจอลูกเล่นของผมลูกนี้เข้า  ร่างของเธอก็เลยสยิวไปหมด ลิ้นที่อ่อนนุ่มพุ่งออกมาจากปากแล้วไต่ไล่เดียะเข้าในซอกหู   แอนนิต้าครวญครางออกมาจากลำคอ
       คงจะไม่ทันใจ    แอนนิต้าเอื้อมมือที่สั่นเทามาปลดกางเกงของผมออกอย่างรวดเร็ว
       รอให้ผู้หญิงช่วยถอดกางเกงให้   มันก็เสียเชิงชายทหารรับจ้างหมดซีครับ   เหมือนกับเป็นอัตโนมัติ  มือของผมดึงซิ๊ปกระโปรงเครื่องแบบรูดลงทันที
       ไม่ถึงสองนาที   แอนนิต้าก็เหลือแต่เพียงชุดชั้นในที่นวลขาวโพลนท้าทายแสงฟลูออเรสเซนต์อยู่ห่างจากผมไม่เกินคืบ
       เนินพระอุมาที่ล้นออกมาจนมองดูเป็นร่องลึกดิ้นไสวอยู่ภายใต้ยกทรงสีขาวบริสุทธิ์   พอกดจมูกลงไปพร้อมกับใช้มือไปเกาะขอเกาะเสื้อด้านหลัง
       ยกทรงปลิวไปบนพื้น   เจอร์ซี่กระเด็นไปอยู่มุมห้องเสื้อ  เครื่องแบบของผมถูกถอดออกมาในวาระต่อไป
       เหลือบตามองดูที่กระจกเงาบานใหญ่....พระเจ้าช่วยผมมองเห็นภาพ  คนเปลือยสองคนยืนกอดกันกลมดิก  อยู่หน้าอ่างอาบน้ำนั่นเอง
       แอนนิต้าพาผมเคลื่อนที่เข้าหาอ่างอาบน้ำในลักษณะ  “จูบเคลื่อนที่”    อยู่ตลอดเวลา   มารู้สึกตัวอีกทีก็อีตอนแผ่นหลังสัมผัสกับอ่างหนเคลือบจนเย็นวูบไปทั่วรูขุมขน
       อย่าให้ผมเซดเลยครับ   บทอัศจรรย์ในอ่างน้ำเด็ดสะระตี่อย่าบอกใครเชียว   แอนนิต้าบ่นพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์อยู่ตลอดเวลา
       “โปรดทราบ   อีกห้านาทีจะมีการแสดงประกอบการดนตรีที่พิเศษสุด  โปรดเข้าประจำตามหมายเลขที่นั่งตามบัตรเชิญ”
       เสียงกังวานจากลำโพงที่ซ่อนอยู่  ณ บริเวณใด  บริเวณหนึ่ง  ของห้องน้ำดังออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ  แอนนิต้าผลักผมออกจากร่างของเธออย่างรวดเร็ว พร้อมกับอุทานว่า
       “เร็วคะ กัปตัน   โชว์จากชาวญี่ปุ่นจะเริ่มขึ้นในห้านาทีนี้   ดิฉันเคยดูมาแล้วครั้งหนึ่งติดใจคะ  เร็วๆซิคะ”
      ในขณะที่พูดเธอก็ขมีขมันแต่งเครื่องแบบอย่างร้อนรน
       ก่อนถึงเวลาแสดงเล็กน้อย   ผมก็พาแอนนิต้าเข้าไปนั่งประจำที่   เหมือนกับโชคช่วย  ลำดับหมายเลขของผมอยู่แถวหน้าชิดกับฟลอร์พอดิบพอดี 
       ไฟที่สลัวอยู่ตลอดเวลาดับพรึ่บลงในทันทีทันใด....สปอร์ตไลท์จากมุมซ้ายสุดเหนือฟลอร์ยักษ์   เริ่มสาดแสงตรงไปยังกึ่งกลางของฟลอร์รำ
       ด้วยระบบไฮโดรลิค  พื้นฟลอร์แยกออกเป็นช่องขนาดใหญ่  ต่อจากนั้นเตียงนอนขนาด 6 ฟุตก็โผล่ขึ้นมาแทนที่  พร้อมกับพื้นฟลอร์ยักษ์ปิดสนิทเป็นพื้นเดียวกันเหมือนอย่างเดิม
       ท่ามกลางแสงสว่างขนาด  5000  แรงเทียนของสปอร์ตไลท์ขนาดยักษ์   ดรุณีนางหนึ่งผมยาวสลวยนอนตะแคงกอดหมอนข้างอยู่บนที่นอน  ร่างอันได้สัดส่วนอยู่ในชุดนอนที่บาง   จนมองเห็นเนื้อหนังมังสาได้อย่างถนัดหูถนัดตา
       ห่างออกมาเล็กน้อย  บริเวณปลายเตียง  สุนัขพันธ์อันเซเชี่ยนขนาดใหญ่   นอนหมอบนิ่งส่งสายตาจ้องไปที่ดรุณีนางนั้นเขม็ง
       โฮโดรลิคเริ่มเคลื่อนที่พาเตียงเข้ามาจนชิดขอบฟลอร์ด้านนอกที่พวกนายทหารหน่วยต่างๆ พากันนั่งชมอยู่เป็นทิวแถว
       ดนตรีเริ่มบรรเลงเพลงเบาๆอย่างอ้อยอิ่ง  เสียงโหยหวนของกีต้าร์ฮาวาย   ทำให้เธอผู้ที่นอนอยู่เดียวดายเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายเข้ากับจังหวะของดนตรี
       พระเจ้าช่วย  มองทะลุจากชุดนอนเข้าไปเธอมิได้สวมกางเกงในเอาไว้เลย....โธ่    ระยะห่างแทบจะเอื้อมมือจับถึงอะไรต่อมิอะไร   มันก็เลยมองเห็นทะลุปรุโปร่งไปหมด
       มีเสียงพึมพำดังแซ่ดไปหมด....ดรุณีนางนั้นคลายมือที่กอดหมอนข้างออกแล้วยกมือทั้งคู่ขึ้นมาจับทรวงอกแอ่นร่างกายส่วนสะโพกขึ้นเหนือพื้น....ดนตรีเริ่มเล่นเพลงสวิง  เจ้าสุนัขหมอบอยู่   ยกศีรษะขึ้นมองดูร่างของสาวน้อยด้วยท่าทางแปลกใจ
       ดนตรีหยุดกะทันหันบรรยากาศเงียบสงัด   สายตาทุกคู่เพ่งมองไปดรุณีนางนั้นแทบไม่กระพริบ   เธอฟาดมือลงบนที่นอนอย่างบ้าคลั่ง   ขาทั้งสองข้างเกร็งเหมือนกับเป็นตะคริว....และแล้วร่างกายของเธอก็แน่นิ่งหยุดการเคลื่อนไหวไปชั่วขณะ
       เจ้าสุนัขพันธ์อัลเซเชี่ยนลุกขึ้นจากท่าหมอบ   มันเดินเข้าไปหยุดอยู่ที่ปลายเท้า   แล้วใช้จมูกดมขาของสาวน้อยผู้นั้นอยู่ชั่วครู่   ต่อจากนั้นก็ใช้จมูกดมเรื่อยขึ้นไปจนกระทั่งถึงท่อนขาด้านบน
       แอนนิต้าจับมือของผมเอาไว้แน่น....ให้ตายซิครับ  ให้มืดขนาดไหนสายตาของผมก็ฟ้องตัวเองว่า  ขณะนี้เก้าอี้ข้างๆผมกำลังมั่วไปหมด  ดูไม่ออกว่าใครเป็นใครผมนึกถึง    “นอร์แมน”    เจ้านายของผมขึ้นมาทันที....ป่านนี้ลูกพี่ของผม   คงจะสบายตัวหยั่งผมไปแล้วก็ได้....
         
       
มีต่อ....
บันทึกการเข้า
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 05, 2013, 09:41:16 AM »

 เจ๋ง

        ความคิดของผมหยุดชะงักลง    เมื่อมองเห็นเจ้าสุนัขแสนรู้ปลายจมูกดมพรวดเข้าไปตรงบริเวณ  “ชุมทางสวาท”   ของแม่สาวน้อย
       มันดมอยู่สักครู่อย่างแปลกใจ   แล้วเริ่มปฏิบัติการพิเศษ
       แม่สาวน้อยมีอาการสะดุ้งขึ้นมาสุดตัว  ดนตรีเริ่มเร่งจังหวะ  แม่สาวน้อยเงยศีรษะแอ่นร่างกายด้วยท่าทางสยิวสุดขีด
       เจ้าสุนัขแสนรู้ ปราดเข้าไปหาเจ้านายของมันพร้อมกับปฏิบัติการจองเวรทันที   เหมือนกับนายของมันเป็นอัลเซเชี่ยนตัวเมียยังไงยังงั้นแหละ
       “บึ้ม....บึ้ม....บึ้ม”
       เสียงระเบิดที่ดังสนั่นหวั่นไหว    ได้ก้องคำรามขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน....แรงระเบิดอันมหาศาลของมันทำให้ห้องประชุมสั่นสะเทือนคล้ายกับแผ่นดินไหว  ไฟจากสปอร์ตไลท์ดับมืดลงทันควัน
       เสียงหวีดร้องของทหารหญิงผสมกับเสียงร้องถามของบรรดาทหารที่ไม่ทราบต้นสายปลายเหตุ ดังระงมไปหมด    แอนนิต้าฉุดผมลงไปนอนกับพื้น    ร่างของเธอสั่นเหมือนกับลูกนก   
       “ทุกคนโปรดอยู่ในความสงบ   ห้ามออกจากห้องประชุมโดยเด็ดขาด  ขณะนี้เครื่องบิน บี .52  ของเราโดนระเบิดจากหน่วยก่อวินาศกรรม  ที่ไม่ปรากฏสัญชาติพังพินาศไป 3 เครื่อง โปรดอยู่ในความสงบ”
       เสียงเจ้าสปีคเกอร์จากตู้ลำโพง  ดังกังวานไปทั่วห้องประชุม  เสียงเอะอะโกลาหลเงียบหายเป็นปลิดทิ้ง
       อา....สนามบินเกาะกวมที่มีการป้องกันอย่างดีเยี่ยมถูกข้าศึกแปลกปลอมเข้ามาก่อวินาศกรรม  ถึงใจกลางฐานทัพเลยเชียวหรือนี่....
       มีเสียงปืนเล็กกลผสมเสียงระเบิดมือดังเกรียวกราวอยู่  ภาพแอนนิต้าฉุดมือผมวิ่งไปที่หน้าต่างติดกับรันเวย์สนามบิน
       ด้วยอำนาจของแสงไฟที่สาดขึ้นไปบนท้องฟ้า    ทำให้ผมสามารถมองเห็น เจ้า บี.52  กำลังตกเป็นเหยื่อพระเพลิงอย่าถนัดชัดเจน
       กว่าเหตุการณ์จะสงบเรียบร้อยก็ปาเข้าไปตั้งสาม สี่ชั่วโมง    ผมและนอร์แมนถูกทหารสารวัตรต้อนกลับที่พักพร้อมกับถูกตรวจสอบประวัติอย่างเร่งด่วนภายในคืนนั้นเอง
       ด้วยอิทธิพลของ ซี.ไอ.เอ.    ผมกับนอร์แมนผ่านการสอบประวัติไปได้อย่างเรียบร้อย....ส่วนนักก่อวินาศกรรม  สองคนโดนยิงตายข้างๆรั้วลวดหนามนั้นเอง
       จากการตรวจค้น  นักก่อวินาศกรรมทั้งคู่ถือสัญชาติอเมริกัน    เชื้อชาติฟิลลิปปินล์    ยศนายทหาร-นายเรืออากาศโท    ที่เพิ่งบินตรงมาจากไซ่ง่อน   เมื่อตอนเช้านั้นเอง
       เมื่อสอบประวัติย้อนหลัง    ก็เป็นที่เปิดเผยว่า  อเมริกันฟิลลิปปินส์ทั้งคู่มีหัวฝักไฝ่กับคอมมิวนิสต์    ตั้งแต่อยู่ที่เมืองบาเกียวประเทศฟิลลิปปินส์มาก่อนแล้วและในขณะที่ประจำการอยู่ไซง่อนก็คงจะมีการสั่งงานอย่างลับๆ  ให้ทำลาย บี .52 บนฐานทัพที่เกาะกวมให้จงได้
       อเมริกันต้องตกเป็นรองแก่เวียตกง  ในด้านข่าวกรอง    นิสัยของคนอเมริกันเป็นบุคคลที่เก็บความลับทางทหารเอาไว้มิค่อยได้ผลเท่าไรนัก
       อเมริกันจะพูด....พูด    โอ้อวดต่อหน้าผู้หญิงในแผนการรบที่กองพันของตัวเองจะต้องปฏิบัติในวันรุ่งขึ้นผลที่ติดตามมาก็คือ    ข้าศึกทราบแผนการตลบหลังเสียจนเสียไปทั้งกองพันเลยทีเดียว
       การก่อวินาศกรรมทำให้  “ทัวร์พิศวาส”    ของผมต้องระงับลงอย่างช่วยเหลืออะไรไม่ได้
       ผมและนอร์แมนบินตรงจากเกาะกวม    ถึงล่องแจ้งในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น  แต่ให้ตายเถอะครับหลับตาลงทีไรผมมองเห็นเมืองล่องแจ้งกลายเป็นเมืองนรกทุกที
       ดวงอาทิตย์ตรงศีรษะพอดิบพอดี    ท้องฟ้าที่เคยมืดครึ้มไปด้วย สายหมอกอยู่ตลอดเวลา ถูกประกายความร้อนที่เจิดจ้าขับไล่สว่างโล่งไปหมดทั้งอาณาบริเวณ
       บรรยากาศที่ซบเซาของสนามบินล่องแจ้ง    เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง    ความสงบเงียบซึ่งมีอยู่ชั่วขณะหนึ่งเนื่องจากสภาพอันเลวร้ายของอากาศเริ่มอึกทึกครึกโครมและชุลมุนวุ่นวายกันให้มั่วไปหมด    บรรดาเครื่องบินชนิดต่างๆ    ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินรบ    เครื่องลำเลียง   หรือแม้กระทั่งเฮลิคอปเตอร์ที่ถูกจอดแช่อยู่ตั้งแต่เช้า    ถูกติดเครื่องเริ่มแท็กซี่ช้าๆ  ไปตามรันเวย์  เพื่อรอคิวที่จะบินขึ้นปฏิบัติงาน  ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากกองบัญชาการล่องแจ้งต่อไป
       ผมนั่งอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ชนิด  “ฮิวอี้”    ที่พรางลำตัวด้วยสีเขียวสลับน้ำตาลที่กำลังบินอยู่สูงลิบ เหนือบริเวณ  “เนินซีบร้า”    เพื่อสำรวจผลการทิ้งระเบิดจาก บี. 52   ตามคำสั่งของ ซี.ไอ.เอ.    ที่ต้องการจะประเมินผลการสูญเสียของกองพันเวียตนามเหนือที่ตั้ง บก.  อยู่ ณ บริเวณดังกล่าวนั้น
       ทั้งๆที่เป็นการเสี่ยงอันตรายร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มจากอำนาจปืนต่อสู้อากาศยานที่อาจจะหลงเหลืออยู่บ้าง  แต่ผมก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงภารกิจชิ้นนี้เสียแล้ว  อันดับแรกก็คือคำสั่งจากเบื้องบน   (ซึ่งอันนี้พอมีทางจะเสี่ยงฮุ้นได้ด้วยชั้นเชิงที่เคยเบี้ยวไอ้กันเป็นประจำ)
       แต่อันดับสองนี่ซีครับ   มันยั่วใจผมเหลือเกิน   ก็ไอ้  “โอเวอร์ไทม์”    ที่ไอ้กันมันประเคนดอลล่าร์ให้อย่างไม่อั้นนี่แหละ   ที่ทำให้ผมลืมตัว  “ลืมตาย”    ไปชั่วขณะ    ตกหลุมเงินสกุลดอลล่าร์ของพวกมันไปอย่างง่ายดาย
       แต่พอมานั่งเฮลิคอปเตอร์ลอยฟ่องอยู่บนท้องฟ้า  ณ บริเวณเป้าหมายก็อดที่จะขนหัวลุกไม่ได้   ร่ำๆ ที่จะเปลี่ยนใจตั้งหลายครั้งหลายคราก็อายนักบินมัน  หันมาชำเรืองดูทหารแม้วที่ติดตามมาด้วย  เห็นสายตาของมันแล้วอดใจแป้วไม่ได้  ทั้งลูกน้องและผู้บังคับบัญชา ขีดความสามารถในเรื่องความกลัวตายมันก็ไอ้ครือกันนั่นแหละครับ
       “บิ๊กแมนเตรียมตัวครับ  ผมจะบินต่ำลงไปสำรวจบนยอดเนินข้างล่าง    อย่าโผล่ศีรษะพ้นเกราะที่อยู่หน้าช่องประตูออกไปนะครับ”
       เสียงกังวานของนักบินผู้ขับขี่เฮลิคอปเตอร์ดังออกมาจากหูฟังที่สวมทับหมวกเบเรต์สี่แดงสดของผม    ได้ยินอย่างถนัดชัดเจน
       ผมรีบดึงปากพูดขนาดจิ๋วที่ติดอยู่กับหูฟังขึ้นมาพูดตอบกลับไปทันควัน
       “พร้อมแล้วครับ    ผมอยากจะตรวจการณ์ตั้งแต่หัวเนินทางด้านทิศเหนือไปจนถึงทางลาดลงไปในหุบทางด้านตรงข้าม  ถ้ามีโอกาสผมคิดว่าคุณพอจะทำได้ใช่ไหมครับ”
       “แคนดู – อีซี่ – มายแฟรน”    นักบินอเมริกันสวนคำพูดกลับมาพร้อมกับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี....
       เฮลิคอปเตอร์ลดระดับลงอย่างรวดเร็ว   แล้วตีวงกว้างบินร่อนลงไปเหนืออาณาบริเวณของยอดเนิน   ‘ซีบร้า’    ซึ่งมองเห็นลิบ ๆ อยู่เบื้องล่างยิ่งต่ำลงไปเท่าไร   สภาพและร่องรอยของภูมิประเทศที่บอบช้ำจากการทิ้งระเบิดแบบปูพรมของ บี.52  ยิ่งปรากฏชัดขึ้นทุกที
       หลุมขนาดยักษ์  6 – 7  หลุม    เรียงรายกันไปตามความยาวของสันเขา    อย่างกับถูกน้ำมือของมนุษย์ขุดเอาไว้ด้วยระยะความห่างที่เท่าๆ กัน    ต้นไม้ขนาดใหญ่ซึ่งผมเคยจำได้อย่างถนัดหูถนัดตาว่าเคยมีอยู่หนาแน่น    ณ บริเวณท้ายเนินซึ่งลาดลงไปในหุบเบื้องล่าง    ถูกอำนาจจากไฟบรรลัยกัลป์เผาผลาญเหี้ยนเตียนโล่งไปหมด    จะมีเหลือพรอมแพรมอยู่บ้างก็เพียงสองสามต้นที่ถูกสะเก็ดระเบิดเฉือนลำต้น    ขาดหายไปเหลือแต่เพียงโคนต้นเท่านั้นเอง
       นักบินพาเครื่องบินกลับไปกลับมาอยู่สองสามเที่ยวเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอนแล้ว    นักบินก็ตัดสินใจบินต่ำลงเพื่อสำรวจภูมิประเทศเบื้องล่างทันที
       มันเป็นการประเมินสถานการณ์ผิดอย่างช่วยเหลืออะไรไม่ได้    ทหารเวียตนามเหนือที่ซุ่มซ่อนอยู่ในบังเกอร์ที่ได้รับการพรางอย่างดีเยี่ยมด้วยปืนต่อสู้อากาศยานแบบ  12.7  ม.ม.  ระดมยิงเฮลิคอปเตอร์ลำที่ผมนั่งอยู่ทันที
       เสียงระเบิดรัวถี่ยิบเป็นประทัดแตกเซ็งแซ่อยู่เบื้องล่าง  เสียงหวีดหวิวของหัวกระสุนที่วิ่งตัดอากาศเฉียดลำตัวของเจ้าฮิวอี้     ซึ่งขณะนี้นักบินผู้ขับขี่กำลังตาลีตาเหลือกไดรท์เครื่องบินอย่างไม่คิดชีวิต
       ในขณะที่เครื่องเงยลำตัวขึ้นนั่นเอง  กระสุนนัดหนึ่งของเจ้า  12.7  ก็จับพลัดจับพลูทะลุลำตัวเครื่องผ่านเข้าไปในห้องผู้โดยสาร
       ผมรู้สึกเสียวปล๊าบที่บริเวณต้นแขนซ้าย    ความรู้สึกเหมือนกับโดนใครตบด้วยกำปั้นจนชาไปหมดทั้งแขน
      ด้วยสามัญสำนึกผมรีบยกมือขวาขึ้นตะปบบริเวณต้นแขนซ้ายทันที  สัมผัสแรกที่ผมรู้สึกก็คือความเหนียวเหนอะหนะของเลือด   ที่ทะลักออกมาจนชุ่มฝ่ามือแดงเถือกไปหมด
       “เฮ้   บิ๊กแมน....ยูโดนจวกเข้าแล้ว”    อเมริกันนิโกรที่มีหน้าที่เปิดปิดประตูเฮลิคอปเตอร์  ตะโกนขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก  พร้อมกับส่งวิทยุบอกให้นักบินทราบ
       ผมพยายามเช็คบาดแผลด้วยการขยับมือซ้ายให้เคลื่อนไหวไปมา
       อนิจจา....ผมไม่สามารถที่จะเคลื่อนไหวมือข้างซ้ายได้เสียแล้ว....มันดูๆคล้ายจะเป็นอัมพาตไปหมดทั้งแขนเวลาผ่านไปชั่วครู่  ความชาได้ทุเลาลงแต่ทว่าความเจ็บปวดรวดร้าวได้เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
       เศษผ้าร่มที่สกปรกขะมุกขะมอมไปด้วยเหงื่อที่พันคออยู่ตลอดเวลาของทหารแม้ว    ถูกนำมาผูกมัดเอาไว้หนาแน่นบริเวณหัวไหล่ด้านซ้าย   ซึ่งมันก็ช่วยอะไรผมไม่ได้มากมายนักหรอกนอกจากช่วยห้ามเลือด    ซึ่งขณะนี้ซึมออกมานอกแขนเสื้อไหลลงไปเปรอะเปื้อนไปหมดทั้งตัวให้เบาบางลงไปบ้างเท่านั้น
       ความเจ็บปวดรวดร้าวทับทวีเพิ่มขึ้นทุกที  ผมนั่งคู้งอตัวลงกับเก้าอี้  ท่ามกลางการกุลีกุจอประคับประคองคนละไม้คนละมือของเพื่อนฝูง    ซึ่งตามปกติก็ไม่ค่อยจะมีความรู้มากมายนักในการปฐมพยาบาลขั้นแรก
       เครื่องลดระดับอีกครั้ง    อาการโคลงของมันเกือบจะทำให้ผมต้องพลัดจากเก้าอี้   ภูมิประเทศของเมืองล่องแจ้งผ่านสายตาเข้ามา   พอล้อแตะพื้นจอด  ความสะเทือนของมันทำให้สติของผมโบยบินออกไปทันที
           มันคงจะนานเอาการทีเดียว  เพราะในขณะที่ผมลืมตารู้สึกตัวขึ้นมา    สิ่งแรกที่ผมได้ทำความรู้จักกับมันก็คือ  ความหิวที่วิ่งปร๊าดเข้ามาหาผมจนกระเพาะอาหารปวดจี๊ดไปหมด
       ผมงงอยู่ชั่วครู่พยายามนึกทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา   พอสายตาชำเลืองดูที่ไหล่ซ้าย    เหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาในตอนกลางวัน    ก็พรั่งพรูเป็นภาพพจน์ขึ้นมาในหัวสมอง
       ผมไม่โกรธนักบินผู้ขับเฮลิคอปเตอร์หรอกครับ....ให้เป็นผม    ผมก็ต้องตัดสินใจเช่นนั้น    ก็ใครบ้างละครับจะไปคิดว่าไอ้แกวมันจะใจเย็นขนาดให้เฮลิคอปเตอร์บินโฉบมาถึงสามเที่ยว    จนกระทั่งพวกเราตายใจลดระดับความสูงลงมาโดนขนาดนี้ก็นับว่าเป็นบุญแล้ว...รู้สึกปวดหนึบๆ ในบริเวณบาดแผล  ซึ่งขณะนี้หนาเตอะไปด้วยผ้าพันแผลชนิดหนาตั้งแต่บริเวณข้อศอกด้านใน....
       ผมพยายามเคลื่อนไหวแขนที่บาดเจ็บอีกครั้ง    ให้ตายซีผมไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะยกแขนซึ่งวางพาดอยู่ขึ้นมาได้ก็เลยนอนลืมตาสำรวจสิ่งต่างๆ  ที่อยู่รอบข้างอย่างเนือยๆ
       หลอดนีออนลักษณะวงกลม  สว่างนวนอยู่บนเพดานห้อง   เครื่องแบบทหารรับจ้างที่สกปรกถูกลอกคราบออกไปเสียแล้ว    มีชุดสีฟ้าอ่อนแบบชุดคนไข้ใหม่เอี่ยมถูกสับเปลี่ยนเข้ามาแทนที่
       ผมกวาดสายตาสำรวจต่อไปอีกมันเป็นห้องที่ถูกจัดแบ่งออกเป็นสัดส่วนจากห้องอื่นๆ    มองเห็นได้อย่างถนัดชัดแจ้งฝากั้นที่ทำด้วยไม้อัดทาสีขาววางกั้นเอาสี่ด้านด้วยความสูงที่ไม่ต่ำกว่าด้านละสองเมตร  เสียงหึ่งๆของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าครางผ่านประตูที่เปิดเผยไว้อย่างลวกๆ  เข้ามาได้ยินแว่วๆ
       จากลักษณะของเตียงพยาบาลที่ยกหัวเตียงให้สูงขึ้นทำให้ผมต้องอยู่ในลักษณะครึ่งนั่งครึ่งนอน  แต่เนื่องจากความหยุ่นของเจ้าหมอนที่วางซ้อนกันอยู่บริเวณแผ่นหลังช่วยให้ผมมีความสุขสบายขึ้นมากทีเดียว


บันทึกการเข้า
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #7 เมื่อ: มีนาคม 05, 2013, 04:06:44 PM »




มีเสียงรองเท้าชนิดส้นแข็งดังเป็นจังหวะเข้ามาก่อนเพียงชั่วครู่ประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมๆ   กับมีเสียงแหลมเล็กพูดเป็นภาษาแม้วดังค่อยๆ   ถ้าหูของผมไม่ฝาดจนเกินไปนัก  ภาษาแม้วที่ผมพอจะกระดิกหูบ้างก็คือการออกคำสั่งให้ยกอาหารมาให้ผมนั่นเอง
        เจ้าของเสียงเป็นหญิงสาว    อยู่ในชุดพยาบาลสีขาวนวลโผล่พ้นประตูเข้ามาก่อนเป็นอันดับแรก    จากอาการเอี้ยวตัวให้เด็กหนุ่มแม้วก็ถือถาดอาหารเข้ามาทำให้ผมมองหน้าเธอไม่ค่อยถนัดเท่าใดนัก  คอรับกับปลายผมอันยาวสลวยที่หงิกงอยาวเคลียกับต้นคอ    บังดวงหน้าของเธอเอาไว้ครึ่งหนึ่ง  แต่ก็พอสังเกตเห็นจมูกที่โด่งเป็นสันอย่างสวยงามถนัดชัดเจน
       พอเด็กหนุ่มชาวแม้วยกถาดอาหารเข้ามาวางบนโต๊ะยาซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางขวามือของเตียงพยาบาลเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินกลับไปอย่างรวดเร็ว
       หญิงสาวผู้นั้นงับประตูเอาไว้อย่างเดิม    หมุนตัวเดินตรงมาที่เตียงของผม
        ด้วยรูปร่างที่สูงโปร่ง    ผิดกับผู้หญิงลาวโดยทั่วไป    ทำให้ผมเดาเอาเองว่าหญิงสาวผู้นี้จะต้องมีส่วนผสมของฝรั่งเศษอยู่ครึ่งหนึ่งอย่างแน่นอน    จะเป็นทางบิดาหรือว่าทางมารดาอันนี้แหละยังเป็นปัญหาที่ผมยังเดาไม่ออก
       ด้วยอาการเดินเหินที่ไม่เคอะเขิน    ลักษณะท่าทางเฉี่ยว ๆ เอาอย่างมากๆ เลยทีเดียว
        เมื่อเธอเห็นผมลืมตาเธอก็ชงักเล็กน้อย    ทันใดนั้นเองภาษาฝรั่งเศสที่เร็วปรื๋อก็ระรัวออกมาจากริมฝีปากที่บางเฉียบคู่นั้น
       โธ่เอ๋ย    ขนาดภาษาอังกฤษผมก็มีความรู้เพียงงูๆ ปลาๆ พื้นเพก็จบ ม. 6 ธรรมดาเท่านั้น    ไอ้ที่สอบผ่านมาเป็นล่ามกับเขาไม่ได้ไม่ใช่ว่าผมจะเก่งกาจในเชิงภาษาอังกฤษว่าชาวบ้านเขาหรอกครับ    มีนักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยไปสอบภาษาอังกฤษแข่งกับผมที่อุดร    หลายต่อหลายคนเพราะเจอะข้อสอบ    ‘จงแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาลาวเข้าเท่านั้น’    ก็เจ๊งกลับบ้านกันเป็นแถวๆ ส่วนผม สอ. บอ. มอ. ครับภาษาลาวมันของตายอยู่แล้ว
       เมื่อฟังไม่รู้เรื่อง    ผมก็เลยตอบกลับออกไปเป็นภาษาอังกฤษ....แต่อย่าให้ผมเขียนเป็นภาษาอังกฤษลงไปเลยครับประเดี๋ยวผู้รู้ไวยากรณ์ทั้งหลาย    จะหาว่าผมเอาภาษาอังกฤษของกระหรี่ท่าเรือคลองเตยมาใช้    มันก็เสียเหลี่ยม  ‘ล่ามผี’    ไปเท่านั้น
       “ขอโทษครับ    ผมเป็นคนไทย    สัญชาติไทย  ภาษาที่ผมพอจะเข้าใจก็คือ  อังกฤษ  ลาว  แม้ว  และภาษาไทยเท่านั้น   กรุณาใช้ภาษาใด  ภาษาหนึ่งที่ผมบอกคุณไปแล้วคุยกับผมใหม่ครับ”
       “อุ๊ยตาย....คุณบิ๊กแมนเป็นคนไทยหรือคะ    ดิฉันเห็นในใบตรวจแพทย์    ตรงช่องสัญญาณเขียนเอาไว้ด้วยตัว ‘F’  ดิฉันนึกว่าคุณมีสัญชาติเป็นฝรั่งเศสเสียอีก    นึกดีใจที่จะได้พูดภาษาเมืองคุณพ่ออยู่ทีเดียว”
       ภาษาไทยชัดเปรี๊ยะ    จากนางพยาบาลลูกครึ่งลาวผสมฝรั่งเศสพรั่งพรูออกมาอีกครั้ง
       “ใช้ภาษาไทยค่อยยังชั่วหน่อยครับ....คงจะมีการเข้าใจผิดเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ตัว ‘F’  นั่นคือตำแหน่งหน้าที่ของผมครับ  ผมทำงานที่ F.A.G.   ซึ่งย่อมาจาก ‘ โฟเวิร์ด แอร์ – ไกด์ ’   เจ้าหน้าที่คงจะฟังมาผิดๆ ก็เลยโมเมลงช่องผิดกรุณาแก้ไขให้ด้วย    สารรูปอย่างผม   ไม่มีเค้าฝรั่งเศสหรอกครับ....จะมีทางก็เพียงเศษๆ    ของฝรั่งเท่านั้น”…. พอจบคำพูดของผม  เราก็เลยได้ประสานเสียงหัวเราะกันอีกครั้ง
       นางพยาบาลสาวลูกครึ่ง    ซึ่งผมทราบชื่อของเธอในเวลาต่อมาว่า  ‘โรซี่’  ให้ความสนิทสนมกับผมอย่างรวดเร็ว
       เธอกล้าพอที่จะเปิดเผยให้ผมอย่างไม่ปิดบังว่า    เธอมีคู่มั่นอยู่แล้ว....เป็นนายร้อยโทชาวแม้ว   เพิ่งประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกเสียชีวิตเมื่อไม่กี่เดือนมานี่เอง    ในขณะที่เธอเล่าความเป็นไปของเธออยู่นั้น    เธอก็สาละวนวัดปรอดตรวจชีพจรให้ผมอย่างคล่องแคล่ว    ผมอดที่จะชำเลืองดูมือที่สะอาดเรียวเล็กทั้งสองข้าง    ที่วุ่นวายกับข้อมือขวาของผมไม่ได้
       บางครั้งเธอก็โน้มตัวลงจนกระทั่งศีรษะเกือบจะชิดหน้าอกของผม    กลิ่นสาบสาวผสมกลิ่นน้ำหอม ‘โตป๊าส’  หอมตลบอบอวลโรยรินอยู่ใกล้ๆ  ร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งของผมจะเริ่มผิดปกติขึ้นมาแล้ว
       งามหน้าไหมล่ะ   มีทางเดียวที่ผมจะทำได้ก็คือขยับขาข้างขวาขึ้นไปไขว้ทับขาข้างซ้ายเอาไว้อย่างรวดเร็ว   ทั้งนี้จากลักษณะดังกล่าวมันก็พอที่จะป้องกันภูมิประเทศส่วนที่จะทำความอับอายมาสู่ผมให้ผ่านพ้นไปได้
       “แผลยังปวดอีกหรือเปล่าคะ”    โรซี่เอ่ยถามขึ้นมาพร้อมกับใช้มือซ้ายเอื้อมผ่านลำตัวของผมไปขยับแขนที่บาดเจ็บในลักษณะที่ชะโงกหน้าเข้ามาจนกระทั่งภูเขาอันมหึมาทั้งสองลูกซึ่งขนาดของมันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า สกายไลน์ – เนินมรณะ   ง้ำผงาดห่างจากใบหน้าของผมเพียงชั่วกระเบียดนิ้วเท่านั้น
       “เป็นอะไรก็เป็นกัน”    ผมคำรามอยู่ในใจเหมือนกับเป็นอัตโนมัติ   ไอ้มือขวาที่เคยเหนี่ยวไกปืน เอ็ม 16  สังหารมนุษย์ทุกเมื่อเชื่อวัน  อย่างรวดเร็ว.....คว้าหมับเข้าที่บริเวณเอวที่กิ่วเหมือนกับมดตะนอย   ดึงร่างของโรซี่เข้ามาหาร่างของผม    ที่ครึ่งนั่นครึ่งนอนอยู่บนเตียงพยาบางทันควัน
       มีเสียงร้อง  ‘อุ๊ย’    เบาๆ พร้อมกับร่างของโรซี่  ผวาเข้าประทะกับหน้าอกของผม    โอ้จมูกเจ้ากรรมก็ดันซบลงกับร่องภูเขาอันมหึมาพอดิบพอดีเสียด้วย
       เธอยังไม่ทันจะตั้งหลักก็โดนผมบุกเป็นพายุบุแคมเสียก่อนแล้ว
       จมูกถูกดึงขึ้นจากร่องอก    ฉกแว๊บเข้าหาริมฝีปากบางเฉียบคู่นั้น.....ปากต่อปากของเราทั้งสองเจอะกันพอดี    โรซี่ครางเสียงอึกอักอยู่ภายในลำคอ....ริมฝีปากของเธอเม้มแน่นสนิท แต่มันก็เป็นชั่วครู่เท่านั้น    พอลิ้นของผมผ่านไรฟันเข้าไปได้.....ร่างของเธอก็สั่นเหมือนลูกนกในยามหนาว
       มือขวาของผมเลื่อนปร๊าดลงไปบริเวณเนื้อหนังสะโพกที่อูมอวบอิ่ม    ไอ้มือเจ้ากรรมมันฟ้องกับผมว่า    เนื้อหนังข้างในชุดพยาบาลชุดนี้    ไม่มีอะไรนอกจากเนื้อสันชนิดดีที่แน่นปั๋งซุกซ่อนท้าทายอยู่เท่านั้น
       มีเสียงรองเท้าดังกุกกักเป็นจังหวะแว่วมาข้างนอก   โรซี่ผละออกจากผมอย่างรวดเร็ว    เดินพรวดพราดตรงไปยังตู้ยาขนาดกระทัดรัดที่ตั้งอยู่ตรงมุมสุดของผนังห้อง  พร้อมกับยกมือตกแต่งผมที่ยุ่งเหยิงอย่างลวกๆ
       ประตูห้องถูกเปิดออก    นางพยาบาลกลางคนโผล่หน้าเข้ามา    พร้อมกับส่งภาษาฝรั่งเศสถามโรซี่อยู่ชั่วครู่ก็ปิดประตูเอาไว้อย่างเดิม    พร้อมกับเดินผละออกไป   
       ”ดิฉันจะไปตรวจคนไข้ห้องถัดไปอีก   ครึ่งชั่วโมงจะมาดูอาการคุณบิ๊กแมนอีกครั้งทานอาหารเสียซีคะเย็นซีดหมดแล้ว”
       เธอยิ้มให้ผมนิดหนึ่ง พร้อมกับพาตัวเองออกไปจากห้อง  ผมคอตกหายใจฟีดฟาด    ไอ้ความเจ็บจากบาดแผลที่หายไปชั่วคราว   เริ่มเข้ามารบกวนผมอีกครั้ง    ชำเรืองดูนาฬิกาที่ข้อมือขวา    ปาเข้าไปตั้งเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว    เหลือบสายตามองลงไปที่ถาดอาหาร    หิวจนทนไม่ไหว    ก็เลยฟัดโจ๊กหมูเสียเรียบวุธไปเลย
       โรซี่เงียบหายไป    จนกระทั่งผมเผลอหลับไปเพราะความอ่อนเพลีย    มาตกใจตื่นขึ้นอีกตอนได้ยินเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นของระเบิดสามสี่ครั้งติดๆกัน   ณ  บริเวณใด  บริเวณหนึ่ง ที่อยู่ห่างออกไปจากโรงพยาบาลไม่เกินครึ่งกิโลเมตรไฟฟ้าที่สว่างไสว  ดับมืดลงทันควัน
       ชั่วอึดใจใหญ่   เสียงประตูห้องผมเปิดออกแผ่วเบาร่างตะคุ่ม ๆ ที่ผมจำได้ติดหูติดตาเดินตรงเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
       “โรซี่”    ผมกระซิบออกไป
       ไม่มีเสียงตอบ....โรซี่ตัวสั่นเหมือนกับลูกนกผวาเข้ามากอดผมแน่น    พร้อมกับแทรกตัวขึ้นมานอนเบียดกับผมบนเตียงพยาบาล
       อย่าให้ผมบรรยายภาพพจน์ต่อไปอีกเลยครับ
       เว้ากันอย่างซี่อ ๆ คืนนั้นทั้งคืนแม่โรซี่เล่นงานผมเสียจนฟ้าเหลือง    อย่าเพิ่งสงสัยนะครับว่า    แขนผมเจ็บแล้วจะมีปัญญาปฏิบัติ ‘กามยุทธิ์’    ได้อย่างไร    ก็แม่คุณแม่ทูนหัว    โรซี่เล่นสวมวิญญาณเป็น  ‘จ๊อกกี้’    ตะบี้ตะบันขี่ม้าแก่อย่างผมเสียลิ้นห้อยไปเลย
       อยู่โรงพยาบาลสามอาทิตย์  แทนที่จะอ้วนท้วนสมบูรณ์เหมือนกับชาวบ้าน    ที่ไหนได้วันออกจากโรงพยาบาล    เพื่อนฝูงพากันฮาเกรียวกราวที่เห็นสังขารอันร่วงโรยของผม  ยังไม่ทันจะอวดของดีที่เจอะมาให้เพื่อนฝูงฟัง    ก็พอดีโดนอำเสียก่อน
       “เฮ้ย  บิ๊กแมน    รีบไปหาหมอชลกรให้แกตรวจเลือดเสียก่อนนะโว้ย   ลักษณะของเอ็ง  ไอ้สารรูปแบบนี้จะต้องถูกแม่โรซี่ถ่ายเชื่อให้เต็มเปาเข้าแล้ว”
       กลับจากโรงพยาบาลส่วนหน้าที่ตั้งอยู่ใกล้ๆที่พักผมนอนซึมกระทือ  ดูใบความเห็นแพทย์    ที่ลงความเห็นให้ผมพักรักษาตัวต่ออีกหนึ่งอาทิตย์เนื่องจาก  ‘เลือดบวกสี่’    และมีอาการแรกเริ่มของ  ‘โกโนเรีย’    แทรกเข้าอีกอนิจจานางพยาบาลลูกครึ่งทำผมเสียป่นเลยคราวนี้    ผมหมดกระจิตกระใจ  ก็เลยนอนหลับตานิ่งอยู่บนเตียงนั่นเอง  ก่อนเข้าภวังค์    ก็ได้ยินเสียงเฮฮาของกลุ่มทหารรับจ้างที่ล้อมวงโจ้เหล้าเถื่อนอยู่ข้างล่างดังแว่วๆขึ้นมาอีก
       “ไอ้นวยทำปืนลั่นใส่นิ้วมืออีกแล้วโว้ย  ห้อยร่องแร่งเลย  มันอยากจะเจอคุณหมอโรซี่ใจจะขาด  จะเป็นโรคก็ยอม  กูเพิ่งประคองมันไปส่งโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เอง”   พอจบคำพูดดังกล่าว   ก็มีเสียงหัวเราะประสานกันเกรียวกราวให้ลั่นไปหมด....
       ในช่วงเวลาหน้าฝนขณะที่ทหารเวียตนามเหนือถอนตัวกลับ  “ทุ่งไหหิน”    กองพันทหารรับจ้างชาวไทยก็ได้รับคำสั่งจากหน่วยเหนือให้บุกตะลุยเข้าโจมตีกวาดล้างขุมกำลังทหารเวียตนามเหนือบริเวณรอบนอกชาย  “ทุ่งไหหิน”    ทันที
       หลังจากเดินทางกันอย่างทุลักทุเลหกล้มลื่นไถลกันอยู่บนภูเขาเกือบแปดชั่วโมงเต็ม ๆ กองพันทหารรับจ้างที่ผมประจำอยู่ก็สามารถเคลื่อนที่ขึ้นไปบนยอดที่สูงที่สุดของ  “ภูเสน”    ได้สำเร็จ    เมื่อตอนตะวันเกือบจะตกดินพอดิบพอดี
       อากาศข้างนอกยอดเขาเย็นยะเยือกการหายใจชักจะลำบากเนื่องจากออกซิเจนจะเบาบาง    บางครั้งก็จะบังเกิดอาการปวดแก้วหูจนกระทั่งอื้อไปหมดจนฟังอะไรแทบไม่ได้ยิน
       แสง  “ผีตากผ้าอ้อม”    เหลืองระยิบระยับไปทั่วที่ราบแอ่งกระทะอันกว้างใหญ่ไพศาลที่มองเห็นลิบๆ   สุดลูกหูลูกตาอยู่เบื้องล่าง 
       อา ! ทุ่งไหหิน  “สมรภูมินรก”    ที่ทหารรับจ้างทุกคนอยากจะเห็นเป็นขวัญตา    ท้าทายสายตาพวกเราอยู่เบื้องหน้านี้เอง


บันทึกการเข้า
Foster @ SENIOR CORP.
นายสิบ
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 165

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 10 : Exp 38%
HP: 0.1%


« ตอบ #8 เมื่อ: มีนาคม 05, 2013, 08:54:35 PM »

โอ.....ขอบคุณมากมายครับ  ตอนนี้ยังไม่เคยอ่านเลย   ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

086 772-4504
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #9 เมื่อ: มีนาคม 06, 2013, 09:35:35 AM »



       มองลงไปจากบนยอด “ภูเสน”    ที่พวกเราตั้งฐานชั่วคราวอยู่ในขณะนี้จะมีเนินเขาที่สูงพอประมาณเรียงรายลดหย่อนกันลงไปอีกประมาณ  6 – 7 เนินและต่อจากนั้นก็ถึงบริเวณชายทุ่งซึ่งจากแผนที่ยุทธการ  “ทุ่งไหหิน” ในขณะนี้อยู่ห่างจากพวกเราเพียง  10  กิโลเมตรเท่านั้น
       มองดูจากสภาพเท่าที่เห็น    ภูมิประเทศของทุ่งไหหินเหมาะแก่การทำนาเป็นอย่างมากลำธารหลายสายที่ตัดผ่านที่ราบพอเพียงที่จะอำนวยประโยชน์ให้แก่การเกษตรได้อย่างสมบูรณ์
       แต่อะไรละที่เป็นต้นเหตุให้การเกษตรในภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้ต้องพังทลายอย่างไม่มีชิ้นดีท่านผู้อ่าน  “เรื่องจริง”    คงอยากจะทราบถึงเหตุผลดังกล่าวนั้นใช่ไหมครับ?
       ผมจะไม่อธิบายอะไรให้เยิ่นเย้อเกินกว่าเหตุ  ท่านผู้อ่านลองติดตามดูสถิติอันโหดร้ายทารุณในบรรทัดต่อไปในข้อเขียนของผมเอง    แล้วท่านจะเข้าใจโดยที่ผมมิต้องอธิบายให้ท่านฟังเลยแม้แต่นิดเดียว
       เคยมีท่านผู้อ่านและเพื่อนๆ ที่สนิทคุ้นเคยกับผมสอบถามถึงเรื่องราว  และเหตุการณ์รบในสมรภูมิอินโดจีนเป็นการส่วนตัวกับผมบ่อยๆครั้งว่า ทำไมสหรัฐอเมริกาจึงเป็นประเทศมหาอำนาจมีกำลังและอาวุธอันทันสมัยที่เกือบจะพูดได้ว่าที่สุดในโลกก็ว่าได้    แต่ไม่สามารถจะยุติการ  ‘รุก’   ที่บ้าคลั่งของทหารเวียตนามเหนือผู้บ้าเลือดนั้นได้
       ผมไม่รู้จะตอบคำถามเพื่อนๆ เหล่านั้นว่ายังไงดี....เพราะเหตุการณ์มันก็เป็นหยั่งที่เพื่อนๆถามผมเสียด้วย....
       ครับ !.... สหรัฐได้ทุ่มอาวุธยุทโธปกรณ์ลงไปในสงครามอินโดจีนนับเป็นจำนวนมูลค่ามหาศาลหลายแสนล้าน    และโดยเฉพาะสมรภูมิ         “ทุ่งไหหิน”    ของประเทศลาว    ซึ่งติดกับเวียตนามเหนือก็ดูเหมือนจะโดนกระหน่ำด้วยลูกระเบิดรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์
       การทิ้งระเบิดทุ่งไหหิน  ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ.  2512    สหรัฐอเมริกาวางหมาก  “ยุทธวิธี”    ที่ล้ำลึกโดยหลอกล่อให้เวียตนามเหนือ  ผละจากสมรภูมิเวียตนามใต้ซึ่ง    ในขณะนั้นทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นทุกขณะด้วยการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนัก  “B - 52”    จากฐานทัพ  “อู่ตะเภา”   ในประเทศไทยบินเข้าไปทิ้งระเบิดที่ทุ่งไหหินถึง 5,467  เที่ยว
       แต่อำนาจระเบิดไม่สามารถจะหยุดยั้งทหารเวียตนามเหนือที่ทะลักจากเส้นโฮจิมินห์  เข้าไปในประเทศลาวได้ทหารเวียตนามเหนือหลงกลหมากยุทธวิธีของสหรัฐ    ยกทัพบุกเข้ามาในสมรภูมิลาวอย่างยอมถวายชีวิต    สหรัฐก็เลยต้องเพิ่มเที่ยวบินเข้ามาทิ้งระเบิดในลาวเพิ่มขึ้นอีกเป็น 8,513   เที่ยวในปี พ.ศ.2513   แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะสกัดกองทัพปีศาจเหล่านั้นได้อยู่ดี
    ต่อมาในปี พ.ศ.2514    รัสเซียซึ่งสนับสนุนเวียตนามเหนืออยู่อย่างลับๆก็เริ่มส่งรถถัง T .34  เข้ามาในประเทศลาวอย่างออกหน้าออกตา    อเมริกันก็เลยส่ง B-52  ขนระเบิดขนาด  500  ปอนด์   บินเข้าไปถล่มทุ่งไหหินเพิ่มขึ้นไปถึง 8,876  เที่ยว
       นอกจาก “B-52”  แล้ว  สหรัฐก็ยังใช้เครื่องบินชนิดอื่นๆเป็นต้นว่า  “T-28”    และไอพ่นตระกูล  “F”  ทั้งหลายแหล่บินเข้าไปทิ้งระเบิดอีกไม่น้อยกว่า  350,000  ครั้ง
       จากสถิติในรอบ  4  ปีที่ผ่านมา  อเมริกันใช้ลูกระเบิดในสงครามลาว ประมาณ 884,000  ตัน 
       สรูปแล้วอเมริกันใช้ระเบิดในประเทศลาว  “หนึ่งล้านตันครึ่ง”    ซึ่งระเบิดจำนวนมหาศาลนี้    มีจำนวนเกือบเท่าระเบิดทั้งหมดที่ทิ้งในยุโรป....เอเชียและแอฟริการวมกัน  เมื่อคราวเกิดมหาสงครามโลกครั้งที่สอง (ครั้งนั้นอเมริกันใช้ระเบิดทั้งหมดประมาณสองล้านตัน)
       เห็นตัวเลขมหาประลัยที่ผมค้นหาจากเอกสารของ ซี.ไอ.เอ  ให้ดูแล้วเป็นยังไงบ้างครับ    ประเทศลาวก็เป็นประเทศจ้อยๆ ขนาดนี้    พ่อเจ้าประคุณนักค้าอาวุธสงครามก็ยังถล่มระเบิดลงไปอย่างไม่ลืมหูลืมตา    แล้วยังงี้  “ทุ่งไหหิน”    ซึ่งเป็นที่ราบกว้างใหญ่ไพศาลของประเทศลาว มันจะใช้ทำไร่ทำนาได้อย่างไรกัน....
       พื้นดินเป็นหลุมเป็นบ่อไปหมดเกือบทั้งอาณาบริเวณ....ผมว่าถ้าจะขุดบ่อเลี้ยงปลาคงจะเข้าท่ากว่าเยอะใช่ไหมครับ ?
       ประชาชนลาวต้องสูญเสียชีวิตจากอำนาจระเบิดหลายหมื่นคน   ส่วนพวกที่เหลือก็จำเป็นต้องอพยพทิ้งเมืองหนีออกมา   หรือไม่ก็ซุกซ่อนอยู่ในรูหรือในอุโมงค์ถ้ำหินกันต่อไปด้วยความหวาดกลัว
       แล้วจะเอาผู้คนที่ไหนมาช่วยกันทำนาเล่าครับ....  “ทุ่งไหหิน”    ก็เลยเป็นทุ่งร้าง....ทุ่งไหหินก็เลยกลายเป็นที่ฝังศพของนักรบหลายสัญชาติและจำนวนหลายหมื่นที่จมอยู่ใต้ปฐพีเหล่านี้ก็เป็นคนไทยที่ออกไปแสวงหาโชคลาภจากดอลล่าร์ของไอ้กันก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว
       อย่างไรก็ดี    การทำนาในที่ราบทุ่งไหหินก็ยังพอมีอยู่บ้าง....ท่านผู้อ่าน  “เรื่องจริง”    คงจะไม่เชื่อถ้าผมจะบอกกับท่านผู้อ่านว่า  การทำนาในที่ราบ   “ทุ่งไหหิน”    แปลกประหลาดที่สุดในโลก    เพราะเขาทำนาในตอน  “กลางคืน”    เท่านั้น
       สัตว์พาหนะที่ใช้ในการลากไถก็คือแรงมนุษย์อย่างเราๆนี่เองเนื่องจาก วัว ควาย  โดนระเบิดตายหมดสิ้น    ชาวนาลาวอาศัยแสงจันทร์   พลิกพื้นดินบางส่วนของทุ่งไหหินที่พอจะใช้เป็นแหล่งเพาะปลูกได้    ขะมักเขม้นปลูกข้าวและพืชพันธุ์ที่ใช้เป็นอาหารไปอย่างตามมีตามเกิด....
       พอแสงอาทิตย์จับขอบฟ้ากลุ่มชาวนาลาวเหล่านั้นก็ทยอยกันเข้าไปหลบอยู่ในอุโมงค์เพื่อเอาตัวรอดจากการทิ้งระเบิดของ  “B-52”    ซึ่งมักจะบินเข้ามาเทกระจาดอยู่ตลอดทั้งวัน....
       เมื่อแสงอาทิตย์จางหายไปจากขอบฟ้า  ชาวนาลาวผู้น่าสงสารเหล่านั้นก็จะทยอยออกจากอุโมงค์ถ้ำหินผลิตผลในด้านเกษตรของตัวเองโดนระเบิดถล่มแหลกราญไม่มีชิ้นดี
       น้ำตาที่ไหลพรากอาบแก้มลงสู่ดินด้วยความเจ็บแค้นที่เกิดจากส่วนลึกของหัวใจชาวนาเหล่านั้นมักจะถามตัวเองอย่างโง่ๆว่า    เหตุการณ์อันเลวร้ายที่พวกเขาผจญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้   ตัวเขาเองจะต้องแบกภาระรับผิดชอบด้วยหรือ?     ลัทธิการเมืองที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศทำให้เกิดสงครามขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   ความหายนะของสงครามก็คือความหายนะของประเทศชาติ  ประชาชาตาดำๆ  ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เหมือนกับประชาชนลาวผู้น่าสงสารเหล่านั้น
       บ้านเรือนพังพินาศ    ญาติพี่น้องพลัดพรากจากกันไปคนละทิศละทางอาหารการกินซึ่งเคยอุดมสมบูรณ์กลับกลายเป็นอดมื้อกินมื้อ    และบางครั้งก็ต้องถูกรัฐบาลเกณฑ์ตัวเอาไปช่วยขนเสบียงในแนวหน้าแทนกำลังพลที่ล้มหายตายจากไปด้วยการรบที่เหี้ยมโหดทารุณนั้น
       และในวันนี้ก็เช่นกัน....ในเวลา  18.00 น.  ตรงตามกำหนดการ  “B-52”   จะบินมาปูพรมทุ่งไหหินอีกครั้งเพื่อเป็นการเคลียร์พื้นที่ให้พวกเราเข้าทำการกวาดล้างในตอนเช้าของวันต่อไป
       ก่อนเวลา 18.00 น.  เล็กน้อยในขณะที่ทหารรับจ้างทุกคนกำลังนั่งดูการทิ้งระเบิดของ  “B-52”   อยู่บนยอดเขา  “ภูเสน”   “กองสิงห์”    (ผบ.พัน BC 616)  ก็ส่องกล้องมองเห็นทหารแม้วกำลังพลประมาณ  1  กองพัน  (330  คน)   เคลื่อนที่ตัดเข้ามาจากปีกซ้ายของทุ่งไหหินอย่างเงียบเชียบ
       และก็จำเพาะเจาะจงเดินผ่านเข้ามาในแอเรียที่เครื่องบิน  “B-52”  จะทิ้งระเบิดเสียด้วย....
       กองสิงห์หันมาละล่ำละลักกับผมด้วยความตื่นเต้นสุดขีด....
       “คุณ....คุณ    ช่วยส่งวิทยุขึ้นไปบอกเครื่องบินให้ระงับการโจมตีด่วน...มีทหารแม้วเคลื่อนที่อยู่เบื้องล่าง”
       ชะรอย   “กองสิงห์”    คงจะตกใจจนกระทั่งลืมคิดไปว่า    ไอ้วิทยุเส็งเคร็งที่ผมถืออยู่ในขณะนี้มันติดต่อได้เฉพาะเครื่องบิน  “T-28”
       เท่านั้น    ไอ้เรื่องจะไปติดต่อกับเครื่อง   “B-52”    ซึ่งขณะนี้กำลังบินผ่านยอดเขาภูเสนไปแล้วเห็นทีจะยาก   ถึงแม้จะติดต่อได้นักบินก็จะไม่มีวันเชื่ออย่างเด็ดขาด
       จากกล้องสนามแรงสูง    ทหารแม้วที่เคลื่อนที่เป็นแถวตอนเรียงเดี่ยวอยู่เบื้องล่าง  คงจะรู้ตัวดีเองอยู่ในแอเรียทิ้งระเบิดของ  “B-52”    ต่างก็พรูออกจากแถววิ่งเข้าหาชายป่าละเมาะที่อยู่ข้างๆเป็นจ้าระหวั่นชนิดตัวใครตัวมัน
       แต่ไม่ทันการณ์เสียแล้ว    ลูกระเบิดขนาด  500  ปอนด์   ถูกเทกระจาดลงมาจากเครื่องบิน  “B-52”  มองดูเป็นสายดำมืดไปหมดทั้งท้องฟ้า    ท่ามกลามความตกใจของทหารรับจ้างที่มองเห็นเหตุการณ์อย่างถนัดหูถนัดตาบนยอดเขาอันสูงเสียดฟ้านั้น
       ฝอ. 3 (กองอิน)    หยิบกล้องถ่ายรูปวิ่งพรวดพราดออกมายืนกระหือกระหอบอยู่ข้างๆผม    ปากคอสั่นเป็นเจ้าเข้า    พลางพูดออกมาฟังแทบไม่เป็นภาษาคน
       “ตายหมดแน่.....บิ๊กแมน....ผมขอถ่ายรูปเอาไว้เป็นอนุสรณ์ซะหน่อย”
       ผมยังไม่ทันตอบพื้นเนินเบื้องล่างก็ขาวโพลนไปด้วยกลุ่มควันที่วิ่งปร๊าดเหมือนกับขบวนรถไฟ  คราวแรกยังไม่มีเสียงระเบิดใดๆทั้งสิ้น    แต่พอควันพุ่งขึ้นมาเป็นรูปดอกเห็ดยักษ์เจ้าเสียงระเบิดที่ผมประมาณความรุนแรงของมันไม่ถูกก็ดังสนั่นขึ้นมาปานฟ้าถล่ม
       ผืนแผ่นดินที่พวกผมกำลังยืนอยู่สั่นโยกไปมาเหมือนกับแผ่นดินไหว     ทหารรับจ้างบางคนล้มตัวลงหมอบด้วยความหวาดกลัว
       เกือบสิบนาทีเต็มๆ    ที่เสียงระเบิดได้ดังกังวานไปรอบทิศ  “B-52”  หลังจากทิ้งระเบิดแล้วก็บินกลับไปจากท้องฟ้า   ซึ่งพร้อมๆ กับรัศมีสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลับหายไปราบก้นกะทะ    แต่ก็ยังทิ้งแสงสลัวๆ   ปรากฏเลือนรางกับขอบฟ้า    เหมือนกับจะห่วงใยต่อชีวิตทหารแม้ว  300 กว่าคน  ซึ่งพบกับความตายในชั่วพริบตาเดียวจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายเดียวกัน....
       นี่คือความผิดพลาด  ซึ่งผมมักจะพบอยู่เป็นประจำในสมรภูมิลาวและการผิดพลาดจากการทิ้งระเบิดใส่พวกเดียวกันในครั้งนี้  ก็นับว่าเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดของท่านนายพลวังเปา....แต่ในสถานการณ์เช่นนี้  จะเอาผิดกับใครไม่ได้....มันเข้าทำนองว่า    “ตายก็ตายไปไอ้ที่อยู่ก็รบกันไปจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง”  นั่นแหละครับ


--จบบริบูรณ์-- ยิ้ม
บันทึกการเข้า
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #10 เมื่อ: มีนาคม 06, 2013, 01:47:01 PM »

ขอบคุณที่เข้ามาติดตามอ่านนะครับ
สำหรับตอนนี้ก็จบแค่นี้  ถ้ามีผู้สนใจอ่านต่อเรื่องอื่นผมก็มีเรื่อง   ศึกเวียตนามและคอมมิวนิสต์
ซึ่งมันกว่า ดุเด็ด เผ็ดมันกว่าเดิม ถ่ายทอดจากสนามรบจริงๆ เน้นสงครามล้วนๆ  เป็นเรื่องจริงของนักรบ ที่ไปรบในสมรภูมิเวียตนามอย่าง จงอางศึกของไทย เป็นต้น ก็ไปสร้างเกียรติศัำกดิ์ในที่นั้นไว้มากมาย  ต่อสู้ยันกับเวียตนามเหนือหลายต่อหลายครั้ง
ถ้าท่านผู้อ่านสนใจก็จะเอามาลงให้เนื้อหาค่อนข้างเยอะเกือบ 900 หน้า


สาระบัญ  ตัวอย่างบางตอน


ศึกเวียตนาม
ผลการรบทั้งสามระลอกในเวียตนาม
ไอพ่นอภินิหาร ของอเมริกาตก สองเครื่อง ต่อมาอีก 1 เครื่อง
นายพลเหงียนเกากี เตือนประชาชนให้หาเพื่อนใหม่กับพึ่งลำแข้งตนเอง
จงอางศึก  นั่งเฮลิคอปเตอร์ดูเห็นกับตาตลอดพยัคฆ์น้อยฝ่าหาปืนครกบุกขยี้ถึงตัว
คาดคอมมิวนิสต์พยายามยึดคืนอีก การรบหนักแผ่ขยายทั่วไป
แดงกลับโหมรบในเวียตนามหนักเคลื่อนทัพเขาล้อมเคซานห์ใหม่
เวียตนามใต้เกณฑ์ทหารเพิ่มอีก เตรียมรับพัทธมิตรถอนตัว
คอมมิวนิสต์บุกไซ่ง่อน
คอมมิวนิสต์โจมตีใหญ่ถึงสองวัน นายพลญวนแดงตายในที่รบ
ทหารโฮจิมินห์ออกโรงบุกไซ่ง่อน ช่วยกันกับเวียตกงถล่มญวนใต้ ระดมยิง ตันซอนนุต ไม่หยุดยั้ง
ไซ่ง่อนคับขันหนัก คอมมิวนิสต์บุกขนาบ 3 ด้าน  เวียตกงรุกถึงใจกลางเมือง
คอมมิวนิสต์สั่งสู้ตายไม่ยอมถอย ทุ่มรี้พลขนาดใหญ่เข้าไปหนุน
จงอางศึก  ช่วยป้องกันข้าศึกรักษาไซ่ง่อน ฆ่าเวียตกงตายมากมาย
จงอางศึก  ได้รับคำชมเชยมาก
รังใหญ่สุดของเวียตนามเหนือ
ที่มั่นลาวถูกตีแตก 30 กว่าแห่ง
..... เป็นต้น


รับรองมันส์แน่นอนกว่าพากต์ไหนๆ เจ๋ง

แต่ถ้าไม่มีผู้สนใจผมก็จะเอาไว้อ่านคนเดียว เพราะผมพิมพ์ไปแล้วไม่รู้ว่าจะมีคนอ่านหรือเปล่านะครับ อาจจะแค่เข้ามาเปิดดูนิดๆหน่อยๆแล้วก็ไป
 ร้องไห้
ขอเสียงผู้ที่สนใจติดตามอ่านด้วยนะครับ
ถ้ามีผู้สนใจอ่านจะเอามาลงให้ ในอีกไม่เกิน สอง สามวัน
ขอบคุณครับ
 เจ๋ง
บันทึกการเข้า
Chicken
นายพัน
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 739

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 22 : Exp 6%
HP: 0.4%


กุ๊กเอ๋ยกุ๊กไก่ . . . 0 89 447 31 32


« ตอบ #11 เมื่อ: มีนาคม 06, 2013, 08:46:25 PM »

ผมคนนึงล่ะครับ ที่ตามอ่านอยู่

ขอบคุณมากครับ


ปล. ขออนุญาติ Copy เก็บไว้ครับ
บันทึกการเข้า

พบกับ
 
AUSTRALIA UNLimit iMPORTED
 
การบริการรับสั่งของจากเมืองออสซี่
 ไม่ว่า คุณ อยากได้อะไร
 ไม่ว่า คุณ จะสนใจสิ่งไหน
 ไม่ว่า คุณ จะสั่งอะไร
 
เราจัดหาให้คุณได้
 
DESI AUSIES
 
บริการด้วยทีมงานคนไทย ที่รู้ใจคนไทย
 
อยากรู้รายละเอียด
 โทรเลย 0894473132
 
เบอร์นี้ สั่งได้
Foster @ SENIOR CORP.
นายสิบ
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 165

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 10 : Exp 38%
HP: 0.1%


« ตอบ #12 เมื่อ: มีนาคม 06, 2013, 11:42:31 PM »

ขอบคุณที่อุตสาห์พิมพ์มาให้อ่านครับ   ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

086 772-4504
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #13 เมื่อ: มีนาคม 07, 2013, 01:06:47 PM »

ขอบคุณครับ เข้ามาติดตามอ่านกันเยอะๆนะครับ เดี๋ยวก็มาแล้ว ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
winggo
พลทหาร
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 69

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for thaiairsoftgun.com Level 6 : Exp 70%
HP: 0.1%


« ตอบ #14 เมื่อ: มีนาคม 11, 2013, 08:15:08 AM »

ขอความเห็นหน่อยครับ พอดีเพิ่งได้รับหนังสือมา  ถ้าเอาเนื้อหาในหนังสือนี้บางส่วนหรือทั้งหมดมาลงเว็บ จะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือเปล่าครับ เพราะว่าเนื้อหามี 880 หน้า 440 ใบ ถ้าเอาทั้งหมดหรือบางส่วนมาลงไม่รู้จะผิดอะไรหรือเปล่า  ถ้าเป็นเนื้อหาในเว็บแค่หน้าสองหน้าไม่ยาวมาก เราให้เครดิตเจ้าของก็จบแต่ นี้เป็นเนื้อหาที่อยู่ในหนังสือเก่าด้วย
เคยไปอ่านในเว็บต่างๆก็ยังคลุมเครืออยุ่ว่าได้หรือไม่  ขอความเห็นหน่อยนะครับ ผมก็ยังไม่กล้าเอามาลงเท่าไรอิอิ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

ไม้เทียม | นำเข้าสินค้าจีน

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.10 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!